โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯระดมมือเศรษฐกิจ เตรียมมาตรการรับมือสงครามอิหร่าน หลังสภาพัฒน์ฯหั่น GDPปี’69 โต 1.3-1.6%

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับภาคเอกชน ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯระดมทีมเศรษฐกิจทั้งภาครัฐ-เอกชน เตรียมมาตรการรับมือสงครามอิหร่าน หลังสภาพัฒน์ฯหั่น GDPปี’69 เหลือ 1.3-1.6% ด้านพลังงานมีน้ำมันสำรองไว้แล้ว 60 วัน ระหว่างนี้เดินหน้าหาตลาดใหม่ พร้อมใช้กลไกกองทุนน้ำมันแทรกแซงราคาในระยะสั้น ส่วนต่างประเทศเตรียมแผนอพยพคนไทยในตะวันออกกลางกลับบ้าน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับภาคเอกชน ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาลดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากการหารือถึงสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางในวันนี้ ก็ได้มีการประเมินผลกระทบในทุกมิติ เพื่อจัดเตรียมมาตรการระยะสั้นรอรับสถานการณ์ต่าง ๆ และวางกลยุทธ์รองรับโลกที่เปลี่ยนไปในระยะยาว ซึ่งในส่วนของผลกระทบมีทั้งหมด 5 ช่องทาง คือ ช่องทางแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องพลังงาน เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นแหล่งผลิตและขนส่งน้ำมันดิบ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซมีการขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของประมาณน้ำมันทั่วโลก หากมีปัญหาก็จะทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นไปประมาณ 5% ซึ่งตอนแรกประเมินไว้ 10% แต่เนื่องจากตอนนี้ตลาดน้ำมันดิบและ LNG มีอุปทานส่วนเกินอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไม่มากอย่างที่คาดไว้ แต่อย่างไรก็ดีกระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว อาทิ การใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปพยุงราคาในระยะสั้นได้ นอกจากนี้ที่ผ่านมาได้มีการเตรียมน้ำมันสำรองเอาไว้แล้วเพียงพอที่จะอยู่ได้ 60 วัน ดังนั้น ในระยะสั้นมั่นใจว่าจะสามารถดูแลไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนได้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็มีเวลาเพียงพอที่กระทรวงพลังงานจะออกไปหาตลาดน้ำมันใหม่มาดูแล

ช่องทางที่ 2 คือ ช่องทางด้านการค้าและบริการ ในด้านสินค้ามีผลกระทบทางตรงไม่มาก เนื่องจากประเทศไทยส่งออกไปภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ถึง 10% และนำเข้าประมาณ 8% ซึ่งส่วนใหญ่ที่นำเข้า ก็คือ น้ำมัน เพราะฉะนั้นผลกระทบทางตรงไม่มาก แต่ผลกระทบทางอ้อมคือเรื่องค่าระวางเรือ ค่าพรีเมียมต่าง ๆ เมื่อมีสถานการณ์สงคราม ก็จะส่งผลกระทบต่อค่าขนส่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ให้หารือกับทางภาคเอกชน เพื่อเตรียมแผนรองรับในส่วนนี้

ช่องทางที่ 3 การท่องเที่ยว ผลกระทบโดยตรงก็ไม่มากเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางแค่ประมาณ 10% เท่านั้นเอง ในระยะสั้นมีผลกระทบไม่มาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะเป็นโอกาสของประเทศไทยได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องการท่องเที่ยว หรือ ศูนย์กลางการบินก็มีโอกาสที่จะย้ายจากภูมิภาคตะวันออกกลางเข้ามอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ประเด็นนี้ก็เป็นกลยุทธ์ในระยะต่อไป

ช่องทางที่ 4 ตลาดเงินตลาดทุน เห็นชัดเลยว่า หลังเกิดสงคราม นักลงทุนจะหาวิ่งสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย คือ ทองคำก่อนสงครามราคาทองคำขึ้นไปไม่ถึง 2% ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯของไทยขึ้นไปถึง 17% แต่ในวันนี้ได้รับรายงานจากผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯว่าหุ้นตกลงมาแค่ 2% เท่านั้น ตรงนี้ถือว่ามีเสถียรภาพมาก ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่ามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 3 แสนล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในตลาดเงินและตลาดทุนได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ก็เข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างมาก สรุป ตลาดเงินตลาดทุนของไทยมีเสถียรภาพมาก

ช่องทางสุดท้าย คือ แรงงาน ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ประสานกับภาคเอกชน รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ให้เน้นความสำคัญกับการดูแลคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“จากการหารือกับภาคเอกชนวันนี้ นายกฯได้มอบหมายให้กระทรวงต่าง ๆและหน่วยงานในสังกัดไปทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดกลยุทธ์ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์โลกแล้ว ประเทศไทยจะไคว่คว้าโอกาสตรงนี้ได้อย่างไร นายกฯ ได้ฝากไปคิดเป็นการบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์สมัยใหม่ ความมั่นคงด้านอาหาร เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย” ดร.เอกนิติกล่าว

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หรือ “GDP” ในปี 2569 โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งตนขอสรุปสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดมีอยู่ 2 สถานการณ์ ดังนี้

  • ฉากทัศน์แรก : สงครามกระจายตัวทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และสิ้นสุดลงภายใน 1 เดือน ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ และการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุชและทะเลแดงได้รับผลกระทบในระยะสั้น กรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในช่วง 95 – 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ซึ่งจะมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจาก 2.0% เหลือ 1.6%
  • ฉากทัศน์ที่ 2 : สงครามยกระดับ หรือ ขยายวงกว้างครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง และมีความยืดเยื้อ โดยช่องแคบฮอร์มุชถูกปิด และไม่สามารถขนส่งน้ำมันผ่านได้ ส่งผลกระทบต่อ Global Supply Chain กรณีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจจะไปอยู่ที่ประมาณ 115-125 เหรียญ ซึ่งจะส่งผลทำให้ GDP ของไทยในปี 2569 ปรับตัวลดลงจาก 2.0% เหลือ 1.3%

“จากการประเมินสถานการณ์การสู้รับในภูมิภาคตะวันออกกลางรอบนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัวแค่ 1.3-1.6% ต่อปี จากเดิมที่สภาพัฒน์เคยประมาณการว่าจะขยายตัว 2.0% ต่อปี” นายดนุชา กล่าว

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับการประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกการนั้น คงจะยืดเยื้อ ถ้าดูที่เป้าหมายของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลคงไม่ใช่เรื่องของการกำจัดภัยนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว ขณะที่ฝ่ายอิหร่านก็มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติการตอบโต้เข้าไปยังฐานทัพของอเมริกันที่ตั้งอยู่ในหลายประเทศ และไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ภายในประเทศอิหร่านจะเป็นอย่างไรต่อไป คดว่าคงไม่ยุติลงได้ง่ายๆ ดังนั้น ประเทศไทยก็ต้องเตรียมพร้อม ทั้งในเรื่องของการดูแลคนไทยที่อยู่ในประเทศแถบนี้ และดูแลเรื่องการอพยพคนไทย ซึ่งตอนนี้มีคนไทยพักอาศัยอยู่ในอิหร่านกว่า 200 คน ซึ่งสถานทูตไทยในอิหร่านได้ติดต่อกับชุมชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด และย้ำเตือนให้ใช้ความระมัดระวัง และให้อยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย หากประสงค์จะเดินทางกลับไทยตอนนี้ก็เตรียมแผนการอพยพไว้แล้วแม้น่านฟ้าประเทศในแถบนี้จะปิด โดยเฉพาะอิหร่านคงต้องเดินทางโดยรถยนต์มาที่ชายแดนประเทศตุรกี เพื่อมาขึ้นเครื่องบินที่นี่ ขณะนี้มีคนไทยในอิหร่านประสงค์จะเดินทางกลับกว่า 20 คน ซึ่งทางสถานทูตไทยในอิหร่านก็จะมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริเวณชายแดนคอยอำนวยความสะดวก

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่าส่วนประเทศอิสราเอลมีคนไทยอยู่ที่นั่นประมาณ 65,000 คน ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลยังควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ โดยสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาที่อิสราเอลได้ ยังไม่มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบ และก็ยังไม่มีคนไทยที่แสดงความประสงค์ที่จะกลับบ้าน ซึ่งรัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญต่อแรงงานไทย และดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยอย่างดี และมีการการประสานงานกับสถานทูตไทยในอิสราเอลอย่างใกล้ชิด แต่ที่กังวลคือในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ , ดูไบ และอาบูดาบีมีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แสดงความประสงค์จะขอกลับเมืองไทยกว่า 1,000 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับสถานทูตไทยในประเทศเหล่านี้ให้นำคนไทยมาขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานของประเทศโอมาน ยังพอมีเที่ยวบินพาณิชย์ ส่วนที่ประเทศบาห์เรน , กาตาร์ และคูเวตที่ถูกอิหร่านโจมตีมีคนไทยประมาณ 6,500 คนหากประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยให้ไปติดต่อสถานทูตไทย เพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินประเทศซาอุดีอาระเบียที่ยังมีเครื่องบินพาณิชย์เปิดให้บริการอยู่ สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงนี้ หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงและไม่ควรไปเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...