The Nitro Bar ร้านกาแฟรายได้ 100 ล้าน ที่เริ่มจากการเป็นหนี้ 50,000 บาท
อยากสร้างอาชีพ! อยากมีธุรกิจ! เป็นสิ่งที่หลายคนนึก แต่คนที่ทำสำเร็จได้จริงนั้นมีน้อยมากเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ที่คิดได้แต่ทำไม่ได้ เหตุผลที่การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ยากเพราะการเริ่มจากศูนย์
ทางจิตวิทยาบอกว่าคือสภาวะที่มีแรงเฉื่อยมหาศาล เราจำเป็นต้องออกแรงเยอะในการหาไอเดีย , จดทะเบียน , หาซัพพลายเออร์ , สร้างตลาด , หาเงินทุน และอื่นๆ
เมื่อมีหลายสิ่งประกอบกันสุดท้ายส่วนใหญ่เกิดความกลัว เช่นกลัวลงทุนหรือทำไปแล้วจะไปไม่รอด จะขายไม่ได้ หรือทำแล้วไม่เห็นผลสำเร็จในทันที ยิ่งตอกย้ำให้กลัวและเลือกที่จะไม่ไปต่อ จึงไม่น่าแปลกที่อัตราการเริ่มต้นธุรกิจใหม่กว่า 20% จะปิดตัวภายในปีแรก
The Nitro Bar ธุรกิจร้านกาแฟที่เริ่มจากการเป็นหนี้
และเพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจดีๆในการผลักดันให้เรามีแรงฮึดเพื่อสร้างธุรกิจตัวเอง มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ The Nitro Bar ที่ไม่ได้เริ่มต้นสวยหรู แต่เริ่มต้นจากการเป็นหนี้ ที่เราคิดว่าสถานการณ์ในช่วงเริ่มต้นแบบนี้น่าจะใกล้เคียงกับชีวิตของคนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน
The Nitro Bar ก่อตั้งโดย Audrey Finocchiaro และ Sam Spero เมื่อปี 2016 ในรัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา ไอเดียของธุรกิจเริ่มต้นจากที่ Audrey มีความฝันที่อยากสร้างธุรกิจร้านกาแฟเป็นของตัวเอง และอยากให้เป็นร้านที่ดูทันสมัยและเข้าถึงง่าย
แต่ความคิดสวนทางกับความจริงเพราะว่าความจริงแล้วทั้ง 2 คนไม่มีเงินทุนสำหรับการเริ่มต้น ไม่มีแม้กระทั่งเงินทุนสำรอง แต่อาศัยที่กล้าคิดและลงมือทำ สุดท้ายก็เลือกที่จะใช้เงินจากบัตรเครดิตจำนวน 1,500 เหรียญ หรือประมาณ 50,000 บาท สำหรับเป็นเงินทุนในการเริ่มต้น
อย่างไรก็ดี Audrey และ Sam ไม่ได้ลาออกมาทำเต็มตัวทันทีในช่วงแรก Audrey ต้องทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟและรับจ้างทั่วไป ส่วน Sam ก็ทำงานอื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อเอาเงินค่าจ้างมาจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตและซื้อเมล็ดกาแฟทั้ง 2 คนไม่มีเงินมากพอสำหรับซื้อเครื่องทำกาแฟราคาแพง อาศัยเอาอุปกรณ์เก่าๆมาปรับปรุงใหม่ ซึ่งก็แน่นอนว่าคุณภาพไม่ดี และยังมีปัญหาเยอะมาก จนทั้งคู่เกือบจะล้มเลิกความคิดทำธุรกิจนี้ไปหลายต่อหลายครั้ง
กลยุทธ์ “กาแฟรถเข็น” เน้นขายตามตลาดนัด
เนื่องจากไม่มีเงินทุนมากนัก การตลาดที่ดีที่สุดคือลงมือทำเองทุกอย่าง ซึ่งก็ใช้เวลาในการศึกษาเครื่องทำกาแฟแบบที่เขาปรับปรุงกันขึ้นมา รวมถึงการใช้ไม้มาต่อเป็นรถเข็น และใช้รถ Subaru เก่าๆ ลากรถเข็นนี้ไปจอดขายตามตลาดนัดหรืองานอีเวนต์ต่างๆ แน่นอนอีกเช่นกันว่าช่วงแรกลูกค้าไม่รู้จัก "Nitro Cold Brew" ซึ่งเป็นกาแฟสกัดเย็นอัดแก๊สไนโตรเจน
ช่วงแรกธุรกิจแทบไม่มีรายได้ บางวันขายได้เพียง 50 เหรียญ หรือ ประมาณ 1,800 บาท เป็นรายได้ที่แทบจะไม่คุ้มกับต้นทุนต่างๆ อย่างไรก็ดีแม้จะไม่มีรายได้แต่ทั้งคู่ก็ยังพยายามต่อไป เทคนิคในการขายกาแฟด้วยรถเข็นของ The Nitro Bar ไม่ใช่แค่ไปตั้งในตลาดนัด
แต่จะเลือกไปจอดในจุดที่คนออกกำลังกายเสร็จ เช่น หน้าฟิตเนส หรือเส้นทางวิ่งในสวนสาธารณะ ซึ่งคนต้องการความสดชื่นแต่ไม่อยากดื่มกาแฟร้อน และพยายามไปจอดที่เดิม เวลาเดิมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเปลี่ยนจากลูกค้าขาจรให้กลายเป็น "ขาประจำ" มากขึ้น
ถ้าวิเคราะห์ในมุมของ Startup ช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้คือบททดสอบที่เรียกว่า Valley of Death มองในอีกมุมหนึ่งขณะที่ร้านกาแฟทั่วไปแค่เปิดประตูคนก็เดินเข้ามาสั่ง ลาเต้ หรือ อเมริกาโน่ หรือเมนูโปรดที่ต้องการ แต่ The Nitro Bar ต้องทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลลูกค้าแทบทุกคนว่านี่คืออะไร? ทำไมกาแฟถึงมีฟอง? อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก
แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เหนื่อยจากการเตรียมของ สะสมความเครียดจากการขายไม่ได้ มันคือความรู้สึกทับทมทางจิตใจที่ยังต้องยิ้มสู้อยู่เสมอ ยิ่งเจอการปฏิเสธหลายคนรู้ว่านี่คือกาแฟเย็นที่ไม่มีน้ำแข็ง
ก็เลือกที่จะไม่ซื้อ ยิ่งตอกย้ำให้ความรู้สึกดำดิ่งลงไปถ้าเป็น Startup แล้วจิตใจไม่แข็งพอการเลิกธุรกิจในช่วงนี้เป็นไปได้ง่ายมาก
อย่างไรก็ดีบทเรียนน่าสนใจของ The Nitro Bar ที่ก้าวผ่านจุดนี้มาได้จึงกลายเป็นบทเรียนที่คนทำธุรกิจใหม่ควรศึกษาเช่น
- เปลี่ยนจากความน่ารำคาญของคำถามลูกค้า มาเป็นทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้าด้วยการให้ชิมฟรี
- อย่ารอให้พร้อมเรื่องเงินทุนแต่ให้เริ่มแบบไม่พร้อมและแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ใช้คำติชมจากลูกค้ามาแก้ไขสินค้าให้ดีขึ้น
- เน้นการสร้างเพื่อนมากกว่ายอดขาย และลูกค้าที่กลายมาเป็นเพื่อนนี้ในที่สุดจะกลายเป็นฐานลูกค้าประจำที่บอกต่อให้คนอื่นได้รู้จักสินค้าของเรามากขึ้น
จากร้านกาแฟรถเข็น สู่ธุรกิจ รายได้ 100 ล้านบาท
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ The Nitro Bar กลายเป็นที่รู้จัก เริ่มต้นจากการรถเข็นไปขายที่มหาวิทยาลัยบราวน์ และขายหมดเป็นครั้งแรก ทำยอดขายได้ 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 14,000 บาท ภายในระยะเวลา 30 นาที ตอกย้ำให้เห็นถึงพลังของกลุ่มเป้าหมายถ้าโฟกัสถูกจุดสินค้าเราจะขายดีมาก
ไม่ใช่เพียงแค่นั้นกลยุทธ์ในการบริหารของ The Nitro Bar ก็สำคัญเพราะโดยเลือกใช้ชื่อเสียงจากการที่เป็นสินค้าขายดีในมหาวิทยาลัยไปเจรจากับธุรกิจอื่นเช่น
- การร่วมมือกับร้านอาหารในท้องถิ่นเพื่อติดตั้งตู้กาแฟ นับเป็นการขยายสาขาโดยไม่ต้องลงทุนสร้างเอง
- การนำเสนอเมนูเครื่องดื่มของ The Nitro Bar เข้าไปยังร้านอาหารเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าและสร้างรายได้เพิ่ม
หลังจากนั้น The Nitro Bar เริ่มมีการเติบโตทางธุรกิจขึ้นเป็นลำดับ มีสาขาทั้งหมด 3 แห่งคือ Providence (West Side) , Newport และ Little Compton และกลายเป็นธุรกิจที่ทำรายได้สูงถึง 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 150 ล้านบาท) โดยโมเดลของทั้ง 3 สาขาไม่ได้เน้นแค่การขายกาแฟแต่เน้นการกระจายสินค้าอื่นๆ เข้าไปในพื้นที่ด้วยเช่น
- การขายตู้กาแฟกว่า 50 แห่งกระจายในพื้นที่รอบสาขานั้น
- การจำหน่ายเสื้อยืด , หมวก ที่มีโลโก้ของ The Nitro Bar เป็นรายได้หลักอีกทาง
- การจำหน่ายกาแฟสกัดเย็นแบบบรรจุขวด / กระป๋อง ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในพื้นที่สาขานั้นๆ
และมีพนักงานรวมกันทั้ง 3 สาขากว่า 50 คน และถ้าดูวิสัยทัศน์ทางการตลาดก็ยิ่งชัดเจนว่า The Nitro Bar เก่งในเรื่องนี้มาก โดยใช้ประโยชน์จาก TikTok ทำคลิปเพื่อเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบาริสต้า , การทำเมนูโชว์ต่างๆ หรือคอนเทนต์ในการชิมกาแฟเมนูต่างๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มแค่ยอดวิวแต่ยังส่งผลต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 60% โดยเฉพาะกับคลิปที่กลายเป็นไวรัล
Audrey เคยให้สัมภาษณ์ว่า ความโชคดีที่สุดคือการไม่มีเงินในตอนแรก เพราะมันบังคับให้พวกต้องใช้ สมอง และ ความคิดสร้างสรรค์ แทนการใช้ เงินแก้ปัญหา ซึ่งกลายเป็นดีเอ็นเอที่แข็งแกร่งของแบรนด์
และจากหนี้ 50,000 บาท สู่รายได้ 150 ล้านบาท The Nitro Bar พิสูจน์ให้เห็นว่าโอกาส มักจะมาในรูปแบบของความเหนื่อยยาก แต่ถ้าเราสู้และฝันผ่าไปได้ในวิกฤติย่อมมีโอกาส
คนสำเร็จคือคนที่ลงมือทำไม่ใช่มัวคิดกลัวไปทุกอย่าง สำหรับคนอยากทำธุรกิจ จงเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้า ถ้าเจอปัญหาให้แก้ไขอย่างมีระบบ เมื่อผ่านปัญหาไปได้จะกลายเป็นความสำเร็จในอนาคต
----------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com