โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดสถิติ ตลาดหุ้นไทยใช้ Circuit Breaker แล้ว 6 ครั้ง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 11.58 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 04.54 น.

วันที่ 4 มี.ค. 2569 ถือเป็นอีกวันที่ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย ต้องบันทึกไว้ หลังดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( SET) ปรับตัวลงรุนแรง 103 จุด หรือติดลบ 7.09 % เข้าใกล้เซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว เป็นภาวะที่เกิดจากแรงขายแบบตื่นตระหนก (Panic Sale) จากสถานการณ์ความขัดแยังในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน

สำหรับเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) เป็นมาตรการที่ตลาดหุ้นหยุดการซื้อขายชั่วคราว กรณีที่สภาวะการซื้อขายมีความผันผวนรุนแรง ราคาหลักทรัพย์โดยรวมเปลี่ยนแปลงลดลงมาก เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาในการตรวจสอบ ข้อมูลข่าวสารที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างครบถ้วน ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว

เปิดสถิติตลาดหุ้นไทย เคยประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker รวม 6 ครั้ง (รวมมาตรการเก่าและมาตรการใหม่) นับตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ เพื่อหยุดการซื้อขายชั่วคราวในภาวะตลาดผันผวนรุนแรง โดยทุกครั้งเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตสำคัญทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนบทบาทกลไกดูแลเสถียรภาพตลาดทุนไทยในช่วงเวลาวิกฤต

4 มีนาคม 2569 จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” (Circuit Breaker) รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1: วันที่ 19 ธันวาคม 2549

ดัชนี SET ปรับตัวลดลงรุนแรงภายหลังธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30% เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงมากกว่า 10% ภายในวันเดียว และต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว นับเป็นการใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย

ครั้งที่ 2: วันที่ 10 ตุลาคม 2551

ดัชนีร่วงลงเกิน 10% จากแรงกดดันของวิกฤตการเงินโลก หรือวิกฤตซับไพรม์ ที่เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาและลุกลามกระทบตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

ครั้งที่ 3: วันที่ 27 ตุลาคม 2551

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายต่อเนื่องจากวิกฤตการเงินโลก ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างหนักอีกครั้ง และต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายเป็นครั้งที่สองในปีเดียวกัน

ครั้งที่ 4: วันที่ 12 มีนาคม 2563

ดัชนี SET ปรับลดลงมากกว่า 10% จากความตื่นตระหนกของนักลงทุนทั่วโลกต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามราคาน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที

ครั้งที่ 5: วันที่ 13 มีนาคม 2563

ดัชนียังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องประกาศใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์อีกครั้งภายในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งนับเป็นครั้งล่าสุดที่มีการใช้มาตรการดังกล่าว

ครั้งที่ 6: วันที่ 23 มีนาคม 2563

ดัชนียังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องจากความรุนแรงต่อเนื่องจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดโรค Covid-19 ดัชนีลดลงกว่า 8%

สำหรับหลักเกณฑ์การบังคับใช้มาตรการ เซอร์กิตเบรกเกอร์ ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้มีการหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราวเมื่อดัชนี SET ปรับตัวลดลงถึงระดับที่กำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีเวลาประเมินสถานการณ์และติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • ระดับที่ 1 เมื่อดัชนีปรับลดลง 8% จากดัชนีปิดวันก่อนหน้า หยุดการซื้อขาย 30 นาที
  • ระดับที่ 2 เมื่อดัชนีปรับลดลง 15% หยุดการซื้อขาย 30 นาที
  • ระดับที่ 3 เมื่อดัชนีปรับลดลง 20% หยุดการซื้อขาย 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ภายหลังการใช้มาตรการในระดับที่ 3 ตลาดจะเปิดให้มีการซื้อขายต่อเนื่องจนสิ้นสุดเวลาทำการ และจะไม่มีการหยุดพักเพิ่มเติมในวันเดียวกัน

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความตื่นตระหนกจากแรงขายฉับพลัน ลดความผันผวนที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดทุน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในช่วงที่ภาวะตลาดมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับเซอร์กิตเบรกเกอร์ มาตรการเก่าของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนปรับเกณฑ์ปี 2563 มีดังนี้

  • หยุด 30 นาที ที่ -10%
  • หยุดอีก 30 นาที ที่ -20%
  • ปิดตลาดทั้งวัน ที่ -30%

ดังนั้นเซอร์กิตเบรกเกอร์ ที่ใช้ 6 ครั้งในประวัตศาสตร์ตลาดหุ้นไทย เป็นมาตรการเก่าคือ ครั้งที่ 1-3 ส่วนมาตรการใหม่ คือ ครั้งที่ 4-6

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...