โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งัดแผนตรึง‘น้ำมัน-พลังงาน’ งานหิน‘อนุทิน’พาไทยพ้นวิกฤต

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน ได้ส่งผลกระทบวงกว้างไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องตั้งรับเรื่องสำคัญอย่างปัญหา“น้ำมันและพลังงาน” ที่รัฐบาล “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เร่งออกมาตรการแก้ไขเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การสู้รบในตะวันออกกลางปะทุขึ้น รัฐบาลได้ตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ขึ้นมาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกประชุมความมั่นคงทันที ทั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมระดมทีมรัฐมนตรีมันสมองด้านพลังงานและเศรษฐกิจ

ทั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมกันแก้ไข

ภายหลังการเรียกประชุมอยู่หลายนัด กระทั่งนายกฯ หนูประกาศมาตรการแรกแก้ไขปัญหาน้ำมัน โดยสั่งการเมื่อวันที่ 3มีนาคม 2569 ให้กระทรวงพลังงานประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล ในราคาลิตรละ 29.94บาท เป็นเวลา 15วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปั๊ม ปตท.ทุกปั๊ม จากนั้นจะทยอยออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน

ขณะที่น้ำมันสำรองของไทยในช่วงแรกรัฐบาลประกาศมีใช้ได้ประมาณ 60 วัน จากนั้นได้อัปเดตตัวเลขใหม่ จะมีใช้เพิ่มอีก 30 วัน รวมเป็น 95 วัน เนื่องจากเรายังมีแหล่งน้ำมันอื่นนอกตะวันออกกลางที่ยืนยันจะมีเข้ามาแน่ๆ ด้วยบริษัท ปตท.ที่มีการค้าขายน้ำมันและมีคู่สัญญาที่คุยกันอยู่ จึงสามารถซื้อเข้ามาได้ทันที และจะมีมาอีกเรื่อยๆ

โดยการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่ของรัฐบาลตอนนี้ นอกเหนือจากการนำเข้าน้ำมันดิบที่เป็นแหล่งหลักแล้ว ปตท.กำลังจัดหาจากแหล่งอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา เซาท์แอฟริกา มาเลเซีย และออสเตรเลีย พร้อมดำเนินการควบคู่ไปกับการระงับการส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อยืดระยะน้ำมันสำรองของไทย

สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศและภูมิภาค ได้ขอให้แหล่งก๊าซในอ่าวไทยและแหล่ง JDA (ไทย-มาเลเซีย) เพิ่มกำลังการผลิตขึ้น ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ รวมทั้งประสานงานขอซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาวเพิ่มเติม และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ส่วนการดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ที่ขณะนี้เราใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคา ซึ่งถือว่าแบกรับภาระหนักมากจนกองทุนติดลบ รัฐบาลจึงจะให้ขยับราคาน้ำมันเบนซินขึ้นแบบขั้นบันได ขณะเดียวกันมีการปรับสูตรดีเซล โดยการใช้ส่วนของผสมของน้ำมันไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% (B7) แทน น้ำมันไบโอดีเซล B5 ให้เริ่มวันที่ 14 มีนาคมนี้ พร้อมสนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 โดยทำให้ราคาถูกลง

เพื่อลดการใช้น้ำมันฟอสซิลและยืดระยะเวลาสำรองน้ำมัน กระทรวงพลังงานจะปรับให้ E20 มีราคาถูกกว่า E10 เพิ่มขึ้นเป็น 3 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ต่างกัน 2 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ส่วนน้ำมัน E85 จะยังมีการสนับสนุนการใช้ต่อไป ซึ่งจะช่วยทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าและสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วย

นอกจากนี้รัฐบาลยังขยายเวลาตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) อีก 2 เดือน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน จนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้

ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานได้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน (ICS) โดยมี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และกระทรวงพลังงานยังเสนอมาตรการลดใช้พลังงาน ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวทันที

เช่น การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นมีงานพิธีการ ซึ่งในการประชุม ครม.วันดังกล่าวบรรดารัฐมนตรีต่างพร้อมใจถอดสูทร่วมประชุมตามมาตรการทันที นอกจากนี้ยังให้ลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้ การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม เป็นต้น พร้อมมีข้อสั่งการจากนายกฯ ให้ข้าราชการงดไปดูงานต่างประเทศด้วย

แต่ทั้งนี้หากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน ให้ยกระดับมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ให้หลีกการใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น. เป็นต้นไป และมีการกำหนดระยะเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก

หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ ร้อยละ 5 จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม จากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด แม้รัฐบาลจะออกมาตรการแก้ปัญหาได้ในช่วงนี้ พร้อมยืนยันจะไม่ขาดแคลนพลังงาน แต่หากการสู้รบยังยืดเยื้อ จากที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนแล้วจะยิ่งส่งผลกระทบเพิ่มขึ้น นั่นยิ่งเป็นงานหินให้รัฐบาล “นายกฯ หนู” ต้องแก้จนหืดขึ้นคอเป็นแน่.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...