โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรท.เชื่อแค่ยิงเตือน แนะผู้ส่งออกเพิ่มความระวังเปลี่ยนเส้นทางเพื่อความปลอดภัย

JS100

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • JS100:จส.100
สรท.เชื่อแค่ยิงเตือน แนะผู้ส่งออกเพิ่มความระวังเปลี่ยนเส้นทางเพื่อความปลอดภัย

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงสถานการณ์เรือขนส่งสินค้าไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซว่า ในส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกในแถบตะวันออกกลางระยะสั้นเชื่อว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 5% ของการส่งออกของไทย

สำหรับการส่งออกในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม เริ่มเห็นถึงความวุ่นวายต่อการส่งออกและขนย้ายสินค้า โดยเฉพาะของสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดความเสียหาย เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีอายุสั้นและเกิดการเน่าเสียได้ง่าย ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ และสูญเสียรายได้ เป็นประเด็นที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและออกมาตรการช่วยเหลือ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นคำเตือนเรือสินค้าไทยไม่ให้ละเมิด เพราะปกติหากเกิดสถานการณ์ มีสงคราม มีการยิง มีการปะทะ โดยหลักการควรต้องจอดเรือเฉยๆ ไม่ขยับต่อ คิดว่าเป็นการยิงเตือน ไม่ได้ยิงเพื่อให้เรือจม เบื้องต้นยังประเมินความเสียหายไม่ได้ ตอนนี้ต้องหาวิธีการในการลากเรือเข้าฝั่ง

ประธานสรท. เน้นย้ำถึงผู้ส่งออกไทย ให้ระมัดระวังการเดินเรือ คือ ให้หยุดไว้ก่อน อย่าเคลื่อนเรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีการสู้รบโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน หรือหากจำเป็นต้องส่งสินค้าก็ให้เลือกเส้นทางอ้อม ดีที่สุดก็คือต้องไปแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งจะปลอดภัยกว่า แต่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 30 – 40%

สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ แนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1.นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย

ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร(ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ(เช่น End of Voyage ราว 600-800 USD) รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น

2.นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือ และภาวะผู้ให้บริการที่จำกัดเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา เช่น ต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน

3.นำตู้สินค้ากลับไทย สรท.แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้

#ส่งออกทางเรือ

#ช่องแคบฮอร์มุซ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...