โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Trump, Carney หรือ Xi Jinping อ่านเกมเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่าน “Sustainomy” โมเดลระดับโลกที่คิดโดยคนไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ก.พ. เวลา 20.23 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. เวลา 09.31 น.

โดย ปิยะชาติ (อาร์ม) อิศรภักดี

Chief Sustainomist, BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST)

CEO, BRANDi and Companies

โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมและครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีหรือสงครามการค้าเพียงเท่านั้น แต่เป็นเพราะ “ผู้นำโลก” แต่ละคน กำลังออกแบบเกมของการเติบโตในอนาคตที่แตกต่างกัน และกำลังขับเคลื่อนโลกไปคน “วิถีทาง”

จากเวที WEF Davos ปีล่าสุด ทั้ง Donald Trump จากสหรัฐฯ Mark Carney จากแคนาดา และ Xi Jinping (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาเอง) อาจดูเหมือนเป็นตัวแทนของโลกคนละรูปแบบ แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น พวกเขากำลังพยายามหาตอบของคำถามเดียวกันว่า

เศรษฐกิจโลกจะเติบโตต่อไปอย่างไร ในโลกที่ทรัพยากรจำกัด ความเสี่ยงสูงรอบด้าน และความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น

คำตอบเหล่านี้จะสะท้อนชัด เมื่อเราไม่ได้มองมิติการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) กับมิติการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นสองเส้นทางแยกออกจากกัน กรอบเศรษฐกิจโลกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจไม่ได้มาจากทางตะวันตกแบบเมื่อก่อน หรืออาจไม่ได้นำโดยมหาอำนาจจากทางตะวันออก หากแต่ถูกพัฒนาขึ้นผ่านการหลอมรวมทั้งสองมิติเข้าด้วยกัน

โดยนักคิดชาวไทย ผ่านโมเดลที่ชื่อว่า Sustainomy หรือเศรษฐพัฒน์ เพื่ออธิบาย “เกมเศรษฐกิจยุคถัดไปหรือ Next Economy”

เติบโตแบบ Trump เศรษฐกิจผ่านอำนาจอธิปไตย

แนวคิดเศรษฐกิจแบบ Trump ไม่ได้มีความซับซ้อนในเชิงทฤษฎี (และดูเหมือน Trump จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น) ถึงแม้ว่าการแสดงออกและการตัดสินใจของ Trump จะดูเหมือนคาดเดาได้ยาก แต่หากวิเคราะห์ในเชิงปฏิบัติ ดูเหมือน Trump จะให้ความสำคัญอยู่แค่สองเรื่อง คือ หนึ่ง การใช้อำนาจ และ สอง บทบาทและการยอมรับที่มีต่อตนเอง ไม่ว่าจะเป็น

สร้างผลตอบแทนสูงสุดจากบทบาทในการเป็นพี่ใหญ่ของโลก (ในอดีต) ใช้อำนาจดึง Engine การผลิตทางเศรษฐกิจกลับประเทศ อาศัยกลไกทางภาษี การค้า และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการเจรจาแบบ Unilateral ทางการเมือง ตั้งองค์กรกลางระหว่างประเทศที่ตนเองเป็นผู้นำ อย่าง Board of Peace

ในมุม Sustainomy นี่คือการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ Survival-driven Growth การเติบโตโดยอาศัยบทบาทเก่าเพื่อรักษา

“ความอยู่รอดและอำนาจของชาติ” มากกว่าการคำนึงถึงคุณภาพโดยรวมของระบบโลก โมเดลนี้อาจได้ผลในระยะสั้น และนำไปสู่ทางสองแพร่งที่

ถ้าสหรัฐฯ ไม่เป็นผู้นำโลกใหม่ตามวิถีตัวเอง สหรัฐฯ ก็อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โลกเกิดนระบบ Unity-1 คือ ทุกคนจับมือกันยกเว้น สหรัฐฯ ก็เป็นได้

เติบโตแบบ Xi Jinping: เศรษฐกิจผ่านห่วงโซ่คุณค่าใหม่

จีนภายใต้ Xi Jinping แทบจะเดินตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ นอกจากพวกเขาจะไม่ได้ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ (ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากสหรัฐ) แล้ว พวกเขายังอาสาเข้ามาในโหมด ผู้นำในการสานต่อโลกาภิวัตน์ใหม่เสียด้วยซ้ำ ในโลกที่ดูเหมือนสินค้าจำเป็นต้องใช้ (Commodity) จะเหลือพื้นที่ในการแข่งขันน้อยลง จีนได้ใช้อีกจุดแข็งที่ตนเองมีมานานมากแล้วอย่างขนาดตลาด (Market Size) ไม่ว่าจะเป็น

  • การขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ โดยอาศัยขนาดของตลาดเป็นตัวนำ และอำนาจรัฐเป็นตัวขับเคลื่อน
  • การขยายจุดแข็งของตนเองในเรื่องการผลิต โดยก้าวข้ามจากตลาดของตัวเองสู่ตลาดโลก
  • การสร้างห่วงโซ่มูลค่าขึ้นมาใหม่ โดยที่จีนเป็นศูนย์กลางทั้งผลิต ขนส่ง และสร้างแบรนด์เข้าสู่ตลาด
  • การสนับสนุนกรอบการค้าเสรี โดยที่ตนเองมีจุดแข็งทั้งต้นทุนต่ำและมี Economies of Scale

ในกรอบการเปลี่ยนผ่านสู่ Sustainomy นี่คือ System-led Growth การเติบโตที่รัฐเป็น Conductor ผู้ออกแบบและควบคุมความสมดุล ระหว่างเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเสถียรภาพทางสังคม โมเดลนี้มีพลังในการ scale (เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่ง สหรัฐฯ เคยมี) ทำให้จีนดูจะกลายมาเป็นผู้นำ Globalization 2.0

แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้จีนเองก็ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความยืดหยุ่น การจัดการภายใน และการสร้างความไว้วางใจจากโลกภายนอกทั้งต่ออุตสาหกรรม ธุรกิจ และผู้คนที่เชื่อมโยงกับแบรนด์จีน

เติบโตแบบ Carney เศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ปัจจุบันและสร้างอนาคต

ในบรรดาผู้นำทั้งหมด Mark Carney อาจดูเงียบที่สุด แต่การบรรยายของ Carney ที่ WEF Davos ทำให้ชื่อของอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสองประเทศ (อังกฤษและแคนาดา) กลับมาอยู่ในจอเรดาร์อีกครั้ง ที่ผ่านมา Carney เป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดด้านการเงินโลกที่ทรงอิทธิพลเสมอ โดยเฉพาะการเป็นผู้นำที่มีความเชื่อว่า ตลาดล้มเหลว เพราะไม่สามารถ “ให้ราคากับความเสี่ยงระยะยาวของมนุษยชาติ” โดยล่าสุด Carney ได้เน้นย้ำว่า

ดูเหมือนว่าโลกกำลังเจอกับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ที่จริงแล้วโลกกำลังมีวิกฤตเชิงโครงสร้าง ประเทศจำเป็นที่จะต้องยืดหยัดปกป้องตัวเองให้ได้ (ในวันที่ไม่มีใครปกป้อง) ในขณะที่ก็ต้องสามารถเชื่อมโยงกับโลกได้เช่นกัน ประเทศกำลังพัฒนา (Middle Power) ต้องเลือกว่าจะยืนแบบไหนในโลกใบนี้ อยู่บนโต๊ะอาหาร หรือเป็นอาหารในเมนูโลกจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่า ไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว เราต้องการระบบใหม่ในการขับเคลื่อน

ด้วยความเป็นเทคโนแครต Carney คือ นักคิดที่เน้นย้ำว่า เราไม่สามารถละเลยการมองอนาคตได้ นี่คือเศรษฐกิจแบบ Future-accountable Growth การเติบโตที่ทุกการตัดสินใจในปัจจุบันถูกออกแบบบนความรับผิดชอบต่อ คนรุ่นถัดไปความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การเผชิญหน้ากับปัญหาแบบ Polycrisis ตั้งแต่ Climate Risk, Inequality ไปจนถึง Systemic Risk ทางการเงิน จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจของ Sustainomy อย่างชัดเจน

ซึ่งก็คือ การเติบโตที่ต้อง “สร้างอนาคต” ไม่ใช่การเติบโตที่ “ขโมยอนาคต” และที่สำคัญ คือ การโฟกัสไปที่การพัฒนาตรงกลาง ไม่ว่าจะเป็นประเทศ ธุรกิจ หรือคนทำงาน เพราะถ้าตรงกลางไม่เข้มแข็ง ก็จะถูกกดดันรอบด้าน เหมือนกับสถานการณ์ที่โลกเป็นอยู่

Sustainomy : กรอบคิดที่เชื่อมโลกของการเติบโตทั้งสามแบบเข้าด้วยกัน

เราไม่สามารถวิเคราะห์ Trump, Xi JInping และ Carney ด้วยเลนส์ของการตัดสินใจแบบ ถูกหรือผิด ได้ แต่เราควรทำความเข้าใจในเชิง Cause and Effect ว่าทำทำไมหรือทำเพราะอะไร เพราะแต่ละประเทศย่อมมี Context หรือสภาพแวดล้อมของตนเองที่เฉพาะเจาะจง สิ่งที่ Sustainomy นำเสนอ จึงไม่ใช่การเลือกข้างหรือการเปรียบเทียบ แต่คือการตั้งคำถามใหม่ว่า Operating System ของเศรษฐกิจโลก ควรหน้าตาเป็นอย่างไร อะไรคือต้นทุนที่มองไม่เห็นของการเติบโต

Sustainomy คือ Framework ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ควบคู่ไปกับความพยายามในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนเชิงระบบ โดยการมองทั้งสองส่วนเป็นเรื่องเดียวกัน และมุ่งการออกแบบกลยุทธ์ที่จำเป็นต่อ :

  • การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ (Wealth Distribution)
  • การขยายโอกาสในการเติบโต ควบคู่ไปกับการจัดสรรสวัสดิการที่เหมาะสม (Social Well-Being)
  • การใช้ทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกในการฟื้นฟูธรรมชาติ (Environmental Regeneration)

จะเห็นได้ว่าSustainomy ไม่ได้มุ่งเน้นประเด็นของการเปลี่ยนผ่านไปที่การทำ อตสาหกรรมอะไร แต่มุ่งเน้นไปที่กลไก (Mechanism) ที่จำเป็นต้องใช้ในการเติบโต โดยหลอมรวมเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นการปรับ “วถี” ในการเติบโตที่จำเป็นต้องเข้าใจอนาคต แต่ให้ผลลัพธ์ในปัจจุบันได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นสมการที่ยาก แต่เราต้องยอมรับความจริงว่า ข้อสอบข้อง่ายนั้นหมดไปแล้ว ที่เหลือ คือ ข้อบังคับและการเติบโตที่ “ไปต่อได้จริง” จะวัดกันที่ ใครทำโจทย์ยาก ได้เก่งกว่ากัน

โมเดลระดับโลก ผ่านตัว “หนังสือ” ที่คิดและเขียนโดยคนไทย

เพราะปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นปัญหาที่ต้องแก้ ด้วยการมองแบบองค์รวมและรอบด้าน หนังสือ Sustainomy จึงเปรียบเสมือน Blueprint ที่ช่วยให้ผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าใจปัญหาทั้งในระดับของ กติกา บทบาท และความสัมพันธ์ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในระดับของวิถีคิด

ในวันที่โลกกำลังสับสนกับทิศทางใหม่Sustainomy คือ หนังสือที่กล้าพูดกับโลกว่า ปัญหาของเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่ขาดนวัตกรรมแต่ขาด “กรอบความคิดใหม่” ที่เข้าใจข้อจำกัดของระบบ

นี่ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่คือภาษาใหม่ในการไขไปสู่คำตอบของระบบเศรษฐกิจโลกยุคถัดไป ภายใต้เกมที่ Trump, Xi Jinping และ Carney อาจกำลังเล่นอยู่คนละมุม แต่ท้ายที่สุด คำตอบที่ได้อาจไม่ต่างกัน อยู่ที่ว่าใครจะยอมรับเงื่อนไขของมันได้มากกว่า หากท่านใดสนใจ สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับ Sustainomy ได้บน platform ของ World Economic Forum หรือ TIME ได้

แล้วพบกับหนังสือ Sustainomy ฉบับภาษาอังกฤษได้ พร้อมกันทั่วโลก 17 มีนาคมนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...