โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมอุทยานฯ ออกมาตรการป้องกัน ‘ไวรัสนิปาห์’ ในถ้ำ-แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

The Bangkok Insight

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 06.18 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 06.18 น. • The Bangkok Insight

กรมอุทยานฯ ออกแถลงการณ์ จัดมาตรการเฝ้าระวัง "ไวรัสนิปาห์" ในพื้นที่ถ้ำ-แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เผยเดินหน้าเฝ้าระวังร่วมกับพันธมิตรมาตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน พบเชื้อไวรัสในฝูงค้างคาวไทย 10-16% ยังไม่พบในคน

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกแถลงการณ์ เรื่อง มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในพื้นที่ถ้ำและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ไวรัสนิปาห์

ตามที่มีรายงานสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีล่าสุดในประเทศอินเดีย มาเลเซีย และบังคลาเทศ เมื่อเดือนม.ค. 2569 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตรายจากสัตว์สู่คนที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 70-100% นั้น

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องสำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทางวิชาการ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการเฝ้าระวังและวิจัยเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวมาตั้งแต่ปี 2545 (ค.ศ. 2002) จนถึงปัจจุบัน

สำหรับสถานการณ์ในไทย จากการเฝ้าระวังเชิงรุก พบเชื้อไวรัสในฝูงค้างคาวไทยประมาณ 10-16% ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในค้างคาวตามธรรมชาติอยู่แล้ว เชื้อเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์หากไม่มีการไปล่า หรือนำค้างคาวมาบริโภค

กรมควบคุมโรคและกรมปศุสัตว์ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนหรือสุกรในประเทศไทย และยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องร่วมกับกรมอุทยานฯ

อัตราการพบเชื้อในค้างคาวของประเทศไทย พบเชื้ออยู่ที่ประมาณ 10-16% ในฝูงค้างคาว เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เคยมีการระบาดของโรคในคน เช่น มาเลเซีย อินเดีย บังกลาเทศ ที่มีอัตราการติดเชื้อในฝูงค้างคาวสูงถึง 40% เชื้อที่พบในค้างคาวของไทยจึงมีโอกาสแพร่สู่คนหรือสัตว์เลี้ยงได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาด โดยเชื้อในค้างคาวไทยมักพบตามฤดูกาลในช่วงเดือนเม.ย.ถึงพ.ค.

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความปลอดภัยภายใต้หลักสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) กรมอุทยานฯ จึงกำหนดมาตรการป้องกันสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าชมถ้ำหรือพื้นที่ที่มีค้างคาว ดังนี้

1. มาตรการป้องกันสำหรับนักท่องเที่ยว

การแต่งกาย: ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ได้แก่ หน้ากากอนามัย (แนะนำ N95) แว่นตาป้องกัน สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น และถุงมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำลาย ปัสสาวะ มูล) ของค้างคาว

ข้อห้ามสำคัญ: ไม่ล่า ไม่หา ไม่กิน ห้ามจับหรือสัมผัสสัตว์ป่าด้วยมือเปล่า ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานภายในถ้ำเด็ดขาด และห้ามเก็บผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์มาบริโภค

สุขอนามัย: หากสัมผัสสารคัดหลั่งหรือมูลค้างคาว ให้รีบล้างด้วยน้ำสบู่ทันที หากมีบาดแผลให้ทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อและพบแพทย์

การเฝ้าระวังอาการ: หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ภายใน 4-14 วันหลังเข้าพื้นที่ถ้ำ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าพื้นที่เสี่ยงทันที

2. มาตรการสำหรับหน่วยงานในสังกัด

ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติทุกแห่ง เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองการแต่งกายของนักท่องเที่ยว พร้อมจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และเฝ้าระวังถิ่นอาศัยของค้างคาวในความรับผิดชอบอย่างใกล้ชิด

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถท่องเที่ยวและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการเป็นหลัก

อ่านเพิ่มเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...