โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ตะวันตกเลิกคบอเมริกาแล้วหันมามองตะวันออก แต่ทำไมไม่แลมาที่ไทย?

The Better

อัพเดต 01 ก.พ. เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 01 ก.พ. เวลา 10.38 น. • THE BETTER

ตอนนี้ต้องเรียกว่า "ถนนทุกสายมุ่งมาที่ปักกิ่ง" อย่างแท้จริง เพราะผู้นำชาติตะวันตกผลัดกันมาเยือนจีนคนแล้วคนเล่า

ณ เวลานี้มีผู้นำประเทศอย่างน้อย 5 คน รวมถึงนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งอังกฤษ และนายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ แห่งแคนาดา ได้เดินทางมาพบปะกับสีจิ้นผิงในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว

นี่คือปฏิกิริยาตอบสนองจากการที่ตะวันตก (ยุโรปและแคนาดา) ถูกตะวันตกด้วยกัน (สหรัฐอเมริกา) ข่มขู่และไม่เห็นว่าเป็นเพื่อนกันอีก ตะวันตกจึงเริ่มหันมา "มองตะวันออก" โดยมองจีนเป็นรายแรก เพราะเป็นพลวัตที่ทรงพลังที่สุดในเอเชีย

ในเวลาเดียวกันสหภาพยุโรปก็บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย โดยจะมีการถูกยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากสหภาพยุโรปที่ส่งออกไปยังอินเดีย 96.6% ซึ่งคาดว่าจะช่วยยุโรปประหยัดต้นทุนด้านภาษีศุลกากรได้ประมาณ 4,000 ล้านยูโรต่อปี

อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ถึงกับบอกว่าดีลครั้งนี้คือ mother of all trade deals คือเป็น "สุดยอดข้อตกลง"

โปรดทราบว่าอินเดียไม่ใช่ว่าจะยอมทำข้อตกลงการค้ากับใครง่ายๆ แถมยังปกป้องตลาดตัวเองอย่างเหนียวแน่น การที่อินเดียจับมือกับยุโรปในครั้งนี้ย่อมมีความนัย แต่มันไม่ใช่นัยลี้ลับอะไร เพราะอินเดียก็ถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งจะตอบโต้และถูกขู่จะขึ้นภาษีหลายครั้ง เพราะทำตัวเป็น "อิสระ" เกินไป

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อินเดียจึงขอเปิดบ้านรับการมาเยือนของ "ตะวันตกแตกทัพ" จะดีกว่า เพราะยุโรปมีสภาพเหมือนถูกพันธมิตรหักหลังแล้วซมซานมาเพื่อนใหม่ จีนและอินเดียเป็นตลาดใหญ่ของเอเชีย ไม่มีอะไรที่จะเหมาะไปกว่านี้แล้ว

เมื่อพูดถึง "ตลาดใหญ่" ตะวันตกจึงมองไปที่อีกประเทศหนึ่ง

ไม่ใช่ไทย แต่เป็นเวียดนามและอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าอินโดนีเซียจะดีจะร้ายประการใด (เช่น เกิดวิกฤตกาคลังและตลาดหุ้นไร้เสถียรภาพในทันทีทันใด) แต่ "ตลาดใหญ่" ยังถือว่ามีความเย้ายวนใจในสายตายุโรปอยู่ดี

อินโดนีเซียยังถูกมองเป็น "มหาอำนาจ" ในอาเซียน ผู้นำจึงได้รับเชิญเป็นตัวแทนของเวทีระดับโลกแห่งต่างๆ แม้การเมืองจะวุ่นวายไปบ้าง แต่พลวัตรของอินเโดนีเซียนั้นไม่ได้แผ่วลงไป เพราะเป็นสังคมที่มีคนหนุ่มสาวมากมาย พร้อมที่จะเป็น "ตลาด" ให้พวก "ตะวันตกแตกทัพ" มาพึ่งพาได้ในยามแตกคอกับสหรัฐฯ

สหภาพยุโรปกับอินโดนีเซียลงนามข้อตกลงการค้าเสรีตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 นับว่ายุโรปมองการณ์ไกลพอสมควรมที่ยึดหัวหาดของอาเซียนไว้ได้ แต่ยังต้องยึดไว้อีกหาดหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ถือเป็น "เงาสะท้อนของจีนช่วงสร้างตัว" นั่นคือเวียดนาม

สหภาพยุโรปเล็งที่จะมาเวียดนามตั้งแต่ทรัมป์ประกาศสงครามภาษีแล้ว

ล่าสุดเพิ่งได้ฤกษ์ยกระดับความสัมพันธ์กัน ซึ่งไม่ใช่ระดับธรรมดาๆ แต่เป็น comprehensive strategic partnership

สำนักข่าว Euro News รายงานไว้ว่า "เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปและเวียดนามได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตครั้งสำคัญอย่างเงียบๆ โดยยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” ซึ่งเป็นระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสูงสุดของฮานอย ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการหยุดชะงักทางการค้าทั่วโลกและมาตรการภาษีศุลกากรที่เพิ่มสูงขึ้นของวอชิงตัน"

สำนักข่าวนี้ใช้คำว่า "อย่างเงียบๆ" เพื่อจะย้ำว่ายุโรปกำลังเคลื่อนตัวจากตะวันตกมาตะวันออก และอาจจจะทำโดยไม่กระโตกกระตากให้ทรัมป์หาเรื่องเล่นงานเอาได้

คำว่า Comprehensive strategic partnerships นี้เป็นแนวทางของเวียดนาม ซึ่งทำกับประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐฯ (ในสมัยโจ ไบเดน) และไทย (สมัยแพทองธาร ชินวัตร) แต่สำหรับสหาภาพยุโรป นี่เป็นเรื่องใหม่

นิยามอย่างหนึ่งของ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” ที่ผู้เชี่ยวชาญของเวียดนามได้อธิบายไว้ตอนที่ทำกับสหรัฐฯ สมัยโจ ไบเดน ก็คือ “จำเป็นต้องให้โลกรับรู้ว่า ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างเวียดนามและสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่บนหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์นี้เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ ในขณะเดียวกันก็มีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาคโดยเฉพาะ และในระดับโลกโดยทั่วไป นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนของเวียดนามที่จำเป็นต้องเน้นย้ำเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ” นี่คือคำกล่าวของ พลตรี เล วัน เกือง อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ สังกัดกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ กับสำนักข่าวเซิน จี๋ (Dân Trí)

โปรดจำคำกล่าวนี้ไว้ เพราะมันจะคล้ายกับที่ผู้นำของสหภาพยุโรปกล่าวมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

อันโตนิโอ คอสตา ประธานสภาสหภาพยุโรป กล่าวว่า “ในขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายกำลังถูกคุกคามจากหลายด้าน เราจำเป็นต้องยืนเคียงข้างกันในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้” พร้อมเสริมว่าความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อ “พัฒนาขอบเขตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน”

อันโตนิโอ คอสตา บอกแบบนี้เท่ากับยกให้เวียดนามเป็นพันธมิตรที่คอยค้ำชู "ระเบียบระหว่างประเทศ" เอาไว้

เวียดนามเองก็กำหนดสถานะตัวเองได้ "ถูกต้อง" โดยย้ำเรื่อง "หลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ"

นี่ยังเป็นสถานะที่ประเทศตะวันตก (โดยเฉพาะแคนาดา) มองไปที่จีน โดยเห็นว่าจีนจะช่วยค้ำชู "ระเบียบระหว่างประเทศ" เอาไว้ ซึ่งผมเขียนไว้หลายครั้งแล้วว่าจีนก็มีเป้าหมายเช่นนั้นจริงๆ

แต่การที่เวียดนามถูกมองจากตะวันตกว่ามีความมั่นคง เป็นพลวัตรใหม่ และยังประกาศรักษาระเบียบโลกไว้ นี่คือประเทศที่สมควรจะวิ่งเข้าไปหาจริงๆ

การที่ผู้นำยุโรปแห่กันไปปักกิ่ง แล้วสหภาพยุโรปปิดดีลกับอินเดียและเวียดนาม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นคือปลายเดือนมกราคม และคงจำกันได้ว่าตลอดทั้งเดือนมกราคมนั้น โลกเผชิญกับการคุกคามของสหรัฐฯฯ ต่อ "ระเบียบระหว่างประเทศ" ครั้งแล้วครั้งเล่า

จีนนั้นย้ำแล้วย้ำอีกถึงภัยคุกคามต่อระเบียบระหว่างประเทศ และย้ำเรื่องการปกป้องระเบียบโลกที่กำหนดโดยกฎบัตรสหประชาชาติ ดังนั้น ชาติตะวันตกที่ยังมี "สติดี" อยู่ก็ต้องเห็นว่าการคบกับประเทศที่ประกาศจะรักษาระเบียบระหว่างประเทศเอาไว้ถือเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งยวด เพราะการทำการค้าการลงทุนอะไรก็ตาม จะไปทำกับประเทศที่แหกระเบียบโลกได้อย่างไร?

ตอนนี้มาถึงคำถามที่ว่า ตะวันตกวิ่งไปจีนและเวียดนาม แต่ทำไมไม่แลมาที่ไทย?

นั่นเพราะประเทศไทยไม่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่พลวัตใหม่ (new powerhouse) และไม่ได้แสดงจุดยืนที่แข็งขันเรื่องรักษาระเบียบโลก

ความไม่เสถียรภาพของไทยไม่ต้องมองไกล มองที่การเปลี่ยนรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงไม่กี่ปี

ขณะเดียวกันเรายังมีเพื่อนบ้านที่คอยยุแยงชาวโลกให้เชื่อว่าไทยแหกกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วเราเองก็ดันไม่เก่งพอเรื่องประชาสัมพันธ์เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาพวกนั้นเสียด้วย ดังนั้นในช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ มองหาผู้พิทักษ์ระเบียบโลก เราถึงมองข้ามไทยไป

ไทยจึงไม่มีภาพลักษณ์อย่างที่ อันโตนิโอ คอสตา ให้เหตุผลว่า "เราจำเป็นต้องยืนเคียงข้างกันในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและคาดการณ์ได้"

ส่วนระบอบการปกครองนั้น ยุโรปเคยเคี่ยวเข็นตะวันตกให้ "เป็นประชาธิปไตย" และเป็น "เสรีนิยม" มาตอนนี้ทิ้งหลักการพวกนั้นลงถังขยะแล้ว เพราะลูกพี่ใหญ่คือพวกอเมริกันยังไม่ทำ แล้วลูกน้องจะแบกหลักการไปทำไม?

เวียดนามและจีนจึงไม่ถูกเร่งรัดจากตะวันตกในเรื่องนี้อีก และแทบจะไม่คุยเรื่อง "ปัญหาสิทธิมนุษยชนกันเลย"

ส่วนไทยนั้นมีแต่ภาวะอิหลักอิเหลื่อทางการเมืองเต็มไปหมดทั้งภาวะในประเทศและภาวะที่แสดงออกนอกประเทศ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองมากพอ เมื่อไม่เป็นตัวเอง จึงไม่ถูกมองว่าพึ่งพาได้

นั่นเป็นเหตุผลส่วนเดียว

เหตุผลประกอบก็ยังเป็นเรื่องของ "ตลาด"

ความเป็นตลาดของไทยนั้นซบเซายิ่งกว่าตลาดสดตามหัวเมืองที่แม่ค้านั่งนับแมลงวันกันเล่นทั้งวัน แต่ไม่มีลูกค้าโผล่มาให้นับหัวสักราย

รู้กันอยู่แล้วว่า GDP ของไทยต่ำเตี้ยที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน เมื่อเราโตช้าแบบนี้ กำลังซื้อติดแหงกแบบนี้ หนี้ท่วมประเทศขนาดนี้ แล้วจะมีใครอยากจะมาเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” กับเรา

จะมองเราเป็นภาระเสียมากกว่า

ผมจึงเห็นว่า "ปัญหาเชิงการเมือง" ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ไทยล้าหลังในแง่ของการเป็นผู้เล่นสำคัญใน "ระเบียบโลกใหม่" แต่ "ปัญหาเศรษฐกิจ" คืออุปสรรคสำคัญ

ปัญหาเชิงการเมืองที่ทำให้เกิดความไม่มีเสถียภาพ (เช่น เปลี่ยนนายกฯ บ่อยๆ) ก็ยังถือเป็นปกติวิสัยของประเทศประชาธิปไตย ในยุโรปเองก็มีตัวอย่างให้เห็น แม้แต่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายๆ กับไทย

แต่สิ่งที่ไทยต่างออกไปคือ สภาพเศรษฐกิจครึ่งลูกครึ่งคนระหว่างการเป็นประเทศรายได้ปานกลางและประเทศรายได้สูง อยู่ภาวะจะรวยก็ไม่ได้ จะจนก็จมไม่ลงอีก

ภาวะติดแหงกแบบนี้สมกับข้อสังเกตของนักวิเคราะห์ว่าไทย continued to lose momentum คือ เสียกำลังผลักดันไปเรื่อยๆ

เศรษฐกิจก็ด้วย และในทางสังคมก็ด้วย

ประเทศที่ lose momentum แบบนี้ ย่อมไม่อยู่ในสายตาของตะวันตก แม้แต่ตะวันออกด้วยกันก็ยังไม่อยากจะร่วมหัวจมท้ายสักเท่าไร

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการที่จะนำไทยกลับมาอยู่ในสปอตไลท์ของโลกอีกครั้ง การสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญเร่งด่วนมากกว่า เพราะ หนึ่ง สถานะทางเศรษฐกิจซ่อมยากกว่าในภาวะกึ่งๆ แบบที่เป็นอยู่นี้

สอง ในระยะใกล้ โลกตะวันตกกำลังมองหาหุ้นส่วนหรือพันธมิตรที่มีโลกทัศน์แบบเดียวกันมากกว่า

อย่างที่ชี้ไปว่า "ปัญหาเชิงการเมือง" ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ไทยล้าหลังในแง่ของการเป็นผู้เล่นสำคัญใน "ระเบียบโลกใหม่" เพราะการหยุดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองทำได้ง่ายกว่า (แต่จะยืนยงแค่ไหนก็อีกเรื่อง)

หากการเมืองเข้ารูปเข้ารอย (เลือกตั้งไปตามครรลอง ไม่มีการเล่นนอกกติกา) และรัฐบาลใหม่ตระหนักในเรื่องการยกระดับสถานะของไทยในเกมระเบียบโลกใหม่

บางทีพวกตะวันตกก็อาจมองไทยด้วยสายตาที่เชื่อมั่นมากขึ้น

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง แห่งจีน จับมือกันหลังพิธีลงนามที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 (Photo by KIN CHEUNG / POOL / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...