โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. ชี้ราคาน้ำมันพุ่ง 10 เหรียญฯ ดันเงินเฟ้อเพิ่ม 0.5% ฉุด GDP ไทยร่วง 0.15%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 มี.ค. เวลา 15.59 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. เวลา 08.59 น.

ผู้ว่า ธปท. ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำราคาน้ำมันโลกพุ่ง ชี้หากปรับขึ้นทุก 10 ดอลลาร์/บาร์เรล กระทบ GDP ไทย 0.1-0.15% พร้อมดันเงินเฟ้อเพิ่ม 0.4-0.5%

2 มี.ค. 2569นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในรายการ “ทำไม” ทาง NBT ว่า ความขัดแย้งตะวันออกการเป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ ประเมินผลกระทบเนื่องจากเพิ่งเกิดขึ้นมาได้ 2 วันเท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าที่ผ่านมาตลาดเงินทั่วโลกมีความผันผวน

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยเพราะจากเดิมคาดว่าหากมีการปะทะกันอาจเป็นลักษณะคล้ายการประทะครั้งก่อนที่มีการสู้รบกัน 12 วัน ระหว่าง อิหร่าน กับ อิสราเอล แล้วจบไป แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ดูมีความรุนแรงกว่าครั้งก่อน เนื่องจาก

  • อิหร่านได้ตอบโต้ชัดเจนไปยังหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งอาจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการคาดการณ์มาก่อน และเป็นเรื่องที่มีผลกระทบมากเพราะน้ำมัน 20-25% ของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้
  • ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นมากและต่อเนื่องเป็นเวลานานจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 10 ดอลารร์สหรัฐ/บาร์เรล จะกระทบต่อ GDP ไทยประมาณ 0.1-0.15% โดยปัจจุบันราคาน้ำมันปรับขึ้นมา 6-7 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล แล้ว

ทั้งนี้แม้ว่าผลกระทบโดยตรงจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันต่อ GDP จะมีจำกัด แต่จะมีผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากน้ำมันมีสัดส่วนการคำนวนในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% ดังนั้นหากเฉลี่ยทั้งปีราคาน้ำมันปรับขึ้น 10 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อาจทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น 0.4-0.5%

“ประเด็นสำคัญคือการปรับขึ้นมากแค่ไหนและจะอยู่ในระยะเวลานานแค่ไหน เพราะหากปรับขึ้นนานมากจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตชะลอลง เงินเฟ้อสูงขึ้น และอาจจะส่งผลกระทบต่ออุปทานของน้ำมันทั่วโลกที่วิ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่อาจทำให้แต่ละประเทศต้องหาแหล่งน้ำมันใหม่ โดยประเทศในเอเชียไม่ว่าจะเป็น ไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่ใช้น้ำมันจากแหล่งนี้ค่อนข้างมาก โดยสำหรับไทย 60% ใช้น้ำมันที่นำเข้าจากแหล่งของประเทศ UAE และซาอุดิอาระเบียซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องทางนี้”

ส่วนเหตุผลที่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 1% นายวิทัย เปิดเผยว่า คิดว่าไม่ได้มีเป็นการเซอร์ไพรส์ตลาดเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตลาดมองว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงอยู่แล้ว เพียงแต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน 4 หรือเดือน 6 ของปี 2569 ดังนั้นการตัดสินใจขยับมาเร็วขึ้นเป็นเดือน 2 จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายมากนัก

โดยการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเข้ามาเป็นส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจ เรื่องจากแม้เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแต่เพิ่งเติบโตแค่ 1 ไตรมาส คือไตรมาส 4 ปี 2568 ขณะที่การเติบโตส่วนหนึ่งมาจากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส การเร่งซื้อรถ EV เพราะมาตรการทางภาษีกำลังหมดไป ดังนั้น ธปท. จึงอยากเข้าไปประคองเพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเมื่อนำทรัพยากรทั้งหมดมารวมกันเรามองว่าว่าจะเติบโตได้สูงสุดที่ 2.7% ขระที่คาดว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตที่ 1.9% ดังนั้นช่องว่างระหว่าง 1.9-2.7% ก็ใช้นโยบายการเงินเข้าไปประคองได้ อีกส่วนคือจะมีส่วนช่วยทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าไปสู่กรอบเป้าหมายในระยะยาวได้เพิ่มขึ้น รวมถคงมีส่วนช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาทที่ตอนนี้มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง และมีส่วนเพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเพราะต้นทุนเงินฝากมีแนวโน้มสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เหมือนกับการปรับครั้งเดียวจึงตอบโจทย์ได้หลายด้านพร้อมกัน”

นายวิทัย เปิดเผยว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต ดังนั้นธปท. จึงต้องปรับบทบาทจากการดูแลแค่เสถียรภาพอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสม จำเป็นต้องแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจระยาวด้วยเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจต่อไป

“เราไม่ได้มีเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล เรายังคงยึดโยงเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจระยะยาวเป็นหลัก เราเพียงแค่เข้าไปช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโต”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...