โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ให้รักดักวายุ e-book พร้อมโหลด

นิยาย Dek-D

อัพเดต 30 เม.ย. 2567 เวลา 06.21 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2567 เวลา 06.21 น. • ส้มผัก
วินาทีที่ 'มุทิตา' ได้สบตา 'คุณหมอวายุ' เธอได้ตกหลุมรัก เธอติดใจแววตาเศร้าๆ คู่นั้น เธอรู้สึกได้ว่าคุณหมอที่แสดงออกกับทุกคนอย่างเย็นชา กำลังโหยหาใครสักคน เธออยากเป็นคนคนนั้น เธอจึงเดินหน้าจีบคุณหมอ

ข้อมูลเบื้องต้น

+++

วินาทีแรกที่สบตากัน "มุทิตา" ก็ตกหลุมรักเขา… "หมอวายุ"

สิ่งที่ทำให้ตกหลุมรักไม่ใช่ความหล่อ แต่เป็นแววตาเศร้าๆ คู่นั้น

ภายใต้ท่าทางเย็นชา เข้าถึงยาก ไม่สนคนทั้งโลก

น่าแปลกที่เธอสัมผัสได้ถึงความอ้างว้าง โหยหา…อ้อมกอดของใครสักคน

เธออยากจะเป็น "ใครสักคน" คนนั้นของเขา

อยากเป็นคนพาเขาออกมาจากความเดียวดาย

เมื่อตั้งใจแล้ว ภารกิจ "ดัก" วายุด้วยความรักก็เริ่มต้นขึ้น

+++

นายแพทย์วายุ รุจิธารินทร์ : กุมารแพทย์ที่ผู้ร่วมงานให้นิยามว่าประหลาด เย็นชา ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ยกเว้นกับคนไข้เด็กที่เวลาสื่อสารด้วยเขาจะกลายเป็นคนอีกคนที่ดูใจดี อ่อนโยนและเข้าใจเด็กมากมันเป็นประโยชน์ในการรักษา เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นหมอเด็กที่เก่งและมีชื่อเสียงทางด้านนี้ แต่กับคนอื่นบนโลกเรียกว่าติดลบ หมอวายุเป็นเหมือนลมรู้ว่ามีอยู่จริงแต่แตะต้องไม่ได้ เป็นบุคลิกที่ต่างจากตอนเป็นเด็ก เพราะแผลทางใจที่เกิดจากการตายของแม่ที่มีความฝันอยากให้ลูกได้เป็นคุณหมอ จึงส่งลูกเรียนพิเศษอยู่หลายปี แต่ด้วยแม่ก็ขับรถยนต์ไม่ได้จึงต้องใช้รถจักรยานยนต์ ขับให้ลูกซ้อนท้าย ไม่ว่าจะร้อนแค่ไหน หนาวแค่ไหน หรือฝนตกพายุเข้า ก็จะไปรับไปส่งลูกด้วยตัวเอง สองแม่ลูกรักกันมาก วายุจึงพยายามเพื่อทำตามฝันแม่ ทำให้แม่ที่อดทนเพื่อเขาได้ดีใจ แต่แล้วในวันที่เขาสอบได้ วันที่เขาโทร.มาบอกข่าวดีกับแม่ แม่แสดงความยินดีด้วย เขารีบกลับมาบ้าน แต่กลับพบว่าแม่เขาผูกคอตายไปแล้ว วายุถามตัวเองซ้ำๆ ว่าแม่ทำอย่างนั้นทำไม ก่อนจะมารู้ความจริงว่า เพราะมีผู้หญิงมาขู่แม่ว่าจะฟ้องพ่อเลี้ยงของเขาเรื่องผิดศีลธรรม เรียกร้องเงินหนึ่งล้านเพื่อจะไม่ทำให้พ่อเลี้ยงของเขาต้องถูกไล่ออกจากราชการ แม่เลือกที่จะตาย เพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด ถ้าไม่มีแม่ พ่อเลี้ยงก็ไม่ต้องถูกฟ้อง หลังแม่เสีย นับจากนั้นสายลมที่เคยอ่อนโยนก็ไปเปลี่ยนไป…

มุทิตา โอบอ้อม(มุตา) : หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ เธอเป็นเด็กกำพร้าที่ได้คนกวาดถนนสองสามีภรรยารับเลี้ยง สอนให้เป็นคนดี เธอมีนิสัยรั่วๆ เป็นที่รักของคนรอบตัว เป็นคนฉลาดแต่ด้วยบุคลิกทำให้คนไม่รู้จักคิดว่าโง่ เธอชอบช่วยเหลือคน มีจิตอาสา ตามพ่อแม่บุญธรรม ซึ่งพวกเขาตั้งใจจะส่งให้เธอได้เรียนพยาบาลอย่างที่ตั้งใจ แต่คนสามีก็มาประสบอุบัติเหตุ ป่วยติดเตียง เธอต้องเลิกเรียนพยาบาลมาดูแลผู้มีพระคุณ ต้องพาไปหาหมอ นั่นทำให้เธอได้ไอเดียงานใหม่ นั่นคือการให้บริการพาผู้สูงวัยหรือเด็กไปพบแพทย์ หรือเฝ้าไข้ให้ที่โรงพยาบาล ทำเสมือนเป็นญาติคนหนึ่งของผู้ป่วย ดูแลให้อย่างดีในฟิวส์ลูกของผู้สูงอายุ หรือฟิวส์แม่ของเด็กๆ ประหนึ่งคนในครอบครัว

E-book by Dek-D : https://novel.dek-d.com/ebook/16192/

บทที่ 1 (1)

+++

สิบกว่าปีก่อน…

“พี่ยุ…พี่ยุครับ ตื่นได้แล้วครับลูก”

เสียงเรียกอย่างอ่อนโยนมาพร้อมมือที่แตะแก้ม ทำให้เด็กหนุ่มที่หลับอยู่บนเตียงรู้สึกตัว ปรือตาขึ้นมองภาพแม่ที่มาปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือ ทำเหมือนกับทุกวัน แต่วันนี้มีอะไรต่างไป หลังยิ้มให้ลูกอย่างอ่อนโยน คนเป็นแม่ก็ไอโขลกๆ แต่เมื่อรู้ว่าลูกมองอยู่ก็รีบฝืนไว้ หันมาคุยด้วย

“อรุณสวัสดิ์นะครับพี่ยุ”

“แม่! ตื่นมาทำไมอีกเนี่ย” น้ำเสียงเรียกดูขรึม ผุดลุกขึ้นมาคว้าเอาเสื้อคลุมของเขาที่วางอยู่ข้างเตียงมาคลุมไหล่ให้แม่ แล้วยกมือแตะหน้าผาก “ตัวยังร้อนอยู่เลย พี่ยุบอกแล้วว่าแม่ไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกแล้วไง พี่ยุตื่นเองได้ แม่ไม่สบายอยู่นะ แม่กลับไปนอนเถอะครับ”

“แม่ไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกลูก แม่ตื่นเองแล้วนอนไม่หลับ เลยมาปลุกพี่ยุ แม่กลัวพี่ยุหลับเพลิน ไม่ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ” น้ำเสียงพูดไม่ได้จริงจัง ขณะมือก็เลื่อนไปปัดผมให้ลูกชาย แล้วทำท่าจะดึงเสื้อคลุมกลับไปห่มให้ลูก เมื่อรู้ว่าอากาศค่อนข้างเย็น “แม่ไม่หนาว ยุใส่เสื้อไว้เถอะลูก เดี๋ยวไม่สบาย”

“พี่ยุแข็งแรง แม่ห่วงตัวเองเถอะ กลับไปนอน เดี๋ยวพี่ยุไปส่ง”

“แม่ไม่นอนแล้วลูก แม่นอนไม่หลับ เดี๋ยวพี่ยุไปล้างหน้านะ แม่จะไปชงช็อกโกแลตร้อนๆ ให้นะ”

“ไม่ต้องเลย พี่ยุทำเอง แม่ไปนอน” เสียงดุใส่คนที่ขยับจะลุก แต่เมื่อเห็นสายตาของแม่ก็ใจอ่อน “ถ้าไม่กลับไปนอนก็นอนตรงนี้ นอนให้พี่ยุเห็น…นะครับ เดี๋ยวพี่ยุทำเอง ขอแค่แม่อย่าดื้อ นอนครับ”

ถึงตอนนี้คนเป็นแม่ก็ต้องยอมให้ลูกชายประคองให้นอน ห่มผ้าให้แล้วบอกให้แม่หลับตา

“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกนะครับ พี่ยุสัญญากับแม่ จะเป็นคุณหมอให้ได้ให้สมกับที่แม่พยายามเพื่อพี่ยุ” ถึงตอนนี้คนเป็นแม่ก็ยิ้มอย่างภูมิใจในลูกชาย “อ้อ วันนี้แม่ไม่ต้องไปส่งพี่ยุนะครับ”

“แล้วพี่ยุจะไปเรียนยังไงลูก”

“พี่ยุจะขี่มอไซค์ไปเองไง พี่ยุโตแล้วนะแม่ เพื่อนๆ ก็ขี่กันไปเองไม่ต้องให้แม่คอยไปส่งแล้ว”

“ไม่ได้! พี่ยุยังไม่มีใบขับขี่ วัยรุ่นใจร้อน แม่ไม่ยอมหรอก ยังไงแม่ก็ไปส่งพี่ยุ รอแม่ ถ้าพี่ยุไม่ฟังแม่จะโกรธ”

“แม่ครับ”

“ไม่ต้องมาอ้อน แม่มีพี่ยุคนเดียวนะ แม่ไม่ให้พี่ยุเสี่ยงหรอก แม่ไม่มั่นใจคนอื่น แล้วพี่ยุก็ยังเด็กไม่ต้องบอกว่าจะขับรถไปเรียนเอง รอให้โตกว่านี้ก่อน”

“เมื่อไหร่ครับ นี่พี่ยุก็สิบเจ็ดแล้วนะ”

“รอให้ยี่สิบก่อน หรือรอให้พี่ยุสอบหมอได้ก่อน แม่จะยอมให้พี่ยุขี่มอไซค์เอง แล้วอีกอย่างยุก็เรียนหนัก เกิดหลับในตอนขับมันจะอันตราย พี่ยุมีหน้าที่แค่เรียน ทุกอย่างแม่จัดการเอง แค่ขับรถรับส่งลูกชายคนเดียวของแม่ แม่ทำได้อยู่แล้ว”

ขับรถรับส่งที่ว่าคือขับรถจักรยานยนต์ไปกลับบ้านกับในเมืองไปกลับเกือบร้อยกิโลทุกวัน เพื่อรับส่งลูกชายกับโรงเรียนพิเศษ เพราะรถรับส่งหมดไปตั้งแต่หัวค่ำ ลูกที่เรียนดึกทุกวันจำต้องมีคนคนรับส่งลูก แม้ที่บ้านจะมีรถยนต์ของพ่อเลี้ยงอยู่ แต่คนอื่นใช้เสียส่วนใหญ่ บวกกับแม่ขับรถยนต์ไม่ได้จึงต้องใช้จักรยานยนต์รับส่งลูกชายมาตลอด

“เหนื่อยหน่อยนะลูก อดทนหน่อยนะ” อยู่ๆ แม่ที่ยิ้มอยู่ก็มองลูกอย่างเศร้าๆ น้ำตาคลอ “ถ้าพี่ยุอยู่กับพ่อ พี่ยุคงไม่ลำบากแบบนี้ แม่พาพี่ยุมาลำบากใช่มั้ยลูก แม่ขอโทษนะ”

พูดเรื่องนี้ทีไร แม่ก็จะแสดงอาการป่วยซึมเศร้าให้เห็น วายุจึงรีบเข้าไปปลอบ

“แม่ครับ มันไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย พี่ยุอยากอยู่กับแม่ ถ้าครอบครัวพ่อไม่เอาแม่ พี่ยุก็ไม่อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว พี่ยุจะอยู่ในที่ที่เขารักแม่ เหมือนที่นี่ไงครับ แม่บอกว่าลุงวุฒิรักแม่ แม่มีความสุข พี่ยุก็มีความสุขที่จะอยู่ที่นี่”

แม้แม่จะยิ้ม แต่วายุยังเห็นความเศร้าผ่านแววตาแม่

“แต่ถ้าแม่ทุกข์ แม่ไม่มีความสุข แม่บอกพี่ยุนะ พี่ยุไม่เรียนหมอก็ได้ เราไปอยู่ของเรา”

“ไม่ได้ พี่ยุต้องเรียนหมอ” น้ำเสียงแม่เด็ดขาดขึ้นมาทันที “ครอบครัวพ่อพี่ยุเป็นหมอทั้งบ้าน พี่ยุก็ต้องเป็นหมอนะลูก แม่จะทำให้พวกเขาเห็นว่า ต่อให้พี่ยุอยู่กับแม่ พี่ยุก็ไม่ได้ตกต่ำ…อย่าเอาแต่คุย ไปได้แล้วลูก ไปอ่านหนังสือนะ”

“ครับ”

วายุเห็นความเศร้าของคนเป็นแม่ เห็นปัญหาที่แม่แบกรับ เห็นว่าแม่ถูกพ่อเลี้ยงตำหนิเรื่องที่ใช้เวลาไปกับเขา รู้ว่าแม่พยายามปกปิดเรื่องนี้ไม่ให้เขารู้ ถึงเขารู้ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ รับรู้แค่สิ่งที่แม่อยากจะบอก

“แม่ครับ พี่ยุจะเป็นหมอให้ได้เพื่อแม่ แม่คือทุกอย่างของพี่ยุ ถ้าแม่รักพี่ยุ แม่ต้องรักตัวเองนะครับ ดูแลตัวเองให้แข็งแรง แล้วรอแสดงความยินดีกับพี่ยุได้เลย’

‘จ้ะ แม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึง…แม่รู้ว่าลูกชายของแม่ทำได้ พี่ยุของแม่จะต้องได้เป็นคุณหมอวายุ แล้วต้องเป็นกุมารแพทย์ด้วยนะ แม่อยากให้พี่ยุเป็นหมอรักษาเด็ก’

“ทำไมต้องกุมารแพทย์ครับ”

หลังคำถามคนเป็นแม่ไม่ได้ตอบ เพราะไอส่งผลให้ลูกชายต้องรีบไปหยิบยามาให้ แล้วลืมเรื่องนั้นไป แต่เขาก็ไปตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียน ให้สมกับที่แม่ทุ่มเทเวลาให้เขา ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ขับรถจักรยานยนต์ฝ่าแดด สายฝนและลมหนาววันละเกือบร้อยกิโล เพื่อรับส่งลูกชายปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งวันประกาศผลสอบ…

ในวันนั้นวายุอยู่นอกบ้าน เมื่อรู้ผลสอบเขาโทร.หาแม่ทันที

“แม่ครับ แม่…” เขาได้ยินเสียงสะอื้นของแม่ดังมา ทำให้รอยยิ้มหายไป “แม่เป็นอะไรครับ แม่ร้องไห้เหรอ”

“เปล่าจ้ะ พอดีแม่…หั่นหอมน่ะลูก แม่กำลังทำกับข้าว ผลสอบมารึยังลูก”

“มาแล้วครับ พี่ยุสอบได้แล้วนะแม่ ต่อไปนี้พี่ยุจะได้เรียนหมอแล้วนะ”

“จริงเหรอลูก พี่ยุสอบหมอได้เหรอลูก ไม่ได้หลอกแม่ใช่มั้ยลูก!”

“จริงครับ พี่ยุทำตามความฝันแม่ได้ขั้นหนึ่งแล้วนะ แม่ดีใจมั้ยครับ”

“ดีใจมากลูก แม่ดีใจอย่างที่สุด”

หลังคำพูดนั้นวายุก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงแม่ปล่อยโฮ ก่อนจะรู้ว่าแม่ร้องไห้เพราะดีใจ

“แม่ครับ พี่ยุจะตั้งใจเรียนนะ แม่รอนะครับ” เด็กหนุ่มบอกแม่ “แม่ไม่ต้องออกมารับพี่ยุนะครับ เดี๋ยววันนี้ครูโรจน์จะไปส่งพี่ยุ ครูโรจน์มีข่าวดีจะไปบอกแม่”

“พี่ยุได้ทุนใช่มั้ยลูก” คนเป็นแม่ถามออกมา “เขาให้ทุนพี่ยุใช่มั้ยลูก”

“ว้า เผลอบอกแม่ซะแล้ว ใช่แล้ว พี่ยุได้ทุนครับ เรียนฟรี มีเงินพิเศษให้ด้วย แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายแล้วนะครับ…แม่ครับ ครูโรจน์มาแล้ว เดี๋ยวเจอกันที่บ้านนะครับ ตอนนี้พี่ยุหิวมากเลย แม่ทำกับข้าวเผื่อยุกับครูโรจน์ด้วยนะครับ…แม่ครับ”

ต้องเรียกเมื่อเสียงคู่สายหายไป บวกกับมีเสียงเหมือนของตกดังแว่วเข้ามา

“เสียงอะไรครับแม่ ลุงวุฒิเรียกแม่เหรอ ทำไมเสียงดังอย่างนั้น แล้วอะไรตกแตกเหรอครับ”

“ไม่มีอะไรหรอกลูก ลุงวุฒิเขาทำของตกน่ะ งั้นแค่นี้ก่อนนะลูก”

“ครับ”

“พี่ยุ…” เสียงแม่เรียกทำให้คนจะวางสายรอฟัง “แม่รักพี่ยุนะลูก แม่ภูมิใจในตัวพี่ยุนะครับลูก จำไว้นะว่าแม่รักพี่ยุที่สุด ภูมิใจในตัวพี่ยุที่สุด”

“ครับ…แล้วเจอกันที่บ้านนะครับแม่ พี่ยุอยากกอดแม่ที่สุดเลย…ไว้เจอกันครับ”

วายุวางสายแล้วคิดว่าอยากกลับให้ถึงบ้าน อยากกลับไปกอดแม่ที่มีชีวิต แต่เขากลับได้กอดเพียงร่างไร้วิญญาณของแม่ เมื่อเขาลงจากรถที่มาส่ง วิ่งเข้าไปในบ้านที่มีรถกู้ภัยและรถโรงพยาบาลรวมถึงคนแปลกหน้ายืนอยู่เต็ม

พวกเขาห้อมล้อมใครคนหนึ่งที่นอนนิ่งบนพื้นไว้…

ใครคนหนึ่งที่เพียงแค่เห็นปลายเท้าเขาก็ตัวเย็นเฉียบ…

มีใครสักคนพูดขึ้นมาว่าแม่ของเขาผูกคอตาย ช่วยไว้ไม่ทัน…

ภาพแม่นอนตัวซีดกลายเป็นภาพติดตาของวายุนับจากนั้น ภาพที่เขาจะฝันถึงและสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานับสิบปี จากที่เขาเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ จนมาเป็นแพทย์แล้วหลายปี ก็ยังมีวันที่เขาหลับแล้วสะดุ้งตื่นกลางดึก ในสภาพที่ปวดหัวอย่างที่สุด ปวดจนผุดลุกขึ้นนั่ง ท่ามกลางความมืด…

“แม่…” เพ้อออกมาอย่างที่เคยเป็น “ทำไมแม่ทำอย่างนั้น ทำไมแม่ทิ้งยุ แม่ทิ้งพี่ยุของแม่ทำไม…ทำไมครับ”

เสียงพูดทำให้หญิงสาวที่นอนเปลือยอยู่บนเตียงเดียวกันรู้สึกตัวตื่น เธอเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียง เผยสภาพห้องหรูบนตึกสูง และผู้ชายเปลือยครึ่งท่อนที่นั่งกุมศีรษะตัวเองอยู่บนเตียงเดียวกับเธอ

“หมอ…”

คำเรียกและมือที่แตะแขนทำเอาอีกคนเกือบสะดุ้ง แต่มันก็ทำให้เขาได้สติ มองไปรอบตัว จึงรู้ว่านี่ไม่ใช่ห้องนอนของเขา แต่เป็นห้องของผู้หญิงที่เขาเจอในบาร์ เธอเข้ามาหาเขา พูดคุยกันแล้วจบลงที่นี่ มีความสัมพันธ์แบบวันไนท์สแตนด์ นี่ไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกและคนเดียว เพราะตลอดมาเขาใช้ชีวิตแบบนี้

“เป็นอะไรคะ หมอปวดหัวเหรอคะ” คนถูกถามไม่ตอบ แต่เลือกที่จะลุกจากเตียง หยิบเสื้อขึ้นมาใส่ “หมอจะกลับแล้วเหรอคะ ก่อนกลับขอเบอร์ติดต่อหมอได้มั้ยคะ”

ถามแล้วก็ใช้ผ้าห่อตัวเองลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์ เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกคนเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์หลังจากแต่งตัวเสร็จ การจับโทรศัพท์ทำให้อีกฝ่ายดีใจ คิดว่าจะได้อย่างที่ขอ แต่แล้วเธอก็ต้องผิดหวังเหมือนกับผู้หญิงหลายๆ คนที่เคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พวกเธออยากสานต่อความสัมพันธ์กลับผู้ชายมาดผู้ดี คนที่น่าประทับใจ ไม่อยากให้จบแค่ความสัมพันธ์คืนเดียว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้คิดอย่างนั้น

“ดีใจที่ได้เจอนะครับ”

วายุมักบอกบอกอย่างสุภาพ แต่มีความเย็นชาผ่านแววตาให้อีกคนสัมผัสได้ ว่าเขาพร้อมจะจากไปอย่างไร้เยื่อใยใดๆ กับพวกเธอ แม้จะอาลัยอย่างไร พวกเธอต่างรู้ว่าหมดหวัง เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้มีใจจะสานต่อ

“ลาก่อนครับ…”

คุยท้ายตอน : เรื่องนี้อาจจะเปิดมาดราม่าหน่อย แต่ส้มผักตั้งใจเขียนเป็นแนวฮีลหัวใจ ฟีลกู๊ดดด นะคะ ตามเอาใจช่วยหมอวายุด้วยนะคะ ถ้าชอบฝากคอมเมนต์ ขอหัวใจ กดเข้าชั้นติดตามด้วยนะคะ

บทที่ 1 (2)

+++

“ตาคำปองคะ คุณตาคำปองคะคุณพยาบาลเรียกแล้วค่ะ” เสียงร้องที่ดังกว่าเสียงประกาศของพยาบาล เรียกสายตาคนในโถงโรงพยาบาลหันไปมองที่ต้นเสียง เห็นหญิงสาวหน้าตาน่ารักยืนขึ้นท่ามกลางคนอื่นๆ ชี้นิ้วไปทางชายแก่ที่นั่งรอเรียกคิว แต่เพราะหูไม่ดี แกจึงยังคงนั่งเฉย กระทั่งหันไปตามสายตาคนอื่น “คิวลุงแล้วค่ะ”

“อ้อ…ขอบใจนะหนูมุตา วันนี้ก็ร่าเริงเหมือนเดิมเลยนะ”

“ยินดีค่ะ” ร้องบอกอย่างสดใสก่อนจะก้มลงคุยกับคุณยายที่นั่งอยู่บนรถเข็น “ยายอ้วนคะ รอตรงนี้ก่อนนะคะ ขอมุตาเข้าไปช่วยคุณตาคำปองคุยกับคุณหมอก่อนนะ เดี๋ยวมานะคะ”

“จ้ะ ไปช่วยแกหน่อย สงสารคุณหมอ ต้องตะโกนคุยกับคนหูไม่ดีอย่างตาคำปอง”

“มาค่ะ คุณตา มุตาประคองนะ” เดินเข้าไปหาพลางจะช่วย แต่อีกคนยกมือห้าม “โอ้ วันนี้จะบอกว่าแข็งแรงเดินเองไหวเหรอคะ จำได้ว่าใครนะอาทิตย์ก่อนยังเรียกใช้บริการมุตาอยู่เลย แข็งแรงขึ้นหน่อยก็ทำเก่งเหรอคะ”

“ก็ข้าหายแล้ว ไม่ต้องให้ใครช่วย”

“โอเคค่ะ รู้แล้ว มุตาไม่ได้ช่วยคุณตานะ มุตาช่วยคุณหมอ คุณหมอจะใช้เสียงตะเบ็งคุยกับคนไข้ทุกคนไม่ได้ กว่าจะหมดวัน คุณหมอเสียงแหบพอดี”

“ไม่เป็นไร วันนี้ข้าไม่ได้จ้างหนู ไม่ต้องมาดูแลข้าหรอก”

“ไม่จ้างก็ไม่เป็นไรค่ะ ถือว่าเป็นบริการพิเศษค่ะ” บอกพลางช่วยประคอง พาคุณตาเข้าไปพบกับคุณหมอ ทำหน้าที่เป็นเสมือนญาติของคนไข้ นั่นคืองานของเธอที่คนแก่หลายคนเคยใช้บริการ จังหวะนั่นเธอก็ได้ยินเสียงท้องคุณตาร้อง “หิวเหรอคะ ทนหน่อยนะคะ เจอคุณหมอก่อน เดี๋ยวไปเจาะเลือดแล้วค่อยกินนี่นะ”

นี่ที่มุทิตาบอกคือซาลาเปาและนมกล่องในกระเป๋าของเธอ ที่เปิดให้คุณตาดู ตอนแรกคุณตาทำท่าดีใจ ก่อนจะทำขรึมบอกว่าไม่หิว แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะรู้ทัน

“ฟรีค่ะ อันนี้เป็นของแถม ไม่คิดตังค์ค่ะ”

“ไม่ต้องมาทำเป็นจะให้ข้า หนูไม่ได้รวยขนาดนั้นซะหน่อย จะมาซื้อของกินให้ลูกค้า”

“จริงค่ะ แต่อันนี้ไม่ได้ซื้อนะ มุตาได้คนใจดีให้มาค่ะ ฟรีค่ะ”

จากนั้นหญิงสาวก็พาคุณลุงเข้าไปในห้องตรวจ โดยมีสายตาคนในบริเวณนั้นหลายคนเฝ้ามอง ต่างชื่นชมเอ็นดูเด็กสาววัยไม่ถึงยี่สิบห้า คนที่เคยมาแจกนามบัตรให้พวกเขาเมื่อปีก่อน บอกถึงบริการพิเศษที่เธอทำ นั่นคือบริการพาผู้สูงอายุหรือคนป่วยที่อยู่ลำพัง ไม่มีญาติพามาโรงพยาบาล ทำหน้าที่แทนญาติ ตั้งแต่ไปรับ พามาส่ง อยู่คุยกับคุณหมอ พาไปส่งบ้าน แม้แต่หาข้าวหาน้ำให้กิน แล้วก็คุยกับญาติของคนป่วย คอยประสานงานให้ทุกอย่าง

คนแก่หลายคนมีเงินจ้าง และยินดีจะให้เงินหญิงสาว แลกกับการบริการที่ดียิ่งกว่าลูกหลาน ด้วยหญิงสาวเป็นคนจิตใจดี คุยสนุก และหาเรื่องชวนคุยให้คนแก่ไม่เครียด เธอจึงได้ลูกค้ามากมาย จนบางครั้งก็คิวจองชนกัน มีวันนัดเดียวกัน โรงพยาบาลเดียวกัน พวกเขาก็แค่ให้ลูกหลานมาส่งที่โรงพยาบาล แล้วขอให้มุทิตาอยู่เป็นเพื่อน คอยดูแลไปรับยาให้ ฟังคุณหมอ รวมถึงบอกอาการต่างๆ ที่คนแก่ไม่สามารถสื่อสารกับหมอโดยตรงได้

‘ไม่เป็นไรค่ะ มุตาไม่ได้ช่วยอะไรเลย มุตาไม่รับหรอกค่ะ’

‘รับไปเถอะค่ะ’ ลูกของคุณตาที่เธอปฏิเสธเงินบอกหญิงสาว ‘แค่เป็นเพื่อนอยู่เป็นเพื่อนแม่ตอนไปโรงพยาบาลก็ขอบคุณมากแล้ว รับไว้เถอะนะคะ คราวหน้าพวกเราจะได้กล้าใช้บริการ นี่เป็นอาชีพของคุณ…ต่อไปก็ฝากดูแลแม่ด้วยนะคะ’

มีหลายคนพร้อมจะจ่ายให้เป็นค่าบริการ พวกเขามักเรียกใช้มุทิตาเสมอ จนหลังๆ หญิงสาวเริ่มหาเครือข่าย เป็นเพื่อนและคนรู้จักในระแวกบ้าน สอนให้รู้จักทำงานบริการ ใส่ใจ จากคนหนึ่งเพิ่มเป็นสองคน และตอนนี้ก็มีคนมาทำงานนี้กับเธอเกือบสิบคน โดยมุทิตาได้ตั้งชื่อ เครือข่ายนี้ของเธอว่า N'Muta Nurse Care หรือ น้องมุตาเนิร์สแคร์

หญิงสาวมีนามบัตรที่ใช้แจกให้ผู้ป่วยและญาติ รู้จักกันในวงแคบๆ ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านของเธอ ที่ตอนนี้ถูกจัดให้เป็นสำนักงานเล็กๆ ที่ให้บรรยากาศเหมือนครอบครัวใหญ่ บางครั้งคนป่วยที่กลับจากโรงพยาบาลแล้วยังไม่อยากกลับบ้าน ก็แวะมาอยู่ที่บ้านนี้ เพื่อพูดคุยกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน โดยมีพนักงานของน้องมุตาเนิร์สแคร์ให้การดูแล ทั้งจัดหาอาหารให้ คอยดูเรื่องหยูกยา ลูกหลานก็วางใจที่จะให้คนแก่ในบ้านพวกเขามาอยู่ที่นี่ เพราะมั่นใจในตัวมุทิตา ซึ่งเธอก็เลือกพนักงานให้มาทำงานอย่างดี ต้องรักในอาชีพดูแลลูกค้าเหมือนญาติจริงๆ

‘มุตาไม่ขออะไรกับทุกคน ขอแค่เมื่อรับงานแล้ว เราต้องทำตามคอนเซปของเรา ดูแลพวกเขาด้วยฟิวส์ลูกหลานแท้ๆ ถ้าลูกค้าเป็นเด็ก ก็ต้องดูแลเขาด้วยฟิวส์ลูกของเรา ใส่ใจพวกเขาประหนึ่งคนในครอบครัว’

มุทิตาไม่เพียงแต่บอก แต่ทำให้เห็น พนักงานในร้านจึงทำตาม แม้เป็นธุรกิจที่เพิ่งเกิดมาแค่ปีกว่า แต่พวกเขาก็สามารถอยู่ได้ด้วยอาชีพนี้ จากที่เป็นอาชีพเสริม หลายคนที่กลายเป็นรายได้หลัก ธุรกิจเริ่มขยายวงกว้างขึ้น น้องมุตาเนิร์สแคร์มีแฟนเพจ มีไอดีทางโซเชียลให้ติดต่อและมีหลายคนที่นำไปสร้างเป็นธุรกิจของตัวเอง ทำตามไม่น้อย

แต่เรื่องมาตรฐานก็คงยังไม่มีใครเทียบเท่าต้นตำรับ ที่เจ้าของบริษัทลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และคนแก่หลายคนก็เรียกร้องอยากเจอ ‘น้องมุตา’ ของพวกท่าน แค่ได้คุยด้วยก็มีความสุขแล้ว แต่ก็ใช่ว่าคนแก่ทุกคนจะมีลูกหลานดี มีเงิน ยังมีคนแก่ที่อยากได้รับบริการ แต่ก็ไม่มีเงินจ้าง อย่างที่คุณตาคำปองเป็น มุทิตาก็เข้าไปดู แกก็ปฏิเสธ เพราะเกรงใจ แต่หญิงสาวก็คอยช่วย แล้วรู้ว่าแกไม่ค่อยมีเงิน ก็คอยหาอาหารให้ จ่ายค่ายาให้หลอกแกว่ามีผู้ใหญ่ใจดีบริจาคมา

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” หญิงสาวพาคุณตากลับออกมา พร้อมกับส่งของกินให้ “คุณตาทานได้เลยค่ะ วันนี้คุณหมอยังไม่ให้เจาะเลือดนะ เดี๋ยวมุตาจะให้เด็กไปรับยาให้นะคะ”

คุณตาเหมือนจะหิวมากเมื่อได้ขนมก็กินใหญ่ หญิงสาวมองด้วยแววตาสงสารปนเอ็นดู ก่อนที่เธอจะกวักมือเรียก พนักงานในบริษัทที่มาดูแลคนแก่อีกคน เข้าไปกระซิบ

“ไปรับยาให้คุณตาด้วยนะ จ่ายค่ายาให้แกด้วย กลับมาบอกแกว่าฟรีนะ”

“แต่ว่ายาของคุณตา เป็นยานอกระบบ คราวก่อนพี่มุตาต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าสี่พันนะคะ แล้วคราวนี้…”

“ไม่เป็นไร พี่จ่ายได้” หญิงสาวบอกเหมือนทุกครั้ง “ก็เฉลี่ยกันไป ไว้ถ้าติดต่อลูกคุณตาด้วย ค่อยขอเบิก…”

“พี่มุตาก็รู้ว่าไม่มีทางได้” เด็กสาวบ่นกระปอดกระแปด “งั้นเดี๋ยวนิ่มช่วยจ่ายนะ ไม่ต้องปฏิเสธหรอกพี่มุตา นิ่มอยากช่วย วันก่อนนิ่มได้ทิปจากญาติป้าพรมาตั้งพันนึง เดี๋ยวนิ่มแบ่งให้ห้าร้อย”

“ขอบใจนะ”

มุทิตามีความสุขกับสิ่งที่ทำ หญิงสาวมองนิ่มเดินไปลับตาจึงได้หันมาหาตาคำปอง แค่เห็นแก่กินอย่างมีความสุข คุณยายอีกคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ส่งน้ำดื่มให้ เธอก็ยิ้มตาม แล้วก็หันไปได้ยินพยาบาลประกาศชื่อคนไข้ ซึ่งแน่นอนว่าเสียงคุณพยาบาลนั้นเบามาก เธอจึงต้องช่วย

“คุณตาณรงค์ค่ะ คุณตานั่นแหละค่ะ เร็วๆ เข้า มีญาติมามั้ยคะ ไม่มีเหรอ งั้นมุตาช่วยนะคะ”

บอกอย่างสดใสแล้วรีบจะไปพยุง แต่แล้วสายตาเธอก็หันไปเห็นใครบางคนที่เดินเข้ามา ใครบางคนที่ทำให้เธออึ้งเสมอ ใครบางคนที่โดดเด่น ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่เผลอมองตามเขา มีคนอีกหลายคนที่เดินผ่านเผลอที่จะมองตาม แต่เธอเป็นมากกว่าคนอื่น นั่นคืออึ้งเหมือนถูกคาถานะจังงัง มองตามและแทบจะเผลอเดินตาม

“หนูมุตา!” เสียงตาคำปองเรียกสติหญิงสาวกลับมา “ถ้าชอบคุณหมอวายุขนาดนั้น ก็จีบเลยสิ”

“จีบแล้ว” คุณตาอีกคนหันไปตอบคุณตาคำปอง คนอื่นก็พยักหน้าสนับสนุน “เดินตามไป แล้วก็ไปอ่อยด้วยนะ แต่คุณหมอไม่สน แกล้งทำผ้าเช็ดหน้าหล่นจะให้คุณหมอเก็บ คุณหมอก็เหยียบแล้วเดินผ่านด้วย”

“ใช่ๆ แกล้งเดินชน จนตัวเองล้ม คุณหมอก็แค่มองแล้วเดินผ่านเฉยเลย” อีกคนว่า “ผ่านมาจะเดือนแล้ว ยังไม่อยู่ในสายตาคุณหมอเลย นังหนูมุตาเนี่ย ท่าจะไม่ใช่สเปคคุณหมอวายุ คุณหมอน่าจะชอบแนวทรงโตๆ อวบๆ เซ็กซี่ๆ แน่ๆ เขาไม่ชอบเด็กกะโปโล”

“อย่างหนูมุตาไม่กะโปโลนะ จะยี่สิบห้าแล้วมั้ง แค่หน้าเด็ก เห็นเมื่อวันก่อนบ่นอยากหาลูกค้าเป็นเด็ก จะได้พาไปเจอหมอวายุ นังหนูนี่ดูซื่อๆ แต่เรื่องตามจีบผู้ชายมันก็พยายามไม่น้อยเลยนะ ข้านับถือน้ำใจมัน”

“จีบยังไงเป็นเดือนไม่ได้ แบบนี้เขาเรียกอะไรนะ หมอไม่แล หมาไม่มอง”

“สงสัยมันมัวแต่ทำงาน ดูสิ หัวมันก็ฟูมาก ปากก็ไม่ทาลิป หน้าก็ไม่แต่ง…แย่ๆ”

ถึงตอนนี้มุทิตาาก็ได้แต่มองไปทางกลุ่มคนแก่ช่างเม้าท์ ใช้สายตาพิฆาตมอง ยืนเท้าสะเอวใส่ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเธอ หันมาเจอก็หัวเราะเอิ๊กใส่อย่างอารมณ์ดี แถมมีคำพูดปลอบใจให้ได้เจ็บสำทับมาอีกว่า ‘ตัดใจเถอะ’ แล้วบางคนบอกจะแนะนำหลานให้

“ไม่เอา!” มุทิตาตั้งมั่นชัดเจน “มุตาล็อกเป้าไว้แล้ว ถ้ามุตาจะมีแฟน ต้องเป็นคุณหมอวายุเท่านั้น! พอค่ะ ห้ามเม้าท์เรื่องมุตาได้แล้ว ถ้าจะเม้าท์ก็รอให้มุตาไปก่อนได้มั้ย เม้าท์เผาขนแบบนี้เกินไปนะ…ไปค่ะลุงณรงค์ไปพบคุณหมอค่ะ!”

จากนั้นกลุ่มผู้ชรามีอายุก็ปิดปากตัวเอง รอจนคล้อยหลังหญิงสาวก็หันมาคุยกันต่อ

“ช่วยกันคิดหน่อย ทำยังไงจะให้นังหนูมุตาได้คุยกับหมอวายุ” หนึ่งในนั้นเปิดประเด็น “ใครมีหลานบ้างที่จะต้องพาไปหาหมอ หลานที่เป็นคนไข้ของหมอวายุ”

ทุกคนต่างส่ายหน้าดูจะหมดหวังกับมุกนี้ แต่กระนั้นทุกคนก็ยังตาเป็นประกาย

“ข้าสงสัย” คุณตาคำปองพูดขึ้น “มีใครรู้บ้าง นังหนูมุตาชอบอะไรในตัวหมอวายุ ข้าว่าไม่ใช่เพราะคุณหมอหล่อ รวยแน่ๆ เพราะมีคุณหมอคนอื่นมาขายขนมจีบ นังหนูมุตามันยังไม่แลเลย”

ทุกคนทำท่าอ้าปากจะตอบ แต่แล้วก็หันมองหน้ากัน เพราะต่างก็ดูจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมุทิตาติดใจอะไรในตัวคุณหมอวายุ คุณหมอคนใหม่ที่ย้ายเข้ามาช่วยงานแผนกเด็กเมื่อเดือนก่อน คุณหมอที่ทำให้มุทิตาเสียอาการ ตอนแรกก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไร หลังๆ โดนจับได้ก็ยอมรับดื้อๆ เพียงแต่ขอร้องว่า อย่าพูดดัง ถ้าคุณหมอรู้ตัวเธอก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

“งั้นหนูมุตากลับมาก็ถามสิว่าชอบอะไรในตัวหมอ” คุณตาคำปองเปิดประเด็น “ถ้านังหนูมันไม่ยอมบอก ก็ขู่มันว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคุณหมอ รับรองมันบอกเราแน่ๆ ว่าไปปิ๊งคุณหมอได้ยังไง…”

คุยท้ายตอน : ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ เรื่องแรกๆ อาจจะดราม่าบ้าง แต่เดี๋ยวส่งมุตามาสร้างความสดใสนะคะ

บทที่ 1 (3)

+++

ถ้าจะหาคำตอบว่ามิทุตาติดใจอะไรในตัววายุ คำตอบที่ได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน เมื่อครั้งที่โรงพยาบาลมีข่าวซุบซิบในหมู่สาวๆ พูดถึงคุณหมอหนุ่มหล่อวัยยี่สิบแปดที่เพิ่งเข้ามาทำงานในโรงพยาบาล บอกว่าเป็นหลานชายของผู้อำนวยการ ที่ถูกขอให้เข้ามาช่วยงานในแผนกผู้ป่วยเด็ก เพราะเชี่ยวชาญเรื่องการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับเด็ก

ตอนแรกที่ได้ยินข่าว ทุกคนคาดฝันว่าจะเป็นคุณหมอที่เข้าถึงง่าย ดูจิตใจดี เพราะนั่นคือคุณสมบัติแรกๆ ของผู้ที่จะทำงานกับเด็กได้ดี ยิ่งรู้ว่าเป็นคุณหมอหนุ่ม หน้าตาดีมาก ระดับเป็นดาราได้อย่างสบายๆ ตัวสูงกว่าร้อยแปดสิบห้า ผิวขาว ปากแดงโดยธรรมชาติ จนสาวๆ บางคนที่เจอตอนแรกเรียกว่าคุณชายหมอเสียด้วยซ้ำ เพราะบุคลิกมาดคุณชายชัดๆ

ทว่า พอเจอตัวจริง ทุกคนกับรู้สึกกลัว รู้สึกถึงสายตาที่พร้อมจะไล่ทุกคนที่เข้าหาให้ออกห่าง ปฏิเสธทุกไมตรีที่ทุกคนพยายามยื่นให้ มีการจัดงานต้อนรับก็ไม่ไปเสียอย่างนั้น บอกปฏิเสธว่าวุ่นวาย ของขวัญที่คนอื่นมอบให้ก็ไม่เอากลับ ทิ้งไว้อย่างนั้น คนเอ่ยทักทายก็แค่เงยหน้าขึ้นมามอง มากสุดก็แค่ตอบรับว่า ‘ครับ’ มันทำให้คนไม่กล้าทัก สื่อสารกันแค่เฉพาะเรื่องงาน ฉายาที่ได้รับหลังจากนั้นคือ คุณชายเย็นชา คุณชายจอมหยิ่ง

ภาพชินตาที่ทุกคนเห็นคือวายุมักจะอยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว นั่งอยู่คนเดียว สื่อสารกับคนอื่นแค่ที่จำเป็น แค่เรื่องงาน แล้วที่คนร่วมงานให้การยอมรับคือ ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่เก่ง ตั้งใจและใส่ใจคนไข้ เขาสามารถจดจำคนไข้รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับคนไข้ได้แทบจะเหมือนบันทึกใส่สมองไว้ และที่สำคัญคือต่อให้ตั้งการ์ดให้คนอื่นเข้าไม่ถึงตัว แต่พออยู่กับคนไข้ ชายหนุ่มสามารถทำให้เด็กๆ เข้าถึงได้ง่ายๆ

มันเป็นความทึ่งที่ผู้ชายยิ้มยาก เคร่งขรึม สามารถมีแววตาเปลี่ยนไปเมื่อย่อตัวลงคุยกับเด็กป่วยที่ไม่เอาใครนอกจากคนในครอบครัว ชายหนุ่มไม่เข้าถึงตัวเด็กในทันที เขาเพียงแค่รอให้เด็กหันไปมอง ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ชวนคุยเรื่องที่เด็กสนใจ ค่อยๆ เข้าหาอย่างใจเย็น มันคือภาพที่งดงามที่ทำให้คนร่วมงานด้วยยอมรับและประทับใจ

‘หนูจ้อบปานกยุง บ้านหนูมีเยอะเลย หนูให้จินหารเม็ดล้วย’

‘เหรอครับ หมอวายุก็ชอบปลานะ’

‘จิงเหยอคับ หมอจ้อบปาไรคับ’

‘ชอบปลาแซลมอล แม่หมอก็ชอบ’

‘แจวม่อนฉวยมั้ยคับ ตัวหญ่ายมั้ยคับ’

‘สวยนะ สีส้ม ตัวใหญ่มากเลย’ ระหว่างที่นั่งคุยกันก็ทำมือบอกขนาด ‘ตัวใหญ่กว่าน้องปิงปองเลยคับ’

‘ฮู้ย จุนหมอยุเลี้ยงร่ายไงคับ หญ่ายเยย’

‘หมอไม่ได้เลี้ยงครับ ไม่ได้ชอบเลี้ยง’ ยิ้มหวานให้เด็กน้อย ซึ่งยังพาซื่อ ในขณะที่คนอื่นแอบขำ เพราะรู้ว่าคุณหมอหมายถึงอะไร ‘หมอชอบกินคับ เนื้อปลาแซลมอนอร่อยมาก’

คราวนี้คนตัวน้อยอ้าปากค้าง เพราะคงกำลังจินตนาการคุณหมอวายุกำลังกินปลาแซลมอนแบบงับเนื้อปลา แล้วจินตนาการต่อถึงปลาหางนกยุงของตัวเองกิน ทำท่าจะร้องไห้โฮ คุณหมอก็ยิ้มกว้างให้

‘ล้อเล่นครับ’

‘ย้อเย้น เรื่องตลกๆ เหรอคับ’

‘ใช่แล้วครับ ที่โรงพยาบาลเราก็มีปลาหางนกยุงนะ ปิงปองอยากดูมั้ยครับ หมอมีอาหารเม็ดด้วยนะ เราไปให้อาหารปลากันมั้ย มีปลาอย่างอื่นด้วยนะครับ’ คนตัวน้อยพยักหน้า ‘งั้นให้หมออุ้มปิงปองไปนะครับ…โอเค ไหนขอหมออุ้มหน่อยนะครับ…ว้าว…ตัวหนักนะเนี่ย ปิงปองหนักกี่โลครับ’

‘ไม่ยู้คับ’

‘อยากรู้มั้ย’ คนตัวน้อยทำหน้าลังเล ‘หมอวายุหนัก 65 กิโลนะ อยากรู้จังปิงปองจะหนักเท่าหมอมั้ยนะ’

‘หนูอยากรู้จัง งั้นก่อนไปให้อาหารปลา เราไปชั่งน้ำหนักกันนะ หมอก็ไม่ได้ชั่งนานแล้ว อยากรู้จังหนักกี่โลนะ’

หลังจากนั้นคุณหมอวายุก็หลอกล่อให้เด็กตัวน้อยยอมชั่งน้ำหนัก ตรวจร่างกาย เจาะเลือดโดยที่เด็กให้ความร่วมมือ ใช้เวลาอยู่ด้วย ไม่นานนักภาพที่ทุกคนเห็นชินตาคือ เวลาคุณหมอเข้ามาในวอร์ดเด็กที่ป่วยเรื้อรังจะคุ้นเคยกับหมอ วิ่งเข้ามากอดขา ขอให้อุ้ม สร้างความประทับใจให้กับผู้ปกครอง เพื่อนร่วมงาน

หนึ่งในคนที่ประทับใจเวลาที่คุณหมอวายุทำงานคือมุทิตา ตอนแรกเธอแค่มองเขาอยู่ห่างๆ ประทับใจในแบบที่คนอื่นประทับใจ เห็นความตั้งใจ ความใส่ใจใจดีกับคนไข้ แต่ก็เท่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่าเขาพิเศษอะไร กระทั่งกลางดึกวันหนึ่ง ระหว่างที่เธอถูกลูกค้าเรียกให้ไปช่วยดูคุณยายอ้วนติดต่อไม่ได้ลูกหลานที่อยู่ไกลห่วง จึงขอให้เธอแวะไปดู ระหว่างทางกลับต้องผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ

‘ผู้ชายคนนี้?!!’

ความที่เป็นคนที่ค่อนข้างใส่ใจสิ่งรอบตัว ทำให้มุทิตาจำได้ว่าขาไปเธอก็สังเกตเห็นผู้ชายคนนี้ยืนอยู่ตรงนี้ ยืนเกาะขอบสะพานมองลงไปที่แม่น้ำ แต่ขาไปอยู่คนละฟากถนนทำให้ไม่มั่นใจนักว่าจะเป็นคนคนเดียวกัน แล้วอีกอย่างก็ผ่านมาเกือบชั่วโมง ต่อให้มาเดินเล่นก็คงไม่มีใครมายืนอยู่จุดเดิมเป็นเวลานาน

‘ผี?’ แวบแรกสมองคิดอย่างนั้น คิดว่าตัวเองจะโดนผีหลอก เพราะบ่อยครั้งที่มีข่าวว่ามีคนมาโดดสะพานแถวนี้เพื่อฆ่าตัวตาย แต่พอเพ่งมองดีๆ ก็เห็นว่าเป็นคน ‘อย่าบอกนะว่าฆ่าตัวตาย! เฮ้ย!’

จิตอาสาในตัวทำให้แทบจะเบรกรถหัวทิ่ม โชคดีที่ดึกมากไม่มีรถตามหลังมา เธอมองผ่านกระจกมองหลังยังเห็นผู้ชายตัวสูงแต่งตัวดียืนอยู่ตรงนั้น กวาดตาดูรอบๆ เห็นว่าไกลออกไปมีรถหรูดูแพงจอดอยู่ น่าจะเป็นรถของผู้ชายปริศนาคนนั้น คนที่เธอเห็นว่าเขาทำท่าจะปีนขึ้นไปบนราวสะพาน

‘อย่านะ!’

เธอแทบจะจอดรถไว้กลางถนน รีบพุ่งเข้าไปหาคนที่เธอคิดว่าเขากำลังจะกระโดดสะพาน ไม่รู้ว่าเขาลังเล หรือเธอเร็ว เธอทันคว้าแขนเขาไว้ แล้วพอเขาหันกลับมา จึงได้รู้ว่าเธอรู้จักผู้ชายคนนี้ แต่เธอไม่เคยเห็นเขาใกล้ขนาดนี้ ใกล้จนเห็นว่าเงาของเธออยู่ในแววตาของเขา แววตาที่เหมือนคนที่อยากร้องไห้ เจ็บปวด เดียวดาย เธอรู้สึกว่าความเจ็บปวดที่สะท้อนออกมาจากแววตาเขาทำให้เธอเหมือนถูกสะกด

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เธอมองสบตาผู้ชายคนนี้…

รู้แต่ว่ามันทำให้เธอรู้สึกจมดิ่ง…

ทำไมคนคนหนึ่งจึงได้มีแววตาเศร้าได้ขนาดนี้…

เศร้าจนใจหาย และเธอคงคิดว่าเขาจะฆ่าตัวตายจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะก้มเห็นสิ่งที่อยู่ในมือเขา ที่กำลังร้องเหมียว มันคือแมวตัวหนึ่ง แมวจรตัวอ้วนๆ น่าจะเป็นแมวท้อง แล้วสิ่งที่คิดได้ในเวลาต่อมาคือ ผู้ชายคนนี้ไม่ได้จะฆ่าตัวตาย แต่เขาอยู่ตรงนี้เพราะเห็นแมวตัวนี้ และกำลังพยายามช่วยมัน

‘ปล่อย ผมได้รึยัง…’

เสียงพูดด้วยไม่ได้ตวาด แต่ทำเอาเธอรีบปล่อยมือเขาแทบจะทันที เธอกำลังจะพูดอะไรออกไป แต่ถูกเสียงแตรรถทำให้สะดุ้ง เพิ่งรู้ตัวว่าจอดรถอยู่กลางถนน จึงรีบกลับไปเลื่อนรถ แต่เมื่อเธอหันกลับมา ก็ไม่พบคุณหมอวายุอยู่ตรงนั้นแล้ว เขาขับรถออกไปพร้อมกับแมวส้มตัวนั้น

ด้วยความสงสัยรุ่งเช้า เธอพยายามจะไปแสดงตัวต่อหน้าคุณหมอ อยากถามเรื่องเหตุการณ์เมื่อคืน อุตส่าห์หาเรื่องเพื่อที่จะได้เอ่ยทัก แต่คุณหมอก็เพียงแค่มองเธอเหมือนคนแปลกหน้า เหมือนไม่ได้เจอกันเมื่อคืน มองเธอด้วยแววตาที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าถาม แกล้งไปอยู่ตรงหน้าเขาหลายครั้ง ทั้งแกล้งเดินนำและทำผ้าเช็ดหน้าตก หวังว่าเขาจะร้องทักและหยิบให้ เขากลับเหยียบและเดินผ่าน ไปอยู่หัวมุมตึก พอเขาเดินมาก็พุ่งออกไปชน กลายเป็นเธอล้มก้นจ้ำเบ้า

‘เป็นไรมั้ย’ คำถามที่ทำให้เธอรู้สึกมีหวัง รีบยิ้มและส่ายหน้าเตรียมจะคุยด้วย แต่ก็ถูกตอกตะปูใส่อกด้วยคำพูดอีกฝ่าย ‘งั้นก็ลุกด้วย คุณขวางทางผมอยู่’

รู้สึกหน้าชาร้าวไปทั้งตัว กับน้ำเสียงและสีหน้าแววตาจองหองของอีกฝ่าย เธอรีบขยับลุกหลีกทางให้ผู้ชายที่เย็นชาอย่างที่สุด เธอไม่เชื่อว่าเขาจะจำเธอไม่ได้ แต่เขาก็ทำเหมือนไม่รู้จัก ไม่ได้สนใจใส่ใจเธอ ทั้งที่เธอมั่นใจว่าเขาเป็นคนความจำดี ไม่อย่างนั้นก็คงมาเป็นหมอไม่ได้ แถมเป็นหมอที่จำรายละเอียดของคนไข้ได้ดีขนาดนี้ ตีความเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเขาไม่ได้สนใจเธอ

ต่อให้คิดอย่างนั้น แต่มุทิตากลับไม่คิดจะล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าไปรู้จักกับวายุ เพราะเธอยังคงติดใจแววตาของเขาในวันนั้น แววตาของคนที่เจ็บปวดและต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน เธอคาใจและอยากรู้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น ทำไมวายุจึงได้มีแววตาแบบนั้น เธอจึงยังคงเฝ้ามองเขาอยู่ห่างๆ

การเฝ้ามองทำให้แอบเห็นว่าที่ท้ายรถเขา มีของใช้ของแมวที่วายุน่าจะไปซื้อมา ทั้งพวกทรายแมว อาหารแมวและเบาะนอน ของเล่น ซึ่งตีความเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า เขาน่าจะซื้อให้แมวตัวนั้นที่เขาช่วยไว้ มุทิตารู้ตัวว่าเธอค่อนข้างหมกมุ่นเรื่องของวายุ อยากรู้เรื่องของเขาถึงขั้นอยากแอบสะกดรอยตามไปบ้าน แต่ดึงสติตัวเองไว้ได้ทัน บวกกับงานค่อนข้างยุ่ง จึงได้แค่แอบมองเขาอยู่

จะเรียกว่าแอบมองก็ไม่ถูกนัก เพราะคนรอบตัวโดยเฉพาะทีมลูกค้าสูงวัย ต่างจับได้ว่าเธอแอบมองคุณหมอวายุอยู่ นั่นอาจรวมถึงพนักงานของบริษัทเล็กๆ ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องไม่ดีอะไร ต่างหยิบมาแซว มาแกล้งแหย่ ซึ่งตอนแรกเธอก็ปฏิเสธ แต่พอนานวันเข้าก็กลายเป็นยอมรับแบบทีเล่นทีจริงอย่างที่ปรากฏ

“หือ? คุณหมอวายุนี่นา”

หลังจากส่งลูกค้ากลับบ้าน มุทิตาก็เพิ่งมีโอกาสได้กินข้าวกลางวันตอนเกือบห้าโมงเย็น หญิงสาวแวะซื้อหมูย่างข้างทาง จึงเห็นว่ารถที่จอดอยู่ข้างหน้าคือรถที่คุ้นตาและเห็นเจ้าของรถเดินเข้าไปในร้านขายของสัตว์เลี้ยง เธอรีบแอบไปดู

“ซื้อนมแพะกับขวดนม? อย่าบอกนะว่าแม่ตัวนั้นมีลูก?”

โถพ่อคุณ เย็นชากับคนทั้งโลก ใจดีกับเด็กและสัตว์ยากไร้

นี่มันพ่อพระชัดๆ พ่อคนแสนดี

วาสนาใครหนอที่จะได้ผู้แบบนี้…

ทำไงจะได้คนแบบนี้มาเป็นแฟน…อยากได้แบบนี้! จะเอาแบบนี้!

แล้วมีอีกหลายอย่างที่วายุซื้อกลับขึ้นรถและขับออกไป ถึงตอนนี้มุทิตาก็ไม่รอช้า เธอรีบกลับขึ้นรถเพื่อขับตามออกไปในทันที เพราะวันนี้เธอว่างแล้ว ไม่มีลูกค้าให้ต้องตามไปดูแลต่อ

“หวังว่าวันนี้จะโชคดี รู้ว่าบ้านคุณหมออยู่ไหนนะ” นั่นคือสิ่งที่หมายมั่น ก่อนจะดึงสติตัวเองกลับมาได้ว่ากำลังทำเรื่องไม่ควรทำ กระนั้นก็ยังมีจิตมาร “ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่ตามไปดู ไม่ได้คิดร้ายซะหน่อย…เนอะมุตาเนอะ…ใช่ๆ ไม่ได้คิดร้ายก็ไม่ผิด ลุยเลยมุตา!”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...