โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘เรืองไกร’ ยื่นลาออก ‘พลังประชารัฐ’ ลุยตรวจสอบปมร้อนเลือกตั้ง

The Reporters

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 11.38 น.

'เรืองไกร' ยื่นลาออก 'พลังประชารัฐ' ลุยตรวจสอบปมร้อนเลือกตั้ง แนะคนร้องปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดดูข้อกฎหมายดี ๆ เชื่อสืบถึงคนกายากต่างจากคดีหันคูหา เมื่อปี 49

วันนี้ (18 ก.พ. 69) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ หลังสมัครเป็นสมาชิกพรรคเกือบ 3 ปี

นายเรืองไกร เปิดเผยว่า เมื่อเช้านี้ได้เดินทางไปแจ้งพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งพลเอกประวิตรสอบถามสาเหตุที่ตัดสินใจลาออกพร้อมเคารพการตัดสินใจ โดยเส้นทางหลังจากนี้จะติดตามตรวจสอบเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด รวมถึงกรณีบริษัท Spectre C ซึ่งเรื่องการเลือกตั้งไม่เป็นโดยตรงและลับนั้นต้องติดตามการพิจารณาของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีคำสั่งออกมาแนวทางใด หากออกมาแล้วไม่ได้ไปศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องย้อนกลับมาดูในเรื่องการหันคูหา ซึ่งต้องดูในรัฐธรรมนูญปี 2560 การกระทำมีเหตุให้ได้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง ส่วนตัวเห็นว่าการไปยื่นคำร้องไม่เข้าประเด็นเท่าที่ควร รวมถึงติดตามเรื่องการตั้งรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูลด้วย

ทั้งนี้ตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงขอลาออกมาทำหน้าที่ของประชาชนตรวจสอบ มีเวลาก็จะพักผ่อนกับครอบครัวมากขึ้น ยังไม่ได้มองพรรคการเมืองใดไว้ แม้จะมีหลายพรรคโทรมาติดต่อ ส่วนมุมมองต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต.นั้น ข้อเท็จจริงหลายส่วน ความเห็นของหลายฝ่ายที่ยื่นร้องยังไม่ครบประเด็น การเลือกตั้งทางตรงและลับ ซึ่งเป็นช่องว่างให้ กกต.ออกระเบียบ แต่ระเบียบน่าจะขัดรัฐธรรมนูญอาจจะทำให้เกิดประเด็นปัญหา จึงอยากจะฝากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการพิจารณา

ส่วนที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น นายเรืองไกร กล่าวว่า ถ้าย้อนดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ศาลตีความว่าตนเองมีอำนาจในการวินิจฉัย จึงวินิจฉัยว่าการหันคูหาไม่เป็นความลับ เมื่อไม่เป็นความลับจึงมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการยุบสภาภายใน 60 วัน แต่ข้อเท็จจริงเรื่องบาร์โค้ด จะไปดูอย่างไร เช่น ตนเองเข้าคูหาเลือกตั้ง เซ็นรับบัตรเลือกตั้งมา 2 ใบหย่อนเสร็จก็ไปเซ็นรับบัตรประชามติ เมื่อหย่อนเสร็จจะไปรู้ได้อย่างไรว่าบัตรเลือกตั้งเราอยู่ที่ไหน ดังนั้นคนที่บอกว่านำกลับมาชนกันนั้น ขอถามว่า 30 -40 ล้านใบจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งเป็นอีกมุมหนึ่งที่ตนมองว่าอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะสืบกลับมา ไม่เหมือนกับเรื่องการหันคูหา

ส่วนที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าคนที่จะดูได้คือ ผู้ที่กุมอำนาจจึงสามารถเข้าถึงได้ นายเรืองไกร ระบุว่า ไม่มี คนมีอำนาจต้องมีเหตุหรือให้ศาลสั่งเฉพาะหน่วย ไม่มีที่จะเปิดมา 30-40 ล้านใบแล้วมานั่งแมทช์ ทั้งนี้เรื่องการพิมพ์บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ยกตัวอย่างบัตรประจำตัวประชาชนและใบขับขี่ ซึ่งในอดีตจะเป็นกระดาษไม่มีชิป และบัตรประชาชนก็เป็นแบบ Smart Card มีเลข Laser ID เหมือนที่นำไปใช้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาชน อย่างที่ตนเดินเข้ามาภายในอาคารศูนย์ราชการตึก B รปภ.ของอาคารก็นำบัตรประจำตัวประชาชนของตนเข้าไปตรวจสอบในระบบ ถามว่าเขาสามารถนำข้อมูลเราไปได้หรือไม่ ก็สามารถทำได้แต่ทำโดยชอบด้วยหน้าที่หรือไม่ จึงเป็นไปไม่ได้ในสิ่งที่มองกันอยู่

ส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วยกับที่ กกต.ชี้แจง แต่จะมีการเกินเลยกว่า TOR หรือไม่ หรือทำให้เกิดการไม่ซื่อสัตย์สุจริต ส่วนตัวเห็นว่าควรไปนับบัตรดีกว่าว่าบัตรเขย่งได้อย่างไร ซึ่งบัตรต้องเท่ากันบัตรดี บัตรเสียบัตรไม่ลงคะแนนรวมแล้วต้องเท่ากับที่เซ็นรับ โดย กกต.ต้องหาสาเหตุให้ได้ เพราะไม่ได้ห่างกันเพียงหลักหน่วยหลักสิบแต่ห่างกันเป็นหลักหมื่น กกต.ต้องให้คำตอบกับสังคม ถ้าผลการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์อาจไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งทางตรงและลับ แต่เป็นเรื่องของการไม่ยุติธรรมเพราะคะแนนที่ออกมาจะเชื่อถือไม่ได้

"คนพยายามที่จะเกาะกระแสควรดูกฎหมายให้ดี ๆ เท่าที่ทราบขณะนี้ศาลปกครองยังไม่ได้มีคำสั่ง เลขดำผมไปยื่นก็ได้เลขดำ ใครไปยื่นก็ได้เลขดำ ศาลปกครองมีเจ้าหน้าที่ตรวจคำฟ้องหรือคำร้อง เมื่อเห็นว่ายื่นได้ก็ยื่น แต่ศาลท่านจะสั่งหรือขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินก็เป็นอีกหนึ่งคำร้อง ก็ต้องมีปัญหาว่าศาลท่านต้องสั่ง วันนี้ศาลยังไม่ได้สั่ง ก็แสดงว่าอาจจะไม่ได้รับด้วยซ้ำไป " นายเรืองไกร กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...