นักลงทุน ‘ถอยหนี’ อาหรับ หลังเสียภาพลักษณ์ ‘ที่หลบภัยเงิน’
ท่ามกลางความวุ่นวายจากการโจมตีร่วมกันของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน นี่กำลังทำให้นักลงทุนในเอเชียเริ่ม “ทบทวนการลงทุนในตะวันออกกลางใหม่” แม้ว่าความขัดแย้งในภูมิภาค จะจบลงในอนาคตก็ตาม
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนไปยังหลายประเทศ ได้แก่ บาห์เรน ไซปรัส อิรัก อิสราเอล จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
การโจมตีดังกล่าว ทำให้หลายประเทศต้อง “ปิดน่านฟ้า” ส่งผลให้นักเดินทางหลายหมื่นคนติดค้างอยู่ตามสนามบิน
ขณะเดียวกัน อิหร่านยัง “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันและก๊าซของโลก
ความขัดแย้งครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ธุรกิจ นักลงทุนรายใหญ่ และกองทุนครอบครัวจากเอเชียจำนวนมาก กำลังมองตะวันออกกลางเป็นพื้นที่การเติบโตใหม่
เพียงสองวันก่อนที่สหรัฐจะโจมตีอิหร่าน หอการค้าระหว่างประเทศของดูไบเพิ่งเผยผลวิจัยว่า 46.9% ของบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในดูไบเมื่อปีที่ผ่านมา มาจาก “เอเชีย” ซึ่งมากกว่าบริษัทที่มาจากประเทศตะวันออกกลางเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “ภาพของสงคราม” อาจยังหลอกหลอนนักลงทุน แม้การสู้รบจะยุติลงแล้วก็ตาม
จอร์จ เฉิน หุ้นส่วนของบริษัทที่ปรึกษา The Asia Group ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นายธนาคารและทนายความในฮ่องกงได้รับคำถามจำนวนมากจากลูกค้าร่ำรวย
สำหรับบางคนที่เคยย้ายจากฮ่องกงไปอยู่ดูไบ ตอนนี้เริ่มคิดว่า อาจต้อง “ย้ายกลับ” เพื่อความปลอดภัย
เขากล่าวว่า “เมื่อผู้คนได้เห็นและเผชิญกับการทิ้งระเบิดและการโจมตีด้วยโดรน ความรู้สึกหวาดกลัวจะติดอยู่ในใจพวกเขา และจะเป็นเรื่องยากมากที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างรวดเร็ว”
ฌอง-โคลด คเนเบเลอร์ ผู้บริหารของ Admiralty Asset Management ในฮ่องกง กล่าวกับนิกเกอิ เอเชียว่า นักลงทุนควรเริ่มกระจายความเสี่ยงของการลงทุน
“บางทีตอนนี้อาจถึงเวลาที่ต้องมองหาโอกาสในที่อื่น”
เขายังระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ใน UAE ซึ่งเคยทำกำไรได้สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังมีแนวโน้มปรับราคาลงเล็กน้อยในปี 2026 เนื่องจากมีโครงการใหม่จำนวนมากเข้าสู่ตลาด สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน อาจส่งผลกระทบต่อราคาได้ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบทั้งหมด
ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนมองว่า ภาพลักษณ์ของ UAE ในฐานะ“ที่หลบภัยปลอดภัยสำหรับเงินลงทุน” เริ่มถูกสั่นคลอนแล้ว โดยยัสเซอร์ เอลเชชตาวี จาก Arab Gulf States Institute ในสหรัฐ กล่าวว่า วิกฤติการเงินปี 2008-2009 เคยทำให้ชาวต่างชาติจำนวนมากหนีออกจากดูไบ และโครงการอสังหาฯจำนวนมากหยุดชะงัก จนทำให้ราคาทรัพย์สินร่วงลงอย่างหนัก และต้องใช้เวลาหลายปี รวมถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลอาบูดาบี กว่าที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้
เขาอธิบายว่า สำหรับเมืองในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ดูไบ หรือแม้แต่ริยาด อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโต ซึ่งขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของความปลอดภัย เสถียรภาพทางการเมือง และการไม่ถูกกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาค
“เมื่อภาพลักษณ์เหล่านี้ถูกสั่นคลอน เงินทุนก็เคลื่อนหนีอย่างรวดเร็ว”
อ้างอิง: nikkei