ธปท. ชี้ราคาน้ำมันพุ่ง 10 เหรียญฯ ดันเงินเฟ้อเพิ่ม 0.5% ฉุด GDP ไทยร่วง 0.15%
ผู้ว่า ธปท. ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำราคาน้ำมันโลกพุ่ง ชี้หากปรับขึ้นทุก 10 ดอลลาร์/บาร์เรล กระทบ GDP ไทย 0.1-0.15% พร้อมดันเงินเฟ้อเพิ่ม 0.4-0.5%
2 มี.ค. 2569นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในรายการ “ทำไม” ทาง NBT ว่า ความขัดแย้งตะวันออกการเป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ ประเมินผลกระทบเนื่องจากเพิ่งเกิดขึ้นมาได้ 2 วันเท่านั้น อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าที่ผ่านมาตลาดเงินทั่วโลกมีความผันผวน
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยเพราะจากเดิมคาดว่าหากมีการปะทะกันอาจเป็นลักษณะคล้ายการประทะครั้งก่อนที่มีการสู้รบกัน 12 วัน ระหว่าง อิหร่าน กับ อิสราเอล แล้วจบไป แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ดูมีความรุนแรงกว่าครั้งก่อน เนื่องจาก
- อิหร่านได้ตอบโต้ชัดเจนไปยังหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งอาจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการคาดการณ์มาก่อน และเป็นเรื่องที่มีผลกระทบมากเพราะน้ำมัน 20-25% ของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้
- ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นมากและต่อเนื่องเป็นเวลานานจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก โดยหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 10 ดอลารร์สหรัฐ/บาร์เรล จะกระทบต่อ GDP ไทยประมาณ 0.1-0.15% โดยปัจจุบันราคาน้ำมันปรับขึ้นมา 6-7 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล แล้ว
ทั้งนี้แม้ว่าผลกระทบโดยตรงจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันต่อ GDP จะมีจำกัด แต่จะมีผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากน้ำมันมีสัดส่วนการคำนวนในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% ดังนั้นหากเฉลี่ยทั้งปีราคาน้ำมันปรับขึ้น 10 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อาจทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น 0.4-0.5%
“ประเด็นสำคัญคือการปรับขึ้นมากแค่ไหนและจะอยู่ในระยะเวลานานแค่ไหน เพราะหากปรับขึ้นนานมากจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตชะลอลง เงินเฟ้อสูงขึ้น และอาจจะส่งผลกระทบต่ออุปทานของน้ำมันทั่วโลกที่วิ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่อาจทำให้แต่ละประเทศต้องหาแหล่งน้ำมันใหม่ โดยประเทศในเอเชียไม่ว่าจะเป็น ไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่ใช้น้ำมันจากแหล่งนี้ค่อนข้างมาก โดยสำหรับไทย 60% ใช้น้ำมันที่นำเข้าจากแหล่งของประเทศ UAE และซาอุดิอาระเบียซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องทางนี้”
ส่วนเหตุผลที่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 1% นายวิทัย เปิดเผยว่า คิดว่าไม่ได้มีเป็นการเซอร์ไพรส์ตลาดเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตลาดมองว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงอยู่แล้ว เพียงแต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน 4 หรือเดือน 6 ของปี 2569 ดังนั้นการตัดสินใจขยับมาเร็วขึ้นเป็นเดือน 2 จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายมากนัก
โดยการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเข้ามาเป็นส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจ เรื่องจากแม้เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแต่เพิ่งเติบโตแค่ 1 ไตรมาส คือไตรมาส 4 ปี 2568 ขณะที่การเติบโตส่วนหนึ่งมาจากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส การเร่งซื้อรถ EV เพราะมาตรการทางภาษีกำลังหมดไป ดังนั้น ธปท. จึงอยากเข้าไปประคองเพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเมื่อนำทรัพยากรทั้งหมดมารวมกันเรามองว่าว่าจะเติบโตได้สูงสุดที่ 2.7% ขระที่คาดว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตที่ 1.9% ดังนั้นช่องว่างระหว่าง 1.9-2.7% ก็ใช้นโยบายการเงินเข้าไปประคองได้ อีกส่วนคือจะมีส่วนช่วยทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าไปสู่กรอบเป้าหมายในระยะยาวได้เพิ่มขึ้น รวมถคงมีส่วนช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาทที่ตอนนี้มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง และมีส่วนเพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเพราะต้นทุนเงินฝากมีแนวโน้มสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เหมือนกับการปรับครั้งเดียวจึงตอบโจทย์ได้หลายด้านพร้อมกัน”
นายวิทัย เปิดเผยว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต ดังนั้นธปท. จึงต้องปรับบทบาทจากการดูแลแค่เสถียรภาพอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสม จำเป็นต้องแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจระยาวด้วยเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจต่อไป
“เราไม่ได้มีเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล เรายังคงยึดโยงเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจระยะยาวเป็นหลัก เราเพียงแค่เข้าไปช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโต”