โรงกลั่นฉ่ำมาร์จิ้นพุ่ง สูตรเก็งกำไรพลังงาน
#โรงกลั่น #ทันหุ้น – กูรูวิเคราะห์ค่ากลั่นพุ่งส่งผลดีหุ้นโรงกลั่นได้มาร์จิ้นส่อกำไรสต๊อกบานไตรมาส 1 แต่ยังกังวลความเสี่ยงสงครามทำซัพพลายเชนสะดุดหากเกิน 30 วัน เชื่อโรงกลั่นกำลังหาน้ำมันดิบแหล่งใหม่ ยังให้แค่เก็งกำไร TOP แกร่งสุดในกลุ่ม แนะโฟกัสลงทุนพลังงานต้นน้ำ PTTEP-BANPUเดินเรือ RCL-PSL
นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า สถานการณ์ค่าการกลั่นที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระดับ 29 ดอลลาร์ วานนี้ (5 มี.ค.) จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่อาจจะมีระยะเวลาหน่วง 3-4 วัน เป็นเรื่องที่น่าจับตา โดยยอมรับว่า จะส่งผลดีต่อผลประกอบการกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้น เนื่องจากโรงกลั่นจะได้รับประโยชน์จากทั้งค่าการกลั่นที่สูง และมีโอกาสที่จะได้กำไรจากสต็อกในช่วงของไตรมาส 1/2569 นี้
@รับอานิสงส์
อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ นักลงทุนอาจจะไม่ได้ดูในเรื่องของผลประกอบการอย่างเดียวแต่จะต้องดูไปถึงว่าจะมีการน้ำมันดิบเข้ามากลั่นหรือไม่ ซึ่งในส่วนของไทยเองมีสต็อกน้ำมันดิบสำรองอยู่ประมาณ 60 วัน แบ่งเป็นน้ำมันดิบที่สำรองอยู่ภายในประเทศประมาณ 30 วัน และน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีกประมาณ 30 วัน ดังนั้นในการพิจารณาให้ได้ประโยชน์นั้นคือสถานการณ์จะต้องจบใน 30 วัน มิเช่นนั้นจะมีความเป็นห่วงเรื่องห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ดีเชื่อว่าขณะนี้โรงกลั่นต่างๆ ต้องแสวงหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก นอกเหนือจากตะวันออกกลาง เช่น แอฟริกาใต้ อเมริกา รวมถึงแหล่งที่อาจจะได้รับต่อมาจาก รัสเซีย ก็ตาม
“ประเมินธุรกิจโรงกลั่นในช่วงนี้มีโอกาสสร้างกำไรในระยะสั้น ภายใต้เงื่อนไขหากสถานการณ์ความไม่สงบของสงครามจบลงภายใน 1 เดือน โรงกลั่นจะได้รับประโยชน์เต็มที่ทั้งจาก Market GRM ที่ดีขึ้นและ Stock Gain ในทางกลับกันหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน จะเริ่มมีความเสี่ยงจากปริมาณการผลิต (Quantity) เนื่องจากอาจขาดแคลนน้ำมันดิบ แม้ราคา (Price) จะสูงแต่หากไม่มีวัตถุดิบกลั่น ผลประกอบการอาจเผชิญภาวะวิกฤติได้”
@กลยุทธ์ลงทุน
กลยุทธ์ลงทุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น แนะนำ TOP เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ส่วน PTTGC มีความน่าสนใจในเชิงพื้นฐานเนื่องจากเป็นโรงกลั่นที่มีสัดส่วนการใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ จะได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคาน้ำมันน้อยกว่าเป็นคุณสมบัติผู้อยู่รอดในสภาวะที่ราคาพลังงานผันผวน
อย่างไรก็ดีหากจะลงทุนนักลงทุนสามารถเน้นไปที่ BANPU รวมไปถึงกลุ่มเดินเรือ เช่น RCL และ PSL ได้
@พลังงานต้นน้ำน่าสน
ด้านนายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ในภาวะปกตินักลงทุนมักจะซื้อขายหุ้นโรงกลั่นพิจารณาตามค่าการกลั่น แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันกลุ่มโรงกลั่นไทยเผชิญความเสี่ยงการจัดหาวัตถุดิบ กลายเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขค่าการกลั่นที่ปรับขึ้นสูงหรือโอกาสกำไรจากสต๊อกน้ำมัน
โดยประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก อุปทานน้ำมันดิบ(Crude Oil Supply) ของประเทศไทยมาจากการผลิตภายในประเทศเพียง 7% เท่านั้น ในขณะที่อีกกว่า 57% เป็นการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งนี้หุ้นโรงกลั่นต่างๆ ได้แก่ TOP, IRPC และSPRC จึงไม่น่าสนใจเท่าหุ้นพลังงานต้นน้ำเช่น PTTEP หรือ BANPU เป็นต้น
และ นายภูวดล ภูสอดเงิน นักกลยุทธ์ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากสถานการณ์สงครามสหรัฐ–อิหร่าน ส่งผลสะท้อนให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานต้นน้ำเป็นเป้าหมายหลักในการเก็งกำไรตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น
เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP และ BANPU จะได้รับประโยชน์โดยตรง รวมถึงหุ้นกลุ่มโรงกลั่น เช่น TOP และ IRPC ที่สามารถเก็งกำไรตามค่าการกลั่นและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นได้
ทั้งนี้มีการประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบยืนระยะในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อเนื่องไปทั้งปี จะส่งผลให้กำไรของPTTEP ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 30%