เคทีซี ชี้คนไทย 2 ใน 3 ไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน แนะวางแผนการเงิน รับมือเหตุไม่คาดคิด
เคทีซี สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทย หลังผลสำรวจพบเกือบครึ่งมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน และอีกกว่า 35% มีเพียง 1–3 เดือน เตือนหากรายได้สะดุดหรือเกิดเหตุฉุกเฉินอาจตั้งหลักได้ยาก พร้อมแนะวางแผนการเงิน สร้างเงินสำรอง 3–6 เดือน ควบคู่ดูแลสุขภาพกาย–ใจ และจัดทำแผนชีวิตล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี (KTC) เปิดเผยสถานการณ์ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทย โดยระบุว่า แม้ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากยังขาดความพร้อมด้านการเงินในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทั้งนี้ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลล์ ปี 2568 ระบุว่า คนไทย 48.32% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน ขณะที่อีก 35.24% มีเงินสำรองเพียง 1–3 เดือน ส่งผลให้คนไทยอย่างน้อย 2 ใน 3 ยังไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญสำหรับการรองรับเหตุฉุกเฉิน หากรายได้สะดุดหรือมีเหตุเร่งด่วนเกิดขึ้น ครัวเรือนจำนวนมากอาจประสบปัญหาในการตั้งหลักทางการเงินได้ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรก
ในด้านสุขภาพ ยังพบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เช่นกัน โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ยถึง 227 รายต่อวัน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงภาระค่าใช้จ่าย การตัดสินใจ และแรงกดดันทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในครอบครัว ดังนั้น การเตรียมแผนทั้งด้านการเงินและด้านจิตใจล่วงหน้าจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดความไม่แน่นอนได้จริง
วิธีวางแผนการเงินให้ตั้งหลักได้
เคทีซีระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้บริการและอินไซต์ของกลุ่มคนทำงาน พบว่าความกังวลหลักของคนไทยมีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สุขภาพ การเงิน และเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งทั้งสามเรื่องล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ดีการวางแผนจึงไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่สามารถเริ่มต้นจากหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ครอบครัวตั้งหลักได้ทันที ได้แก่
แนวทางแรกคือการแบ่งเงินอย่างมีระบบ โดยใช้หลัก 50–30–20 เป็นแนวทางตั้งต้น ได้แก่ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านคุณภาพชีวิต และ 20% สำหรับการออมและการลงทุน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังพบว่าคนไทยเพียง 57% มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งยังถือว่าไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ครัวเรือนจำนวนมากต้องเผชิญ
อีกแนวทางสำคัญคือการเร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้อย่างน้อย 3–6 เดือน เนื่องจากในยุคที่การเจ็บป่วยหรือการตกงานสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เงินสำรองถือเป็นเสมือน “ร่มกันฝน” ที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน
ขณะเดียวกัน การจัดการหนี้อย่างเป็นขั้นตอนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากดอกเบี้ยเปรียบเสมือน “ต้นทุนเวลา” ที่ทำให้ความสามารถในการออมลดลง ผู้บริโภคจึงควรเริ่มจากการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้การออมและการลงทุนเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เคทีซียังแนะนำให้ใช้ระบบโอนเงินอัตโนมัติ (Auto-transfer) ทันทีหลังเงินเดือนเข้า โดยแยกบัญชีสำหรับเงินฉุกเฉินออกจากบัญชีใช้จ่ายประจำวันอย่างชัดเจน พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเงินออมทุกครั้งที่ภาระหนี้ลดลง เพื่อสร้างวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านการเงินแล้ว ความพร้อมทางจิตใจก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ หลายองค์กรจึงเริ่มนำแนวคิด Work–Life Integration มาใช้ เพื่อสนับสนุนสุขภาวะของพนักงานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ผ่านการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ การสร้างวัฒนธรรมการโค้ชที่เปิดพื้นที่ให้รับฟังโดยไม่ตัดสิน
รวมถึงการสนับสนุนให้พนักงานวางแผนชีวิตล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้คนทำงานสามารถรักษาสมาธิ มีพลังในการทำงาน และตัดสินใจได้ดีขึ้น แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในสังคมไทย คือการจัดทำ “สมุดเบาใจ” หรือเอกสารแสดงเจตนาล่วงหน้า (Advance Care Plan) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งเป็นเอกสารที่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถระบุความต้องการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการรักษาที่ต้องการหรือไม่ต้องการ
รวมถึงการมอบหมายบุคคลที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่สื่อสารและตัดสินใจแทน ตลอดจนการระบุพิธีการหรือบรรยากาศที่ต้องการในวาระสุดท้าย
การจัดทำเอกสารดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงความกลัวต่อความตาย แต่เป็นการลดภาระการตัดสินใจของคนในครอบครัว เพื่อไม่ให้ต้องคาดเดาความต้องการของผู้ป่วยในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังเผชิญความยากลำบากทางจิตใจ
ควบคู่กันนั้น การดูแลสุขภาพตามแนวคิด “5 ออ + อภัย” ได้แก่ อาหาร อารมณ์ อากาศ อดิเรก และการออกกำลังกาย รวมถึงการให้อภัยตนเอง ยังเป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านร่างกายและจิตใจในระยะยาว
เคทีซีระบุเพิ่มเติมว่า แม้เหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นก่อนที่หลายคนจะพร้อม แต่การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้สามารถช่วยลดผลกระทบได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการสร้าง “ทีม” ที่ประกอบด้วยครอบครัว เพื่อนสนิท หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ซึ่งรับรู้เจตนาและพร้อมช่วยดูแลในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต
ทั้งนี้ แม้ความตายจะไม่สามารถกำหนดเวลาได้ แต่ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะเริ่มต้นวางแผนชีวิตตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้วันสุดท้ายของชีวิตเป็นไปอย่างสงบและงดงามที่สุด พร้อมช่วยลดความกังวลของคนที่อยู่ข้างหลัง ไม่ต้องคาดเดาความต้องการของเราในวันที่ยากลำบากที่สุดของพวกเขา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เคทีซี ชี้คนไทย 2 ใน 3 ไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน แนะวางแผนการเงิน รับมือเหตุไม่คาดคิด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th