โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ปีม้า-ปีใหม่ กับโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คอลัมน์ : แบงก์ชาติชวนคุย ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์, เพชรลักษณ์ บุญญาคุณากร ธนาคารแห่งประเทศไทย

สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกท่าน ! ปีงูเล็กที่ผ่านมา ถือว่าเต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งแผ่นดินไหว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และน้ำท่วมใหญ่หลายจุดในประเทศไทย ปีใหม่นี้ เราทุกคนคงหวังว่าจะเป็นปีม้าที่ใจดีกับคนไทยมากขึ้น และพอเป็นช่วงต้นปี ก็เลยอยากชวนคุยโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ว่าเราจะพอเห็นสัญญาณที่ทำให้ยิ้มได้หรือไม่ แล้วก็ทำความเข้าใจกับปัญหาที่ต้องเจอ เพื่อเตรียมรับมือกับอุปสรรคหรือประเด็นใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน

เราจะเจอกับ (ปี) ม้าติดหล่มไหม ?

แบงก์ชาติคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวช้าลง โดยจะโตเพียง 1.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบหลายปี และน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เล็กน้อยในปี 2570 มาโตที่ 2.3% ซึ่งเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยโต 5-7% แล้ว ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ซึ่งจำกัดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้เส้นทางข้างหน้า “ไม่ราบรื่น”

ปี 2568 เราเห็นอาการคล้ายกับการ “ติดหล่ม” จากเครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกสินค้าที่ชะลอตัวลง หลังจากเร่งส่งล่วงหน้าไปแล้วเพราะกลัวจะเจอกับมาตรการภาษีของสหรัฐ จึงคาดว่าการส่งออกปีนี้จะโตลดลงจาก 12% เหลือต่ำกว่า 1%

อีกสาเหตุคือ การใช้จ่ายภาครัฐที่อาจชะลอลงจากการเมืองที่เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งใหม่ ทำให้งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปประมาณหนึ่งไตรมาส ในช่วงปลายปีนี้จึงอาจเห็นรายจ่ายภาครัฐลดลง นอกจากนี้ ผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ยังน่าจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ซึ่งน่าจะฉุดการเติบโตของจีดีพีลงราว 0.1%

อย่างไรก็ดี ในปี 2570 เมื่อสถานการณ์ทยอยคลี่คลาย คาดว่าการส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีเครื่องยนต์อื่นที่มีกำลังจำกัด เช่น การบริโภคภาคประชาชน ที่ยังอาจโตได้ช้ากว่าปกติจากรายได้แรงงานที่ขยายตัวได้ไม่มาก และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง

ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้เราติดหล่ม

เรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยติดอยู่ในหล่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แม้เครื่องยนต์หลักจะยังพอขับเคลื่อนได้ แต่ถ้าไม่รีบปรับแก้แล้วเครื่องยนต์พร้อมใจกันแผ่ว เส้นทางข้างหน้าก็ไม่ได้ราบเรียบ เมื่อทั้งไม่แข็งแรงรวมกับแบกปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมานานในหลาย ๆ มิติ ทำให้ไทยขยับได้ไม่ไวเท่าประเทศอื่น แต่เพื่อไม่ให้การติดหล่มครั้งนี้ยาวนานออกไป ดังนั้นน่าจะมี 3 ส่วนหลักที่ต้องได้รับการเสริมสร้างและซ่อมแซมโดยเร็ว

ส่วนแรก ผลิตภาพต่ำ ไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมโลกเก่าและไม่ได้ลงทุนสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ มานาน ทั้งภาคการผลิต เช่น การผลิตรถยนต์ที่ยังเป็นแบบสันดาปและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก ในขณะที่ทั่วโลกหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของเรายังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่คู่แข่งในเอเชียมีนักท่องเที่ยวมากกว่าช่วงก่อนโควิดและเพิ่มขึ้นเร็วกว่าไทย ก็สะท้อนความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงเช่นกัน

ส่วนที่สอง ภูมิคุ้มกันต่ำ ไทยมีระดับหนี้สูง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 87% ของจีดีพี ไม่รวมกับหนี้นอกระบบที่ยังเป็นปัญหาของพี่น้องฐานราก ขณะที่หนี้ SMEs ก็ยังสูงและคุณภาพเริ่มด้อยลง ทำให้ในภาพรวมความสามารถในการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนลดลงไปด้วย

ส่วนที่สาม ความเหลื่อมล้ำสูง เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape มานาน ธุรกิจขนาดใหญ่แข็งแกร่ง แต่ธุรกิจ SMEs อ่อนแอ โดยธุรกิจใหญ่มีจำนวนเพียง 2% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด แต่มีรายได้ถึง 83% การเข้าถึงสินเชื่อก็แตกต่างกันด้วย สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงเติบโตได้ในปี 2568 ขณะที่ธุรกิจ SMEs ประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ เห็นได้จากยอดสินเชื่อที่หดตัวต่อกันถึง 13 ไตรมาส ส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ธุรกิจจึงชะลอการลงทุนและใช้จ่าย ขณะที่สถาบันการเงินก็ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง

มาตรการเฉพาะจุด ฉุดม้าขึ้นจากหล่ม

การแก้ไขทำได้ 2 ส่วน คือ ให้เครื่องยนต์ของเรามีกำลังมากขึ้น หรือให้หล่มตื้นขึ้น ซึ่งอย่างหลังคงทำได้ยากกว่า เพราะหลัก ๆ จะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจหรือการทำนโยบายของต่างประเทศ ซึ่งบทบาทของแบงก์ชาติที่ผ่านมา อย่างแรก คือ การดูเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโดยรวม ผ่านการลดดอกเบี้ยนโยบายไป 4 ครั้งในปี 2568 มาอยู่ที่ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี และเกือบจะต่ำที่สุดในโลก เพื่อช่วย “หล่อเลี้ยงเครื่องยนต์” ด้วยการลดต้นทุนหรือภาระทางการเงินของประชาชนและธุรกิจ แต่คงไม่ใช่ “การปรับเครื่องยนต์ใหม่” ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดออกจากปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน

แบงก์ชาติจึงเพิ่มบทบาทในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้มากขึ้น โดยออกมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุดควบคู่กับการปรับลดดอกเบี้ย โดยมาตรการแรกที่เริ่มไปแล้ว คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) มาซื้อหนี้ NPL ของลูกหนี้รายย่อยที่รวมแล้วรายละไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ปิดจบ หรือกลับมาชำระหนี้ได้ ด้วยยอดหนี้ที่ลดลงมาก ทำให้มีโอกาสกลับเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้คล่องขึ้น

อีกมาตรการ คือ โครงการ “กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ” (SMEs Credit Boost) ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพื่อชดเชยต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตที่จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพและมีแผนปรับตัวชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีเงินทุนที่จะเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม

สองมาตรการทางการเงินนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการช่วยปรับเครื่องยนต์ให้มีกำลังแรงขึ้น โดยเน้นในเรื่องของคนตัวเล็กแต่มีจำนวนมาก เพื่อเพิ่มรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และจูงใจให้ปรับตัว ซึ่งแบงก์ชาติจะทยอยทำต่อ โดยเฉพาะการดึงคนฐานรากให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อหรือเงินกู้ในระบบ และเพิ่มความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อให้ได้มากขึ้นในระยะต่อไป

แต่แบงก์ชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ทั้งหมด ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการปรับตัว เร่งเครื่องยนต์ให้เศรษฐกิจผ่านพ้นจากหล่มนี้ ซึ่งการร่วมแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจังจำเป็นมากสำหรับประเทศเราตอนนี้ โครงการ Reinvent Thailand เป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม หนทางข้างหน้าไทยจะกลับไปวิ่งได้เร็วเท่าเดิมหรือไม่ ? ขึ้นอยู่กับพวกเราหลายฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังครั้งต่อ ๆ ไป นะคะ

สุดท้ายนี้ สวัสดีปีม้า ขอให้เป็นม้าทองของทุกคน แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปค่ะ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปีม้า-ปีใหม่ กับโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...