โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ใบหน้าใหญ่เหมือนเป็นคอหอยพอก” สรีรวิทยาของคนไทยสมัย ร.2 ในทัศนะหมอฝรั่ง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ก.พ. เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. เวลา 08.42 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ข้าราชการสยามผู้ใหญ่ผู้น้อยล้วนไม่สวมเสื้อ ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ

“จอร์จ ฟินเลย์สัน” ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ เล่าวิถีชีวิต และรูปร่างหน้าตา หรือสรีรวิทยาของคนไทยสมัยรัชกาลที่ 2 ว่า

“หน้าฝากกว้าง รูปหน้าขนาดใหญ่ ดูเผิน ๆ อาจคิดว่าป่วยเป็นคอหอยพอก”

ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ชาติตะวันตกเริ่มกลับเข้ามาติดต่อทางการทูตกับสยามอีกครั้ง และมักจะติดหมอสอนศาสนา หรือบุคคลากรทางการแพทย์มาด้วยเสมอ เพื่อเก็บข้อมูลด้านต่าง ๆ ทั้งสังคม การเมือง ตลอดจนมานุษยวิทยา สำหรับทำความเข้าใจชาติตะวันออกให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

จอร์จ ฟินเลย์สัน(Geoge Finlayson) ก็เป็นหนึ่งในผู้ติดตามคณะทูตด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวด้วย เขาเป็นศัลยแพทย์ และนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ในคณะทูตของรัฐบาลอังกฤษที่มาเยือนสยามระหว่าง พ.ศ. 2364-2365 ตรงกับปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352-2367)

คณะทูตชุดนั้นนำโดย จอห์น ควอร์เฟิร์ด (John Crawfurd) เป็นผู้แทนผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดีย โดยพวกเขาตั้งใจจะมาเจริญทางพระราชไมตรีและพาณิชย์กับสยาม และโคชินจีน (ญวน)

เนื่องจากฟินเลย์สันรับมอบหมายให้ศึกษา และเก็บข้อมูลทางธรรมชาติวิทยา ภูมิศาสตร์ ชาติพันธุ์ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสยาม จึงมีบันทึกเกี่ยวกับคนไทยในสมัยนั้น ตามที่มีรายละเอียดในหนังสือ จดหมายเหตุจอร์จ ฟินเลย์สัน การเดินทางของคณะทูตอังกฤษสู่ประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ 2(กมลทิพย์ ชัยศุภมงคลลาภ แปลและเรียบเรียง ; กรมศิลปากร : 2568)

เริ่มต้นจากเล่าถึงบ้านเมือง และผู้คนที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ ซึ่งเป็นจุดที่คณะทูตต้องพำนักระหว่างรอคำสั่งอนุญาตจากราชสำนักให้เดินทางต่อไปถึงพระนครได้

บันทึกเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่ฟินเลย์สันได้พบเจอตามชุมชนเมืองปากน้ำ มีอยู่ว่า “ผู้คนที่นี่สุภาพ มีมารยาทและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อนัก พวกเขาต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มและดูกระตือรือร้นที่จะเลี้ยงดูปูเสื่อเรา ผู้หญิงเองก็กล้าแสดงออกไม่น้อยไปกว่าผู้ชายเลยในโอกาสเช่นนี้ พวกเธอมารวมตัวอยู่รอบ ๆ เรา พูดคุย หัวเราะ และแสดงให้เห็นว่าไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย”

ส่วนสภาพบ้านเรือน วิถีชีวิต และการเลี้ยงชีพของคนไทยยุคนั้น ฟินเลย์สันเล่าว่า“เราพบว่าบ้านเรือนนั้นสกปรก เต็มไปด้วยท่อนไม้กองระเกะระกะ และมีสิ่งอำนวนความสะดวกแต่เพียงเล็กน้อย แม้กระนั้นผู้คนก็ดูจะใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายพอสมควรแม้ว่าวิธีการหาเลี้ยงชีพของพวกเขาจะไม่แน่ชัดนัก

ผู้คนที่นี่กินอิ่มหนำสำราญและมีรูปร่างอ้วนล่ำ แต่มีส่วนสูงค่อนไปทางต่ำกว่าความสูงปานกลาง พวกเขาตัดผมสั้นเกรียนติดศีรษะ โดยเหลือไว้แต่พุ่มผมสั้นบริเวณส่วนหน้าซึ่งพวกเขาจะหวีปัดไปทางด้านหลัง ไม่มีความแตกต่างของทรงผมระหว่างชายและหญิง ทั้งสองเพศล้วนตัดผมสั้น”

ฟินเลย์สันยกย่องการให้ความสำคัญกับการทำฟันให้ดำของคนไทย ซึ่งเป็นค่านิยมความงามในสมัยนั้นว่า “พวกเขาทำได้อย่างสมบูรณ์แบบทีเดียว” แต่ “การมีฟันสีดำควบคู่กับริมฝีปากแดงแห้งหยาบที่ได้มาจากการเคี้ยวมากพลูและปูนแดงควบคู่อย่างต่อเนื่องทำให้พวกเขามีรูปลักษ์ที่น่ารังเกียจ”

สำหรับเรื่องสรีรวิทยาของคนไทยจากทัศนะของฟินเลย์สัน มีดังนี้

“ใบหน้าของชาวสยามใหญ่เป็นพิเศษ หน้าผากกว้างมาก เห็นเด่นชัดทั้งสองด้านและปกคลุมไปด้วยหนังศรีษะที่มีเส้นผมในสัดส่วนที่มากกว่าที่ข้าพเจ้าพบเห็นในหมู่ชนอื่น ๆ ในบางคนตีนผมเลื่อนลงมาถึงในระยะ ๑ นิ้ว หรือต่ำกว่านั้นจากคิ้ว ปกคลุมส่วนขมับทั้งหมดและขยายออกไปข้างหน้าจนเกือบจะอยู่ในระยะเดียวกับหางตา โหนกแก้มกว้างใหญ่และสูง ลักษณะเฉพาะหลัก ๆ ในสัณฐานรูปหน้าของชาวสยามคือ

ขนาดอันใหญ่โตของกระดูกช่วงหลังของขากรรไกรล่าง ส่วนโคโรนอยด์ โพรเซสของขากรรไกรล่าง (น่าจะหมายถึงกระดูกขากรรไกรล่างส่วนที่ยื่นขึ้นไปสอดอยู่ใต้กระดูกโหนกแก้ม)ยื่นออกข้างนอกจึงทำให้ส่วนของใบหน้าบริเวณนี้มีความกว้างกว่าปกติ ถ้ามองดูเผิน ๆ ก็อาจคิดไปได้ว่าพวกเขาป่วยเป็นโรคคอหอยพอกเล็กน้อยหรือต่อมน้ำลายบวม ในหมู่ชาวมลายูก็มักจะพบว่ามีรูปลักษณ์ที่คล้ายกันนี้”

ฟินเลย์สันยังเล่าด้วยว่า ปกติชาวสยามจะเปลือยร่างกายตั้งแต่ช่วงเอวขึ้นไป บางครั้งพาดผืนผ้าไว้บนไหล่ แต่หญิงสูงวัยโดยทั่วไปจะเปลือยอก ขณะที่หญิงสาวและวัยกลางคนจะพันผ้าผืนสั้น ๆ ไว้รอบหน้าอก ความยาวพอผูกปมด้านหน้า ปล่อยให้ช่วงไหลและแขนเปลือยเปล่า นุ่งผ้าพันรอบตั้งแต่สะโพกถึงหัวเข่า (ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน) หากแต่งกายดีขึ้นไปอีกระดับจะเป็นการนุ่งผ้าแพรจีนหรือห่มผ้าคลุมไหล่

เหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งจาก จดหมายเหตุจอร์จ ฟินเลย์สันฯแม้บางส่วนอาจ “ตรงไปตรงมา” ไปบ้าง แต่ขอให้มองว่าเป็น “ความเห็น” จากมุมมองของชาวต่างชาติซึ่งไม่มีพื้นฐานความเข้าใจหรือคุ้นเคยกับสภาพบ้านเมืองในสยามมาก่อน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

จอร์จ ฟินเลย์สัน, กมลทิพย์ ชัยศุภมงคลลาภ แปลและเรียบเรียง. (2568). จดหมายเหตุจอร์จ ฟินเลย์สัน การเดินทางของคณะทูตอังกฤษสู่ประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ใบหน้าใหญ่เหมือนเป็นคอหอยพอก” สรีรวิทยาของคนไทยสมัย ร.2 ในทัศนะหมอฝรั่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...