โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สตรีอัปลักษณ์แห่งเมืองฉิง (มีโปรE-BOOK)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 ก.พ. 2567 เวลา 21.09 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2567 เวลา 21.09 น. • ฝนดาวตกคนคู่♊
หรือจะเป็นเวรกรรม! เกิดมามารดาก็ตายบิดาแต่งภรรยามีครอบครัวใหม่แล้วเลี้ยงนางทิ้งๆขว้างๆอดมื้อกินมื้อทำงานแลกข้าวเยี่ยงบ่าวไพร่ ตั้งแต่เกิดไม่เคยดูแลตัวเองพอโตขึ้น หน้าตาจึงอัปลักษณ์ที่ทุกคนต่างรังเกียจ

ข้อมูลเบื้องต้น

ไม่รู้เวรกรรมแต่ชาติปางใด!

หานฟางเหนียงบุตรีคนโตของท่านเจ้าเมืองฉิงกับภรรยารักสาวงามล่มเมืองที่เสียกะทันหันหลังคลอดนาง

จากนั้นไม่นานเขาก็แต่งงานกับสตรีคนใหม่เข้ามาในฐานะฮูหยินใหญ่แล้วคลอดบุตรสาวและบุตรชายให้กับเขา

เขาทั้งรักเชิดชูจนไม่เคยเหลียวแลและหลงลืมไปแล้วว่ายังมีบุตรีอีกคน

เด็กสาวผอมแห้งอดมื้อกินมื้อเนื้อตัวดำกระด่างใบหน้ามีสิวกระจนน่ารังเกียจ

คู่หมั้นที่หมั้นหมายกันตั้งแต่เกิดถอนหมั้นไปหมั้นกับน้องสาวต่างมารดาแทน

ชาวบ้านเมืองฉิงจึงขนานนามนางว่า สตรีอัปลักษณ์

บทที่ ๑ เด็กน้อยผู้แสนอาภัพ ภาคต้น

บทที่ ๑

เด็กน้อยผู้แสนอาภัพ ภาคต้น

"อุแว้ อุแว้"

"ทะ…ท่านเจ้าเมืองเจ้าคะ แย่แล้วเจ้าค่ะ ฮะ…ฮูหยินไม่หายใจเจ้าค่ะ"

"เจ้าหมายความว่าอันใด"หานจงหน้าถอดสีเป็นกังวลยืนตัวสั่นเทามองท่านหมอหญิงวัยชราของเมืองที่มาทำคลอดให้กับภรรยารักของเขา

"คะ…คือว่าฮูหยินมีอาการเสียเลือดมากและอ่อนเพลียจากการคลอดคุณหนู…"ท่านหมอเหงื่อตกก้มหน้าลงเอามือถูกันหวั่นใจจะพูดคำนั้นให้ท่านเจ้าเมืองได้ทราบ

"ไม่…ไม่จริง"ร่างสูงใหญ่ยืนทรงตัวไม่อยู่โอนเอนไปมาเพียงได้ยินแค่นั้นก็รู้แล้วว่าภรรยารักได้จากไปแล้ว สีหน้าบ่งบอกว่าเจ็บปวดทุกข์ระทมใจแตกสลายส่ายหน้าไปมาไม่กล้ายอมรับความจริงราวกับคนเสียสติ

"ท่านเจ้าเมือง คุณหนูเจ้าค่ะ"แม่นมชราอุ้มทารกในห่อผ้ามาให้ผู้เป็นบิดานางหวังว่าจะทำให้เขาเสียใจน้อยลงบ้างแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของเด็กน้อยแววตาคมก็เปลี่ยนไปพร้อมกับถ้อยคำที่ทำให้นางต้องรีบอุ้มคุณหนูออกห่าง

"เอาเด็กนี่ออกไปก่อนที่ข้าจะทำอะไรนาง"ใบหน้าหล่อขึ้งเคียดดวงตาแดงก่ำมองบุตรสาวแข็งกร้าวกัดฟันพูด

"จะ…เจ้าค่ะ"

แม่นมจางหญิงวัยชราที่ดูแลหานจงตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่มาเป็นท่านเจ้าเมืองฉิงเมืองเล็กๆแทนนายท่านบิดาของเขาที่เสียไปหลังมารดาเสียไปได้ไม่นานต่อมาเขาจึงได้ขึ้นมาเป็นท่านเจ้าเมืองได้ห้าปีแล้ว นางโอบอุ้มเด็กทารกที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่ถึงเค่อในอ้อมกอดเดินกลับเรือนนอนของนางภายความมืดสลัวเพื่อให้ห่างจากหานจงที่กำลังเสียใจที่ภรรยาสาวจากไปหลังคลอดคุณหนูเลยพาลโกรธทารกไปด้วย กลัวว่าเขาจะกระทำอะไรโดยไม่ยั่งคิด

คราแรกนางคิดว่าเขาเพียงเคืองเด็กน้อยเท่านั้นแล้วเมื่ออารมณ์เย็นลงเขาจะกลับมาสนใจคุณหนูตัวน้อยเนื่องจากนางเป็นคนเลี้ยงเขามาก็ย่อมรู้ดีว่าเขามิใช่คนใจร้าย แต่กลับไม่ใช่อย่างที่นางคิดเพราะยิ่งเวลาผ่านไปเขาก็ไม่ดูดำดูดีเด็กน้อยเลย แม้แต่ชื่อนางก็เป็นคนตั้งให้และยังยกให้นางเป็นผู้ดูแล แค่นั้นยังไม่พอเด็กน้อยอายุเพียงสองเดือนเขาก็แต่งสตรีคนใหม่เข้ามาในฐานะฮูหยินใหญ่ด้วย

เพียงหนึ่งเดือนฮูหยินคนใหม่ก็ได้ตั้งครรภ์และคลอดคุณหนูรองออกมาที่อายุห่างจากคุณหนูใหญ่หนึ่งปีและสองปีต่อมานางก็คลอดคุณชายน้อยอีกหนึ่งคนทำให้หานจงทั้งรักและหลงภรรยาผู้นี้กับบุตรทั้งสองมาก ผิดกับบุตรีคนโตที่อยู่อาศัยอยู่เรือนหลังเล็กท้ายจวนกับแม่นมที่ดูแลนางมาตลอด

"แม่นมท่านกลับมาแล้ว"หานฟางเหนียงวัยสามหนาวสวมชุดเสื้อกางเกงเนื้อหยาบสีเข้มยืนยิ้มกว้างสดใสรีบวิ่งเข้าไปหานาง

"แค่ก แค่ก วันนี้ข้าได้ปลาตัวโตมาข้าจะทำน้ำแกงให้คุณหนูใหญ่ทานนะเจ้าคะ"เสียงแหบแห้งของแม่นมจางเอ่ยกปลาตัวใหญ่ขึ้นให้เด็กสามหนาวดู

"ดีจังเลยเจ้าค่ะ แล้วยาของแม่นมเล่า"มือเล็กป้อมปรบมือถูกใจแววตาเป็นประกายดีใจก่อนจะมองมือเหี่ยวย่นอีกข้างที่ว่างเปล่า

"คุณหนูอย่าได้เป็นกังวลเลยเจ้าค่ะ ข้าเป็นเพียงโรคคนแก่เท่านั้นมิได้เป็นอันใดมาก แค่ก แค่ก"นางคลี่ยิ้มเอ็นดูเด็กน้อยแล้วยกมือขึ้นปิดปากไอ

"ก็ข้าเป็นห่วงนี่เจ้าคะ"แก้มขาวใสอมชมพูพองลมอย่างน่ารักจนคนมองอดยิ้มไม่ได้

"ข้ารู้เจ้าค่ะ วันนี้คุณหนูใหญ่จะช่วยข้าทำอาหารหรือไม่เจ้าคะ"นางเปลี่ยนเรื่องคุย ถึงหานฟางเหนียงจะยังเด็กอยู่แต่ก็เป็นเด็กฉลาดเพียงอายุเท่านี้แม่นมจางก็ได้สอนอ่านเขียนอักษร มารยาคุณหนูในห้องหอบ้างแล้ว

"ข้าจะช่วยท่านเจ้าค่ะ"สองสตรีต่างวัยเดินยิ้มร่าไปยังห้องครัวเล็กในเรือนเพื่อทำอาหารสำหรับเย็นนี้

ที่จริงแล้วในจวนก็มีโรงครัวใหญ่ที่บ่าวไพร่จะเอาเงินส่วนกลางไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารให้กับผู้เป็นนายทานก่อนแล้วพวกเขาค่อยกิน ถึงหานฟางเหนียงจะเป็นบุตรีของหานจงแต่นางก็มิได้รับความเท่าเทียมเหมือนเจ้านายคนอื่นๆจึงต้องกินของเหลืออย่างบ่าวไพร่ แม่นมจางจึงต้องนำเบี้ยหวัดที่สะสมอันน้อยนิดมาใช้ซื้อข้าวของดูแลหานฟางเหนียงตั้งแต่เกิด

บทที่ ๒ เด็กน้อยผู้แสนอาภัพ ภาคปลาย

บทที่ ๒

เด็กน้อยผู้แสนอาภัพ ภาคปลาย

หานฟางเหนียงนั่งเล่นอยู่คนเดียวรอแม่นมจางใต้ต้นไม้เหมือนทุกวันระหว่างที่หญิงชราไปทำงานภายในจวน ขณะเดียวกันดวงตากลมโตสดใสก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กป้อมของเด็กน้อยกำลังหัดเดินเตาะแตะก้าวไปทางศาลาริมน้ำโดยไม่มีสาวใช้ตาม นางที่กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับหานลี่ถิงน้องสาวต่างมารดาวัยสองหนาวด้วยความตกใจนางจึงรีบลุกขึ้นวิ่งไปกอดร่างเล็กไว้แน่นอย่างรวดเร็ว

"ไม่ได้นะถิงถิง"นางพูดบอกร่างเล็กกว่าด้วยความเป็นห่วง

"แง แง"เด็กน้อยดิ้นขัดขืนพยายามบิดกายออกจากอ้อมกอดร้องไห้งอแงเมื่อโดนขัดใจ

"เกิดอันใดขึ้น เอามือสกปรกของเจ้าออกจากลูกของข้าเดี๋ยวนี้"ซูเอินที่เป็นทั้งมารดาของหานลี่ถิงแล้วก็เป็นฮูหยินของจวนที่กำลังเลี้ยงบุตรชายคนเล็กวัยไม่กี่เดือนได้ยินเสียงร้องไห้ของบุตรสาวก็ตะลีตะลานรีบเดินออกมาหานางทันที แล้วก็พบว่าบุตรสาวอันเป็นที่รักกำลังถูกสัมผัสโดยหานฟางเหนียงเด็กที่นางชิงชัง ถึงกับโกรธเลือดขึ้นหน้ารีบเดินไปผลักเด็กน้อยออกจากบุตรี

"โอ๊ย ท่านแม่ข้าเจ็บเจ้าค่ะ"หานฟางเหนียงถูกผลักล้มนั่งลงกับพื้นดินน้ำตาคลอร้องเจ็บมองมารดาเลี้ยง

"ใครแม่ของเจ้า ข้ามีบุตรแค่สองคนเท่านั้น"นางจ้องเขม็งโกรธจัดปานจะกินเลือดกินเนื้อ

"….."เมื่อเด็กน้อยวัยสามหนาวได้ยินเช่นนั้นน้ำตาที่คลอรื้นล่วงหยดลงมาหยดแล้วหยดเล่าเบะปากกลั้นเสียงสะอื้น

"เจ้าเอานางไปขังไว้ในเล้าไก่ ข้าจะรอท่านเจ้าเมืองมาตัดสินโทษ"

"เจ้าค่ะ"

"ไม่นะเจ้าคะ ฮึก ฮึก"หานฟางเหนียงถูกฉุดกระชากลากถูด้วยมือหยาบกร้านของสาวใช้โดยบริเวณแผลถลอกที่โดนก้อนหินเล็กๆ บาดจนรู้สึกเจ็บแสบ

"อย่าขัดขืนให้เปลืองแรงดีกว่าเจ้าค่ะ นั่งเงียบๆ นะเจ้าคะ แหวะ"สาวใช้เหวี่ยงร่างเล็กให้นั่งลงบนฟางแห้งยกมือบีบจมูกเหม็นกลิ่นมูลไก่ในเล้า

"ฮึก ปล่อยข้าไปเถิดนะ"นางขอร้องอ้อนวอน

"ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ถ้าทำเช่นนั้นข้าก็ตายสิเจ้าคะ"นางมองเหยียดพูดเสียงแข็ง

"งั้นช่วยไปบอกแม่นมให้หน่อยได้หรือไม่"

"หึ ถึงบอกไปนางจะช่วยอะไรได้เจ้าคะ เฮ้อ ข้าจะบอกให้ถือว่าทำบุญก็ได้เจ้าค่ะ"

"….."จากนั้นประตูไม้ก็ปิดลง หานฟางเหนียงนั่งกอดเข่าก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อจนกระทั่งแม่นมจางเมื่อได้รู้ข่าวนางก็รีบมาหาทันที

"คุณหนูใหญ่ ฮึก"มือแห้งเหี่ยวจับไม้ระหว่างช่องประตูไม้ร้องไห้สงสารคุณหนูที่ตนเลี้ยงมากับมือ

"แม่นม ฮึก ข้าไม่ได้ทำอันใดเลยนะเจ้าคะ"นางรีบโผไปจับไม้ช่องประตูตรงหน้าหญิงชรา

"โธ่ คุณหนูของข้า ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ"มือเหี่ยวจับมือเล็กป้อมปลอบประโลมมองเนื้อตัวมอมแมมท่อนแขนที่เป็นแผลถลอกอย่างสงสาร

แม่นมชรานั่งเฝ้าเด็กน้อยอยู่หน้าประตูเล้าไก่ไม่ห่างจนยามเซินสาวใช้คนที่พาตัวหานฟางเหนียงมาขังก็เดินเข้ามาเปิดประตูเพื่อพาเด็กน้อยไปพบท่านเจ้าเมืองที่เพิ่งกลับเข้าจวนมา

"อี๋ เดินไปสิเจ้าคะ"สาวใช้เบะปากรังเกียจเหม็นเนื้อตัวเด็กน้อยที่มีกลิ่นมูลไก่ติดคละคลุ้งออกมาจนนางต้องใช้นิ้วจิ้มดันหลังเล็กให้ก้าวเดิน

"ทำอะไรของเจ้าน่ะ"แม่นมจางจับตัวเด็กน้อยเข้าหาตนโดยไม่รังเกียจมองค้อนสาวใช้

"ก็ข้าเหม็นนี่เจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นท่านแม่นมก็พาคุณหนูไปพบท่านเจ้าเมืองเองนะเจ้าคะ"พูดจบนางก็เดินนำไปห่างๆ

"อย่าได้สนใจเลยเจ้าค่ะ เราไปกันเถอะเจ้าค่ะ"หญิงชราจับมือเด็กน้อยเดินตามหลังไป

หานฟางเหนียงจับมือเหี่ยวย่นอบอุ่นของแม่นมจางที่นางรักเสมือนคนในครอบครัวเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ นางมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหรางดงามแปลกตาเนื่องจากนางไม่เคยได้ย่างกรายเข้ามาที่นี่เลย แล้วหยุดสายตาที่บุรุษร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อคมที่เป็นเจ้าของจวนและก็เป็นบิดาของนางด้วยกำลังนั่งเก้าอี้อุ้มบุตรชายหยอกล้อยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุขเก้าอี้ข้างๆ กันก็มีซูเอินนั่งกับหานลี่ถิงที่นั่งตักนางอยู่

เด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมสกปรกเศร้าสลดเพราะนางไม่เคยได้รับสัมผัสเช่นนี้จากผู้เป็นบิดาเลยแม้กระทั่งรอยยิ้มหรือสายตาอันอบอุ่นที่ใช้มองน้องๆ นางออกแรงบีบกระชับมือที่จับมือของหญิงชราทั้งสองหยุดยืนตรงหน้าพวกเขาเว้นระยะห่างพอสมควร พวกนางยืนรอไม่นานเจ้าของจวนที่กำลังเล่นกับบุตรชายอยู่อย่างเพลิดเพลินทำเหมือนพวกนางเป็นอากาศก็เริ่มเอ่ยโดยไม่ได้มองมาที่อีกฝ่ายเลย

"เรื่องมันเป็นมาอย่างไร"เสียงทุ้มติดเย็นชาเปล่งออกมา

"คะ…คือลูกเห็นถิง เห็นคุณหนูเดินไปทางศาลา…"เด็กน้อยตัวสั่นหวาดกลัวก้มหน้าค่อยๆ อธิบาย

"…ลูกกลัวว่าจะเกิดอันตรายจึงเข้าไปห้ามเจ้าค่ะ"

"แล้วตอนนั้นไม่มีผู้ใดตามไปดูแลนางหรือ"หานจงถามต่อขมวดคิ้วหันไปมองซูเอินตำหนิที่ดูแลลูกไม่ดี

"ไม่เจ้าค่ะ"หานฟางเหนียงตอบ

"จะ…เจ้าโกหก จะไม่มีได้อย่างไร"ซูเอินลนลานรีบพูดออกไปหลบสายตาผู้เป็นสามี ไปจ้องเขม็งสาวใช้ที่เป็นหลานสาววัยหกหนาวบุตรของพี่สาวที่นางให้มาดูแลบุตรีจนอีกฝ่ายต้องหลบตา

"คุณหนูใหญ่มิใช่คนเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ"แม่นมจางพูดช่วย

"หึ เจ้าจะไปรู้อะไร นางอาจจะริษยาถิงเอ๋อร์อยู่ก็ได้"ซูเอินแสยะยิ้มมุมปาก

"ท่านพูดว่าอันใดนะเจ้าคะ"แม่นมวัยชราโกรธ

"หรือไม่จริง"

"พอ หยุดได้แล้ว เฮ้อ ต่อไปนี้ข้าสั่งห้ามอย่าให้นางมาเดินเพ่นพ่านบริเวณแนวหน้าจวนอีก แม่นมจางท่านก็ช่วยดูนางด้วย"

"แต่ท่านเจ้าเมืองเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ก็มีสิทธิ์ที่จะเดินไปไหนมาไหนก็ได้นี่เจ้าคะ"

"แม่นมจางท่านรู้ใช่ไหมที่ข้าไว้หน้าท่านเพราะท่านเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ ข้าถึงได้ให้ท่านเลี้ยงดูเด็กนี่ไว้ทั้งที่ข้าไม่ต้องการ แล้วท่านจะยังต่อรองกับข้าอีกหรือ…"เขามองด้วยสายตาเย็นยะเยือก

"…ท่านพานางกลับไปเถอะ แยกย้ายกันไปพักผ่อน"

"เจ้าค่ะ"

"….."ขาเล็กป้อมก้าวเดินตามแม่นมไปอย่างเชื่องช้าดวงตากลมโตหันมองบิดาด้วยแววตาเศร้า

"แต่ท่านพี่เจ้าคะ…"ซูเอินไม่พอใจที่ผู้เป็นสามีปล่อยผ่านง่ายเกินไป

"ซูเอินข้ากลับมาเหนื่อยๆ ขอข้าพักก่อนได้หรือไม่"

"เจ้าค่ะ"นางกำมือแน่นมองสองสตรีต่างวัยที่ย่อกายคำนับแล้วเดินออกไปอย่างเจ็บใจ

และหนึ่งเดือนต่อมาแม่นมจางที่ร่างกายอ่อนแอป่วยจากโรคชราทำให้นางจากไปอย่างสงบ หานจงจึงฝังนางในบริเวณสุสานของตระกูลหานเพราะเขาก็นับถือนางเสมือนญาติผู้ใหญ่ ซึ่งที่ตั้งสุสานจะอยู่บนเขาแถวอารามนอกเมืองโดยใช้เวลาเดินทางร่วมสามชั่วยามซูเอินที่ไม่ชอบนางอยู่แล้วจึงขออยู่จวนดูแลบุตร

ส่วนหานฟางเหนียงอ้อนวอนขอบิดานั่งรถม้าตามเขาไปด้วยอยู่นานจนเขาอนุญาตทั้งที่นางเป็นแค่เด็กแต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยเอ่ยขออะไรเขาเลยนอกจากเรื่องนี้ โดยในวันนี้เด็กน้อยสวมอาภรณ์สีขาวแต่เพราะสวมใส่หลายครั้งแล้วตอนนี้สีจึงหมองจนดูไม่เหมือนสีขาวเลย ระหว่างเดินทางไปกลับพวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยหานจงเพียงนั่งหน้านิ่งปรายตามองนางที่เอาแต่มองนอกหน้าต่าง พอถึงจวนพวกเขาก็แยกย้ายกันไป

บทที่ ๓ เพื่อความอยู่รอด นางต้องอดทน

บทที่ ๓

เพื่อความอยู่รอด นางต้องอดทน

หลังจากที่แม่นมจางเสียไปตั้งแต่นั้นมาหานฟางเหนียงก็ไม่ค่อยออกจากเรือนเล็กท้ายจวนไปไหนจากที่มีนิสัยร่าเริงกลับนิ่งเงียบ วันๆหนึ่งนางจะทำความสะอาดเรือนเล็กๆน้อยๆอย่างที่เคยช่วยหญิงชราตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ส่วนมื้ออาหารนางจะไปขอที่โรงครัวเนื่องจากนางยังเด็กอยู่จึงก่อไฟหุงข้าวทำอาหารไม่เป็น อาหารที่นางจะได้รับก็มักจะเป็นข้าวก้นหม้อเม็ดแข็งๆเศษผัดผักหรือไม่ก็น้ำแกงที่เหลือเพียงน้ำ บางคราที่ไม่อิ่มนางก็จะดื่มน้ำตามไปมากๆ แต่นางก็ไม่เคยปริปากบ่นขอแค่ท้องอิ่มนอนหลับนางก็พอใจแล้ว

ในช่วงที่แม่นมยังอยู่นางมักจะถามถึงมารดาที่จากไปอยู่บ่อยครั้งและทุกครั้งนางจะได้รับคำตอบเหมือนเดิม ถึงมารดาของนางจะเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาและยังเป็นสตรีงดงามกว่าผู้ใดอ่อนหวานจิตใจดีทำให้บุรุษทั้งหลายรวมถึงหานจงพึงใจ นางเข้ามาเป็นฮูหยินได้ปีเดียวแต่ทุกคนกลับรักนางมาก แล้วยังบอกอีกว่าใบหน้าของเด็กน้อยนั้นงดงามคล้ายมารดาด้วยและบอกนางอย่าได้เกลียดชังบิดาถึงเขาจะเย็นชากับนางแต่ลึกๆแล้วเขารักนางมาก และนางก็เชื่ออย่างนั้น

วันนี้ช่วงเช้าหานฟางเหนียงมาที่โรงครัวเพื่อนำอาหารไปทานตามปกติ ระหว่างเดินกลับเรือนนางได้เดินสวนกับซูหนิงหลานสาววัยหกหนาวของซูเอินบุตรีของพี่สาวนาง ที่เดินมานำของว่างไปให้หานลี่ถิงแต่ส่วนใหญ่นางจะกินเองเพราะที่บ้านยากจน นางเหลียวมองร่างเล็กจนลับตามุมปากเด็กหกหนาวยกขึ้นแสยะยิ้มเหมือนเจอเรื่องสนุก

"นางมาทำอะไร"ซูหนิงเปล่งเสียงเรียบเชิดหน้าเย่อหยิ่งถามสาวใช้ในโรงครัวที่อายุเยอะกว่ามาก

"มาเอาอาหารเจ้าค่ะ"ถึงพวกนางจะไม่ชมชอบแต่เพราะเป็นหลานสาวของฮูหยินพวกนางจึงไม่กล้าขัด

"ผู้ใดอนุญาตกัน"นางมองตาขวาง

"เอ่อ…มิมีเจ้าค่ะ"พวกนางลนลานหันมองหน้ากัน

"เช่นนั้นต่อไปนี้อย่าได้ถือวิสาสะก่อนได้รับอนุญาต เข้าใจหรือไม่"

"เจ้าค่ะ"

"….."แล้วซูหนิงก็รีบเดินไปเรือนใหญ่เพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้กับซูเอินได้รับรู้

เดิมทีครอบครัวของซูเอินอาศัยอยู่แถบชนบทหลังพี่สาวแต่งออกไปบิดามารดาเสียซูเอินที่มีใบหน้ารูปร่างงดงามจึงเดินทางมาที่เมืองฉิง ถึงเมืองนี้จะเป็นเมืองเล็กๆแต่เนื่องจากติดกับแม่น้ำสายใหญ่จึงมีท่าเรือสำคัญสำหรับทางการค้าจึงมีผู้คนเดินขวักไขว่ นางเป็นคนทะนงตัวเย่อหยิ่งทะเยอทะยานอยากร่ำรวยจึงหวังจะได้แต่งกับบุรุษมีฐานะแล้วก็เป็นดั่งที่หวัง

พอพี่สาวของนางรู้ว่านางได้ดิบได้ดีก็รีบเข้าเมืองมาหาหวังจะให้บุตรีอยู่ที่นี่ภายภาคหน้านางจะได้แต่งกับบุรุษร่ำรวย ช่วงนั้นซูเอินที่เพิ่งคลอดหานลี่ถิงจึงรับนางไว้ให้เป็นสาวใช้ดูแลบุตรีของนาง

ช่วงยามอู่เด็กน้อยมารับอาหารตามเวลาแต่ครานี้สาวใช้ในโรงครัวปฏิเสธที่จะให้อาหารแก่นางและให้นางไปขอซูเอินก่อน

"พี่สาวท่านสงสารข้าเถิดนะเจ้าคะ"หานฟางเหนียงนั่งลงกับพื้นพูดวิงวอน

"มิได้หรอกเจ้าค่ะ ถ้าข้าทำเช่นนั้นข้าอาจโดนลงโทษได้เจ้าค่ะ"ใจจริงพวกนางก็สงสารแต่กลัวโดนโทษมากกว่า

"แล้วข้าต้องทำอย่างไรเล่าเจ้าคะ"

"เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ข้าว่าท่านลองไปขอฮูหยินดู นางคงไม่ใจร้ายกับท่านที่เป็นบุตรีของท่านเจ้าเมืองหรอกเจ้าค่ะ"

"งั้นข้าจะลองไปขอดูเจ้าค่ะ"นางนั่งคิดสักพักก่อนจะตัดสินใจไปหาซูเอิน

เด็กน้อยวัยสามหนาวเดินมาหยุดที่หน้าเรือนใหญ่แล้วแจ้งบ่าวไพร่ที่อยู่หน้าเรือนว่านางมาขอพบซูเอิน ซึ่งก่อนหน้าซูหนิงได้มาแจ้งซูเอินรับรู้แล้วนางจึงรู้ว่าเด็กน้อยมาเพื่อต้องการอะไร นางพยักหน้าแล้วปล่อยให้หานฟางเหนียงยืนรอที่หน้าเรือนนานสองนานจนปวดเมื่อยสองขาแต่ตัวนางกลับนั่งจิบชาอย่างสบายใจอยู่ในเรือน

ผ่านไปครึ่งชั่วยามร่างเล็กเริ่มอ่อนล้าหน้าซีดเพลียจากการตากแดดเสื้อผ้าเปียกชุ่มเหงื่อที่ผุดตามร่างกายท้องน้อยร้องหิวประท้วงมือป้อมกำทุบแข้งขาเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยก็ยังไม่เห็นร่างบางออกมาเสียที จนกระทั่งมีเสียงหวานเอ่ยขึ้นทำให้นางต้องเงยหน้าขึ้นไปมองฮูหยินของจวนกำลังยืนอยู่บนระเบียงเรือนตรงหน้า

"อ่า ข้านี่แย่จริงเชี่ยวลืมไปได้อย่างไรว่าคุณหนูใหญ่มารอขอพบ"ใบหน้างามฉายแววเสียใจ

"มะ…ไม่เป็นไรเจ้าค่ะข้ารอได้เจ้าค่ะ"นางยกหลังมือปาดเม็ดเหงื่อบริเวณกรอบหน้าเล็ก ถึงจะนึกแปลกใจที่ครานี้ซูเอินพูดดีด้วยแต่ก็รู้สึกดีไม่น้อย

"เฮ้อ เป็นเช่นนั้นข้าค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย…"มือบางยกทาบอก

"ที่มาหาข้าเช่นนี้คงจะมีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยใช่หรือไม่"

"เจ้าค่ะ คะ…คือว่าข้าไปโรงครัวเพื่อขอสำรับ แต่ซูหนิงให้มาขอท่านก่อนเจ้าค่ะ"เด็กน้อยก้มหน้าพูด

"งั้นหรือ เฮ้อ อาหนิงนะอาหนิงช่างน่าตีนัก"นางพูดเอ็ดหลานสาวแต่ในใจกลับกำลังชอบใจอยู่

"….."

"…แล้วเจ้ามีอะไรจะแลกเปลี่ยนเล่า"

"เจ้าคะ"เด็กน้อยเริ่มใจไม่ค่อยดี

"ก็เจ้าขออาหารมิใช่หรือ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าทำงานแลกคงจะดีไม่น้อย"นางแสยะยิ้ม

"หะ…ให้ข้าทำอันใดหรือเจ้าคะ"หานฟางเหนียงมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของสตรีตรงหน้าถึงจะไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรเพราะยังเด็กอยู่แต่ก็รู้สึกใจไม่ดีมากๆ

"ตอนนี้เจ้ายังเด็กอยู่ แค่ทำความสะอาดบริเวณเรือนในจวนเว้นเรือนใหญ่ก็พอ"ที่นางให้เว้นเรือนใหญ่ก็เพราะไม่อยากให้หานจงรู้เรื่องนี้ ถึงเขาจะไม่ดูดำดูดีหานฟางเหนียงแต่เขาคงไม่ชอบใจนักที่บุตรีทำงานเยี่ยงบ่าวไพร่

"ทำได้หรือไม่"

"ได้เจ้าค่ะ"ร่างเล็กตอบหนักแน่นเพื่อความอยู่รอด

"หึ ดีมาก"ซูเอินหัวเราะในลำคออย่างสะใจ

ตั้งแต่นั้นมาหานฟางเหนียงต้องตื่นยามเหม่าพร้อมบ่าวไพร่ในจวนโดยมีสาวใช้ของซูเอินมาปลุกและคอยประกบจับตาดูนางทำงานไม่ห่างทั้งปัดกวาดเช็ดถูในเรือนและบริเวณนอกเรือน ทำความสะอาดเล้าไก่ ดูแลสวนผัก แล้วพอนางโตขึ้นในวัยห้าหนาวนางก็เริ่มซักผ้าปักเย็บเสื้อผ้าและทำอาหารแต่ละวันกว่านางจะได้พักก็ถึงยามโหย่วหลังทานอาหารเสร็จอาบน้ำเข้านอน

ช่วงแรกนางปวดกล้ามเนื้อตามร่างกายเพราะไม่เคยทำงานหนักพอทำมาจนร่างกายเคยชินจากมือป้อมที่เคยนุ่มผิวกายที่เคยขาวเนียนเริ่มหยาบกร้านคล้ำดูสกปรกทั้งที่นางอาบน้ำขัดตัวทุกวันรูปร่างผอมแห้งตัวเล็กกว่าวัยเดียวกัน

วันนี้ขณะที่ร่างเล็กนำตะกร้าที่ใส่มูลไก่ที่ตากจนแห้งแล้วมาใส่ผักที่สวนท้ายจวนก็มีเสียงเล็กๆของเด็กสองคนพูดคุยกันเสียงดังเหมือนให้นางได้ยิน

"พี่ซูหนิงพี่ได้กลิ่นอะไรหรือไม่เหม็นยิ่งนัก แหวะ"

"จริงด้วยเจ้าค่ะคุณหนูรอง ช่างน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนักเจ้าค่ะ"

หานลี่ถิงกับซูหนิงคุยกันระหว่างเดินผ่านสวนผักที่หานฟางเหนียงกำลังตักมูลไก่ใส่ดิน มือของทั้งสองยกขึ้นบีบจมูกชำเลืองตามองเหยียด

ร่างเล็กชะงักมือเมื่อได้ยินเสียงพวกนางพูดก่อนจะใส่ปุ๋ยต่ออย่างไม่ใส่ใจรู้ทั้งรู้ว่าทั้งสองจงใจเดินมาก่อกวน เนื่องจากเป็นบริเวณท้ายจวนมีแค่เล้าไก่กับแปลงผักไม่มีอะไรให้น่ามาเดินเล่น และนางที่เป็นคนเงียบไม่ชอบตอบโต้เลือกที่จะปล่อยผ่านพวกนางจึงได้ใจยิ่งไปกว่านั้นมีซูเอินให้ท้ายอีก

"พี่ว่ามันเป็นกลิ่นอันใด ช่างเหม็นเน่ายิ่งกว่ามูลของไก่เสียอีก"

"ข้าคิดว่าน่าจะเป็นกลิ่นมูลไก่ปนกับกลิ่นคนไร้ค่าไม่มีผู้ใดต้องการเจ้าค่ะ หึ"

"จริงสิช่างน่าสมเพชนัก"

"คุณหนูเจ้าคะข้าว่าเรารีบกลับเรือนกันเถอะเจ้าค่ะ ข้ากลัวว่ากลิ่นเน่าๆมันจะติดอาภรณ์งามๆของท่าน"

"จริงด้วย เช่นนั้นข้าต้องรีบกลับไปชำระกายเสียแล้ว อ่อ พี่อย่าลืมนำอาภรณ์มาให้นางซักด้วยเล่า"

"เจ้าค่ะ"

"….."หลังพวกนางเดินจากไปหานฟางเหนียงถึงกับส่ายศีรษะถอนหายใจยาวๆที่บริเวณรอบกายได้เงียบสงบเสียที

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...