โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เคทีซี ชี้คนไทย 2 ใน 3 ไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน แนะวางแผนการเงิน รับมือเหตุไม่คาดคิด

Khaosod

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 11.48 น.

เคทีซี สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทย หลังผลสำรวจพบเกือบครึ่งมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน และอีกกว่า 35% มีเพียง 1–3 เดือน เตือนหากรายได้สะดุดหรือเกิดเหตุฉุกเฉินอาจตั้งหลักได้ยาก พร้อมแนะวางแผนการเงิน สร้างเงินสำรอง 3–6 เดือน ควบคู่ดูแลสุขภาพกาย–ใจ และจัดทำแผนชีวิตล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี (KTC) เปิดเผยสถานการณ์ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทย โดยระบุว่า แม้ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากยังขาดความพร้อมด้านการเงินในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลล์ ปี 2568 ระบุว่า คนไทย 48.32% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน ขณะที่อีก 35.24% มีเงินสำรองเพียง 1–3 เดือน ส่งผลให้คนไทยอย่างน้อย 2 ใน 3 ยังไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญสำหรับการรองรับเหตุฉุกเฉิน หากรายได้สะดุดหรือมีเหตุเร่งด่วนเกิดขึ้น ครัวเรือนจำนวนมากอาจประสบปัญหาในการตั้งหลักทางการเงินได้ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรก

ในด้านสุขภาพ ยังพบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เช่นกัน โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ยถึง 227 รายต่อวัน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงภาระค่าใช้จ่าย การตัดสินใจ และแรงกดดันทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในครอบครัว ดังนั้น การเตรียมแผนทั้งด้านการเงินและด้านจิตใจล่วงหน้าจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดความไม่แน่นอนได้จริง

วิธีวางแผนการเงินให้ตั้งหลักได้

เคทีซีระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้บริการและอินไซต์ของกลุ่มคนทำงาน พบว่าความกังวลหลักของคนไทยมีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สุขภาพ การเงิน และเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งทั้งสามเรื่องล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ดีการวางแผนจึงไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่สามารถเริ่มต้นจากหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ครอบครัวตั้งหลักได้ทันที ได้แก่

แนวทางแรกคือการแบ่งเงินอย่างมีระบบ โดยใช้หลัก 50–30–20 เป็นแนวทางตั้งต้น ได้แก่ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านคุณภาพชีวิต และ 20% สำหรับการออมและการลงทุน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังพบว่าคนไทยเพียง 57% มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งยังถือว่าไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ครัวเรือนจำนวนมากต้องเผชิญ

อีกแนวทางสำคัญคือการเร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้อย่างน้อย 3–6 เดือน เนื่องจากในยุคที่การเจ็บป่วยหรือการตกงานสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เงินสำรองถือเป็นเสมือน “ร่มกันฝน” ที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน

ขณะเดียวกัน การจัดการหนี้อย่างเป็นขั้นตอนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากดอกเบี้ยเปรียบเสมือน “ต้นทุนเวลา” ที่ทำให้ความสามารถในการออมลดลง ผู้บริโภคจึงควรเริ่มจากการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้การออมและการลงทุนเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เคทีซียังแนะนำให้ใช้ระบบโอนเงินอัตโนมัติ (Auto-transfer) ทันทีหลังเงินเดือนเข้า โดยแยกบัญชีสำหรับเงินฉุกเฉินออกจากบัญชีใช้จ่ายประจำวันอย่างชัดเจน พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเงินออมทุกครั้งที่ภาระหนี้ลดลง เพื่อสร้างวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านการเงินแล้ว ความพร้อมทางจิตใจก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ หลายองค์กรจึงเริ่มนำแนวคิด Work–Life Integration มาใช้ เพื่อสนับสนุนสุขภาวะของพนักงานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ผ่านการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ การส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ การสร้างวัฒนธรรมการโค้ชที่เปิดพื้นที่ให้รับฟังโดยไม่ตัดสิน

รวมถึงการสนับสนุนให้พนักงานวางแผนชีวิตล่วงหน้า ซึ่งช่วยให้คนทำงานสามารถรักษาสมาธิ มีพลังในการทำงาน และตัดสินใจได้ดีขึ้น แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในสังคมไทย คือการจัดทำ “สมุดเบาใจ” หรือเอกสารแสดงเจตนาล่วงหน้า (Advance Care Plan) ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งเป็นเอกสารที่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถระบุความต้องการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการรักษาที่ต้องการหรือไม่ต้องการ

รวมถึงการมอบหมายบุคคลที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่สื่อสารและตัดสินใจแทน ตลอดจนการระบุพิธีการหรือบรรยากาศที่ต้องการในวาระสุดท้าย

การจัดทำเอกสารดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงความกลัวต่อความตาย แต่เป็นการลดภาระการตัดสินใจของคนในครอบครัว เพื่อไม่ให้ต้องคาดเดาความต้องการของผู้ป่วยในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังเผชิญความยากลำบากทางจิตใจ

ควบคู่กันนั้น การดูแลสุขภาพตามแนวคิด “5 ออ + อภัย” ได้แก่ อาหาร อารมณ์ อากาศ อดิเรก และการออกกำลังกาย รวมถึงการให้อภัยตนเอง ยังเป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านร่างกายและจิตใจในระยะยาว

เคทีซีระบุเพิ่มเติมว่า แม้เหตุการณ์ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นก่อนที่หลายคนจะพร้อม แต่การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้สามารถช่วยลดผลกระทบได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการสร้าง “ทีม” ที่ประกอบด้วยครอบครัว เพื่อนสนิท หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ซึ่งรับรู้เจตนาและพร้อมช่วยดูแลในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต

ทั้งนี้ แม้ความตายจะไม่สามารถกำหนดเวลาได้ แต่ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะเริ่มต้นวางแผนชีวิตตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้วันสุดท้ายของชีวิตเป็นไปอย่างสงบและงดงามที่สุด พร้อมช่วยลดความกังวลของคนที่อยู่ข้างหลัง ไม่ต้องคาดเดาความต้องการของเราในวันที่ยากลำบากที่สุดของพวกเขา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เคทีซี ชี้คนไทย 2 ใน 3 ไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน แนะวางแผนการเงิน รับมือเหตุไม่คาดคิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...