โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่อีกครั้งผมจะไม่เป็นของคุณ + ดวงใจราเชนทร์ มี E-book แล้ว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 พ.ค. 2567 เวลา 03.15 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2567 เวลา 03.15 น. • ชิวชิวอยากนอน
เสียงล้อรถแล่นมาด้วยความเร็วพร้อมกับร่างของผมที่ลอยละล่อง ในเสี้ยววินาทีนั้น…ผมเพียรอ้อนวอนขอโอกาสอีกครั้ง ทว่ายามลืมตาตื่นขึ้น ผมพบว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นของหายนะอีกครั้ง

ข้อมูลเบื้องต้น

หากแก้ไขอดีตได้ ผมจะเลือกเป็นแค่น้องชายบุญธรรม ทว่าด้วยความหลงพร้อมแรงผลักดัน ทำให้ผมวางแผนสารพัดจนได้มีความสัมพันธ์กับพี่ชายเพื่อให้ได้ตำแหน่งเมีย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ทำให้ชีวิตผมจบสิ้น

เสียงล้อรถแล่นมาด้วยความเร็วพร้อมกับร่างของผมที่ลอยละล่อง ในเสี้ยววินาทีนั้น…ผมเพียรอ้อนวอนขอโอกาสอีกครั้ง

เมื่อลืมตาตื่นขึ้น ผมพบว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อ ห้าปีที่แล้ว ทว่าภายในห้องเต็มไปด้วยรสเสน่หาแสนเร่าร้อน ร่างของผมกอดเกี่ยวเอวพี่ชายอย่างแนบแน่น และนั่นบ่งบอกว่าผมได้ย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นของหายนะอีกครั้ง

***

ใครชอบแนวพี่โบ้ พระเอกคลั่งรัก แนะนำเรื่ืองนี้เลย จบแฮปปี้

หมายเหตุ ตัวละครไม่ใช่พี่น้องกัน เนื่องจากพ่อแม่น้องมิเกลเสียชีวิต มารดาของพี่เชนจึงรับเลี้ยงน้องมิเกล ไม่มีฉาก NC นะ หากอยากอ่านแบบเต็มรูปแบบ ต้องเข้าไปอ่านใน E-book หรือ readAwrite

ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนด้วยการเข้ามาอ่านกดส่งหัวใจให้กำลังใจรวมถึงช่วยบอกต่อนิยายเรื่องนี้ให้ไรท์ชิวชิว

หากเพื่อนท่านไหนไม่ชอบกดปิดได้เลยนะ โปรดอย่าใช้คำรุนแรงทำร้ายกำลังใจกัน

นิยายเรื่องนี้เปิดให้อ่านฟรีแต่จะติดเหรียญล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่ 20 เป็นต้นไป ใครใจร้อนสอย E-book ก่อนได้เลย

ปล. นิยายเรื่องนี้มี E-book แล้ว กำลังจัดโปรโมชั่น แต่รอทีมงาน Meb อนุมัติ

นิยายเรื่องนี้มี 2 ภาค สามารถอ่านแยกเล่มหรือซื้อเป็นSet ได้เลย คลิกเข้าชมเพจไรท์

ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2538 (ฉบับเพิ่มเติม) ห้ามมิให้สแกนหรือคัดลอกเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเรื่องนี้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ย้อนเวลา

กลิ่นกายของอัลฟ่าดิบเถื่อนยิ่งกระตุ้นตัณหาให้แก่โอเมก้าอย่างผม เพราะความตั้งใจจึงปล่อยให้ตนเองฮีทเพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณอัลฟ่า…พี่ชายของผม ราเชน ครอสเวลเป็นอัลฟ่าสายพันธุ์ดีที่โดดเด่นทั้งร่างกายและสติปัญญา จนได้นั่งตำแหน่งประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ธุรกิจครอบคลุมทั้งโรงแรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า โกดัง ท่าเรือ กระจายอยู่ทั่วโลก

พี่ชายคงคาดไม่ถึงว่าจะถูกน้องชายอย่างผมวางเล่ห์กลใส่

ผมจ้องมองใบหน้าคมเข้มของพี่ชายด้วยความหลงใหล จมูกโด่งคมสันคิ้วสีน้ำตาลเข้มขมวดเป็นปม ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเข้มจัด ยามผมสอดมือเข้าไปลูบไล้แผ่นอกกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อดี รสสัมผัสยิ่งทำให้ริมฝีปากหนาได้รูปเม้มแน่นขึ้น

“ยาต้านฮีทอยู่ไหน” เขาพยายามพูดเสียงแข็ง ข่มอารมณ์ที่กำลังปะทุ

ผมได้แต่เว้าวอนให้เขาสัมผัส พลางเอื้อนเอ่ยคำว่า “พี่ชาย” ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา พยายามหลอกล่อให้เขาหลงใหล

ภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นกายของโอเมก้าที่กำลังฮีทส่งผลต่อความต้องการของอัลฟ่าหนุ่มได้อย่างเป็นอย่างดี แม้จะพยายามข่มกลั้นอารมณ์

แต่ด้วยแรงยั่วยุ ในที่สุดเขาก็คำรามลั่น ผลักผมไปยืนชิดกำแพง ก่อนจะกระชากเสื้อสีฟ้าอ่อนของผมจนขาดกระจุย คมเขี้ยวและริมฝีปากดุนดันขบกัดเรือนร่างแสนบอบบางของโอเมก้าด้วยความกระหาย . . .

คล้ายมีพายุโหมกระหน่ำ ภายในห้องเต็มไปด้วยความร้อนระอุหลายชั่วยาม สติของผมมืดดับลงทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของพี่เชน

********

ย้อนเวลา

เสียงล้อรถแล่นมาด้วยความเร็วพร้อมกับร่างของผมที่ลอยละล่อง

เสี้ยววินาทีนั้น…ผมเพียรอ้อนวอนขอโอกาสอีกครั้ง…หากย้อนเวลาได้ ผมจะไม่เดินซ้ำรอยเดิมเหมือนคนโง่งมอีกแล้ว

กลิ่นกามารมณ์คละคลุ้งไปทั่ว ผมนิ่วหน้ารู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย ทั้งอึดอัดไม่สบายตัว แขนขาไร้เรี่ยวแรง แม้แต่เสียงพูดยังแหบพร่า คราบน้ำเปรอะเปื้อนตามร่างกายเต็มไปด้วยความชื้นแฉะ

น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นข้างหู “มาต่อกันอีกรอบ”

ดวงตาเบิกกว้างมองใบหน้าคมเข้มเปี่ยมด้วยอารมณ์ใคร่อย่างตื่นตระหนก พยายามถอยกายออกห่างจนทำให้เขานิ่วหน้าไม่พอใจ

ผมพยายามข่มกลั้นอารมณ์ที่เริ่มปะทุจากการปลุกเร้า…เหตุการณ์ตรงหน้าเหมือนจะบอกว่า ตอนนี้ผมได้ย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นของหายนะอีกครั้ง…ห้าปีที่แล้ว

น่าเสียดายเหลือเกิน หากกลับมาเร็วกว่านี้ ผมจะยกเลิกแผนการชั่วร้าย ยอมเป็นน้องชายที่แสนดีต่อไป

ที่ผ่านมาพี่ชายก็ถือว่าดูแลผมดี ทั้งให้ที่พักพิงและส่งเสียให้ผมได้ศึกษาเล่าเรียนในสถาบันออกแบบชื่อดังระดับโลก ปีหน้าก็จะจบการศึกษาแล้ว หากผมไม่หูเบามัวเมาอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง…ชีวิตจะดีขนาดไหนกันนะ

ยังไงมันก็ดีกว่าการโดนพี่ชายตราหน้าว่าทำตัวแพศยา เลี้ยงไม่เชื่องเหมือนงูเห่า สร้างแต่ความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูลเป็นแน่ แถมตอนนั้นแทนที่ผมจะพยายามทำตัวให้ดีขึ้น กลับหูเบาหลงเชื่อคนผิด ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกสมเพชความโง่งมของตัวเอง…น้ำตาคลอดวงตาสีเขียวมรกตราวกับอัญมณี ล้อมด้วยแพขนตางอนยาวราวกับตุ๊กตา ริมฝีปากบางเม้มแน่นข่มความขมปร่าในใจ

พี่ชายไม่ทันสังเกตอาการที่แปลกไปของผม กลิ่นหอมเย้ายวนของอัลฟ่าผสมกับอาการฮีทที่รุนแรง ร่างกายผมร้อนผ่าวขึ้นอีกครั้ง ภายในใจปรารถนาสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดวงตาเริ่มหลุดโฟกัสเคลิบเคลิ้ม

ชาติก่อนผมหลอกตัวเองว่าพี่ชายมีใจให้ผม ยามถูกโอบกอดด้วยอ้อมแขนแข็งแกร่งและอบอุ่น

"อา…มิเกล…" น้ำเสียงแหบพร่าดังข้างหู

ร่างบางถูกจับพลิกไปมา สติค่อยๆ พร่าเลือนและถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณของร่างกาย

“ไม่…ไหว…แล้ว…ฮือ…”

“แฮ่ก…พี่…” ผมพยายามตั้งสติ

“ยา…ใน…ลิ้น..ชั”

“อึ่ก…ย…า" ผมพยายามเปล่งเสียง

ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเป็นประกาย มองสำรวจใบหน้าหวานอย่างจริงจัง

"ลิ้น…ชัก”

ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ มองสบดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลทรงเสน่ห์คู่นั้น ถอนหายใจโล่งอกเมื่อพี่ชายยอมเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง เปิดลิ้นชักจนในที่สุดก็ได้ของที่ต้องการ

ผมกัดฟันแน่นพยายามข่มอารมณ์ที่พลุกพล่าน ก่อนจะยื่นแขนให้พี่ชายฉีดยาได้ง่ายขึ้น

เจ็บเหมือนมดกัด ทันใดนั้นร่างกายรู้สึกวูบวาบสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ราวกับโดนสาดน้ำร้อนแล้วตามด้วยน้ำเย็นกะทันหัน

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ดึงแขนกลับ ก่อนที่พี่ชายจะฉีดยาเข็มที่สอง

“อย่าเพิ่ง…ผมยังไม่อยากหลับ…อยากคุยกับ…พี่ก่อน”

คิ้วสีน้ำตาลเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลจ้องมองมาจนแทบจะแทงทะลุถึงหัวใจ

“หึ! อยากได้อะไรล่ะ…ฐานะ…เงิน…”

“ผมอยาก…”

พี่ชายแสยะยิ้มรอฟังคำขอด้วยแววตาหยามเหยียดไม่ต่างจากชาติที่แล้ว ตอนนั้นผมเรียกร้องอยากได้ฐานะเมียจากเขา แต่ก็ได้เป็นแค่เมียรองเท่านั้น ส่วนตำแหน่งเมียหลัก…เขาจะเก็บให้คู่ชะตาชีวิตเท่านั้น

ผมหลับตาข่มความเจ็บปวดภายในใจเมื่อนึกถึงอดีต

“ผม…อยากให้พี่ลืม…เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้”

เขาหุบยิ้มก่อนยืนกอดอก หรี่ตาค้นหาหางจิ้งจอกของผมว่าจะโผล่ออกมาเมื่อไหร่

“ฉลาดดี…จะใช้แผนแกล้งปล่อยเพื่อจับงั้นเหรอ” ริมฝีปากหนาเหยียดยิ้ม

ผมได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถ้าเป็นชาติก่อน…ก็ไม่แน่ แต่ผมตั้งใจแล้วว่าจะไม่ยุ่งเรื่องความรัก จะมีชีวิตเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่านั้น ผมจะไม่ให้ใจใครอีกแล้ว คนเราเจ็บแล้วต้องจำ ถ้าทำผิดซ้ำ ผมก็โง่ยิ่งกว่าควาย

“ผมพลาดไปแล้ว หวังว่าพี่ชายจะยอมให้อภัย”

เขาแสยะยิ้ม “เธอไม่รู้สึกอะไรกับฉันแล้วอย่างนั้นเหรอ”

ผมมองสบดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลน่าหลงใหลคู่นั้นด้วยอารมณ์ที่นิ่งสงบขึ้น ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่นและจริงจัง

“ผมชอบพี่” บางทีคำพูดนี้อาจสะกิดใจเขา ดวงตาสวยคู่นั้นเป็นประกายสั่นไหว เพียงชั่วพริบตาก่อนจะสงบนิ่ง

“ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าพี่ชายไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับผม หากพี่ต้องเกลียดผมเพราะเรื่องนี้ สู้ให้ผมตัดใจจากพี่ดีกว่า อย่างน้อยพี่ก็จะได้ไม่รู้สึกแย่ที่ต้องเสียเวลามาดูแลตัวภาระอย่างผม”

เขายังคงมองผมนิ่ง ราวกับจะสแกนสิ่งที่อยู่ภายในใจ

“ขอเวลาผมหาที่พักใหม่อีกหนึ่งอาทิตย์ แล้วจะย้ายออกทันที” ดวงตาทั้งสองข้างแดงระเรื่อ

ผมพยายามกลั้นน้ำตาด้วยการหันหน้าไปอีกทางเพื่อหลบสายตาคู่นั้น

“ไม่จำเป็น…เรียนให้จบแล้วค่อยคิดเรื่องย้ายออก”

“แต่ว่า…” ผมกล่าวแย้ง

เขาเพียงจับแขนของผม ฉีดยาเข็มที่สองพลางเอ่ยเบาๆ “หลับได้แล้ว…”

ผมเบี่ยงหน้าแอบปาดน้ำตาก่อนล้มตัวลงนอน มือดึงผ้าห่มมาคลุมจนถึงศีรษะ พยายามกลั้นเสียงสะอื้น ขณะที่เสียงฝีเท้าที่ห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูปิดสนิท

สภาพจิตใจที่แสนอ่อนแอ แต่พยายามข่มกลั้นน้ำตา ได้ยินเพียงเสียงสะอึกสะอื้นในลำคอ จนกระทั่งยาออกฤทธิ์ทำให้ผล็อยหลับไปในที่สุด

ปล. ฉากนี้ถูกปรับเพื่อให้เหมาะกับนักอ่านทั่วไปน้า ไม่เหมือนใน E-book ขอรวมบทที่1-2 มาไว้ในตอนนี้น้า

หลบหน้า

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมพยายามหลบหน้าพี่ชาย แม้ตารางเรียนจะเริ่มตอนสิบโมงเช้า ผมก็รีบออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเช้า ปกติพี่ชายจะลงมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ดื่มกาแฟประมาณเจ็ดโมง

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมอาจจะงอแง ขอติดรถพี่ชายไปมหาวิทยาลัยด้วยเป็นบางครั้ง ความละอายใจครั้งนั้นทำให้ไม่อยากเห็นสายตาผิดหวัง ดูถูกเหยียดหยามจากเขา เลยต้องหนีมาทำใจก่อน ผมอยากใช้โอกาสในการกลับมามีชีวิตอีกครั้ง กอบกู้ความมั่นใจในตัวเอง อยากลบล้างความผิดหวังในใจพี่ชาย ผมจะเป็นน้องชายที่ดีไม่สร้างปัญหาอีกแล้ว

ผมปั่นจักรยานได้สักยี่สิบนาทีก็ถึงมหาวิทยาลัยวอร์ลอค ที่นี่โด่งดังเรื่องงานออกแบบ มีสาขาออกแบบมากมาย อาทิเช่น งานออกแบบเสื้อผ้า งานตกแต่งภายใน งานเฟอร์นิเจอร์ และงานเครื่องประดับ เป็นต้น

สาขาที่ผมเลือกเรียนคือ งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์…ผมชอบงานไม้ ตอนเด็กผมมองว่าคนทำงานไม้ โคตรเท่เลย แถมเครื่องไม้เครื่องมือก็เยอะแยะหลากหลายน่าเล่นมาก พอมาทำจริงก็เหนื่อยสุดๆ แต่มีความสุขมาก ผมชอบร่างภาพออกแบบในสมุด ชอบความรู้สึกที่เกิดขึ้นยามวัดขนาด ตัดแผ่นไม้ ไสไม้ ขึ้นรูปประกอบตามแบบที่วางไว้ แม้ผลงานชิ้นแรกจะไม่ดีมากนัก แต่มันคือความภูมิใจที่ผมไม่เคยลืม

คะแนนก็ไม่ธรรมดาเลยนะ ผมได้ A ผสม B+ ส่วน C, D, F ไม่มีโอกาสมาย่างกรายในใบเกรตของผมอย่างแน่นอน ถ้าไม่ทิ้งเรื่องเรียนกลางคันเพื่อจับพี่ชายแบบนั้น…

ชาตินี้ผมจะเอาทุน เอาเกียรตินิยม เอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพลาดในชาติก่อน สะกดจิตตัวเองทุกวันพลางท่องคำว่า ‘มิเกล…นายทำได้ ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น จงเชื่อมั่นในตัวเอง’

ตอนนี้สภาพร่างกายและจิตใจผมดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ร่องรอยตามร่างกายก็จางจนแทบมองไม่เห็น ต้องขอบคุณปลอกคอหนังป้องกันอัลฟ่ากัดโอเมก้า ที่พี่ชายผมสวมให้ตั้งแต่รู้ว่าผมเป็นโอเมก้า แถมคนที่ถอดปลอกคอนี้ได้…มีแค่พี่ชายเท่านั้น

หากพี่ชายกัดคอผมเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เหตุการณ์คืนนั้นสะท้อนให้เห็นแล้วว่าพี่ชายรู้สึกอย่างไร เขาไม่ได้ชอบผมแม้แต่นิดเดียว น่าสมเพชที่ตอนนั้นละเมอวาดฝันไว้สวยหรู

แต่ก็ดีแล้ว…หากโอเมก้าโดนอัลฟ่าทำสัญลักษณ์จะไม่สามารถมีคู่อัลฟ่าได้อีก ขณะที่อัลฟ่าคนหนึ่งสามารถผูกสัมพันธ์ได้หลายคน

โอเมก้าอย่างผมหากพลาดไปแล้ว ไม่อาจแก้ไขได้จนกว่าจะผลิตเทคโนโลยีมาลบล้างพันธะนี้ ต้องทนทุกข์ทรมานแบบนั้น สู้ไม่ผูกสัมพันธ์กับใครเลยดีที่สุด

เหม่อลอยนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่ทันสังเกตชายร่างสันทัดที่กระโจนเข้ามาโอบกอดจากด้านหลัง

“มิเกล…ไม่สบายเหรอ นายหายหน้าไปหลายวันเลยนะ” เพื่อนผมชื่อริคเก้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ทักทายเสียงใสพร้อมเอนร่างหนักทับจนแทบล้มตกเก้าอี้ ผมเลยดึงหูหมอนั่นเบาๆ

“อือ ป่วยนิดหน่อยอ่ะ”

“รีบเอาไปลอกเลย ทั้งการบ้านรายงานที่ต้องส่งเช้านี้ด้วย รีบทำซะ” เพื่อนตัวดีเปิดกระเป๋าแล้ววางสมุดโน้ตตรงหน้า

ผมยิ้มกว้างโอบกอดอีกฝ่าย “รักนายที่สุดเลย ขอบใจมากนะ ฉันแวะซื้อขนมปังตอนเช้า นายชอบชิ้นไหนก็หยิบกินได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

มือเรียวดันถุงขนมไปให้เพื่อนรัก ก่อนจะเริ่มหยิบสมุดออกมาลอกข้อมูลอย่างรวดเร็วแข่งกับเวลา มือข้างหนึ่งขีดเขียน อีกข้างก็หยิบขนมปังใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ

ผมนั่งลอกการบ้านทำรายงานที่คั่งค้างอยู่จนเสร็จ ก็ถึงเวลาเข้าห้องเรียนพอดี ผมเดินกอดคอริคเก้ไปในห้องประชุมใหญ่ วันนี้มีนักศึกษาร้อยกว่าคนลงเรียนวิชานี้ ผมและเพื่อนรักเลือกนั่งเก้าอี้ด้านหน้าฝั่งขวามือ วิชานี้เป็นการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ผมชอบที่สุด

ชายกลางคนใบหน้าอวบอูมล้อมด้วยเคราสีน้ำตาลแดงเดินเข้ามาในห้องเรียน คือศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ดที่มีชื่อเสียงในวงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์

ท่านมีผลงานออกแบบให้กับแบรนด์ดังระดับโลกมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน แถมยังใช้วิธีการสอนที่สนุก เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อเลยสักนิด

น้ำเสียงใจดีเอื้อนเอ่ยเริ่มหัวข้อวันนี้ทันที

“นักศึกษาทุกคนเตรียมกระดาษปากกาขึ้นมา ผมจะให้เวลาพวกคุณห้านาที เขียนชื่อสิ่งที่มนุษย์สามารถใช้นั่งได้ พร้อมนะ สาม…สอง…หนึ่ง เริ่มจับเวลา!”

เขากดนาฬิกาจับเวลาก่อนจะเดินไปตามโต๊ะนักศึกษาพลางยิ้มกว้าง เมื่อเห็นนักศึกษาหลายคนเกาหัวแกรกๆ คิดอะไรไม่ออก เขียนออกมาได้แค่สองสามชื่อก็วางปากกาลง

ผิดกับเด็กหนุ่มหน้าหวานราวกับตุ๊กตาญี่ปุ่นที่กำลังก้มหน้าขีดเขียน มือเรียวเล็กขยับไปมาไม่หยุด เขาจึงลองเดินไปดูแผ่นกระดาษคำตอบนั้น ยิ้มกว้างพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเดินไปดูกระดาษคำตอบของนักศึกษาคนอื่นต่อไป

“หมดเวลาแล้ว ทุกคนวางปากกา”

เสียงโหวกเหวกดังขึ้นทันที

“นายได้กี่ข้อ”

“ฉันได้แค่สามชื่อ นึกไม่ออก เขียนได้แค่เก้าอี้ โซฟา ตั่ง”

“เขียนเหมือนกันเลย แต่ฉันใส่เก้าอี้สนามลงไปด้วย”

“เอาล่ะ นักศึกษาเงียบก่อน…ใครเขียนได้ไม่ถึงสิบชื่อ…ยกมือขึ้น” ศาสตราจารย์เอ่ยถาม พยักหน้ามองมือของนักศึกษาที่ยกขึ้นประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งห้อง

“เอามือลง ผมขอถามใหม่…ใครได้เกินสิบชื่อบ้าง ยกมือขึ้น” ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือค่อยๆ ชูมือขึ้น

“คราวนี้…คนที่ได้ไม่ถึงยี่สิบชื่อ…ลดมือลง” เหลือแค่สิบห้าคนที่ยกมือ

“คนที่ได้ไม่ถึงสามสิบชื่อ…ลดมือลง” เหลือนักศึกษาแค่เจ็ดคนเท่านั้น

“คนที่ได้ไม่ถึงสี่สิบชื่อ…ลดมือลง” เหลือนักศึกษาแค่สองคนในห้อง ซึ่งก็คือผมและคนที่ผมเกลียดที่สุด

ธีโอดอร์…เด็กหนุ่มผมสีแดงเข้มมองสบตาผม พลางเม้มริมฝีปากอย่างไม่พอใจแกมกังวล หมอนั่นชอบแข่งขันกับผมอยู่เสมอ สมัยก่อนเคยเป็นที่หนึ่งในชั้นเรียน ตั้งแต่เมื่อผมได้ย้ายมาเรียนที่สถาบันแห่งนี้ ผมก็แย่งตำแหน่งที่หนึ่งไปครอง เขาจึงมักเอาความเป็นเบต้ามากดข่มโอเมก้าอย่างผม

ศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ดกวาดตามองนักศึกษาด้วยรอบยิ้ม

“ใครได้เกินห้าสิบชื่อบ้าง…ยกมือขึ้น”

ผมหันไปมองธีโอดอร์ที่ค่อยๆ ลดมือลงหมอนั่นเขม่นมองมาทางผม พลางเบ้ปากใส่อย่างไม่พอใจ

ดวงตาเป็นประกายของศาสตราจารย์จ้องมองตรงมา

“เอาล่ะ…มิคาเอล ไหนบอกเพื่อนๆ ซิว่าเขียนได้กี่ชื่อ”

ผมก้มลงมองกระดาษในมือก่อนจะบอกว่า “หาสิบสี่ครับ”

เสียงอุทานดังลั่นห้อง มีบางคนบอกว่าผมขี้โกง เขียนอะไรส่งๆ มาล่ะซิ คนที่พูดแบบนั้นก็เป็นกลุ่มเพื่อนของธีโอดอร์

ศาสตราจารย์หันมายิ้มให้ผมอย่างใจดี

“ไหนอ่านสิ่งที่เขียนมาซิ”

ผมเริ่มอ่านรายชื่อที่พยายามเขียนออกมาอย่างตั้งใจ

คำตอบในช่วงแรกก็คงจะเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ ผมได้ยินบางคนบอกว่าเขียนเหมือนกัน…เก้าอี้ ตั่งเตียง ตู้ โซฟา เก้าอี้พับ เก้าอี้สนาม เบาะรองนั่ง เป็นต้น

ทว่าผมเริ่มแตกรายละเอียดมากขึ้น ตั้งแต่วัสดุ สี รูปทรง แล้วจับมันมาผสมกัน อาทิเช่น เก้าอี้กลม เก้าอี้ล้อหมุน เก้าอี้หิน เก้าอี้ไม้ เก้าอี้พลาสติก เก้าอี้สีแดง เก้าอี้สามขา เก้าอี้กลมสีแดง เก้าอี้กลมสีเขียว…หรือแม้แต่บอกสิ่งที่ไม่ใช่เก้าอี้ แต่สามารถเอามานั่งได้ เช่น กล่องไม้ กล่องกระดาษ แท่นหิน ต้นไม้ ก็ยังมาอยู่ในคำตอบด้วย

คำตอบของผมทำให้หลายคนไม่พอใจ เขาตะโกนว่าขี้โกง เขียนแบบนี้ก็ได้คำตอบเยอะอยู่แล้ว

เสียงตะโกนดังลั่นห้องด้วยความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนศาสตราจารย์ต้องตบโต๊ะเสียงดังเพื่อเรียกสติทุกคนกลับมา

“เงียบ!!!”

ทุกคนเบิกตากว้าง มองศาสตราจารย์เดินไปเปิดประตูห้อง นักศึกษารุ่นพี่ทยอยกันขนเก้าอี้รูปทรงต่างๆ เข้ามาวางเรียงรายหน้ากระดาน

บางอย่างมีรูปทรงไม่เหมือนเก้าอี้ที่เคยเห็นตามท้องตลาดเลยด้วยซ้ำ

“นี่คือผลงานที่รุ่นพี่ของพวกคุณออกแบบ มีบางชิ้นส่งประกวด รวมถึงบางชิ้นได้รับรางวัลมาแล้ว…ถ้าพวกคุณจำคำถามได้ ผมบอกให้ทุกคนเขียนอะไร”

ทั้งห้องผสานเสียงตอบ “สิ่งที่มนุษย์ใช้ในการนั่ง”

“ผมได้ยินบางคนบอกว่ามิคาเอลขี้โกง อยากถามว่าสิ่งที่เขาเขียนมาทั้งหมด อันไหนที่มนุษย์ไม่สามารถใช้นั่งได้บ้าง…ไหนใครอยากยกมือเสนอความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมให้โอกาสพวกคุณตอนนี้เลย”

เขากวาดตามองนักศึกษาที่ต่างก็ไม่กล้าสบตาศาสตราจารย์ เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบๆ

“ทำไมผมจึงเอาเรื่องนี้มาสอนพวกคุณ…ไหนลองบอกมาซิ เดาก็ได้ ผมไม่ตำหนิแน่นอน”

เด็กคนหนึ่งยกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ “อาจารย์ไม่อยากให้พวกเรายึดติดกับรูปแบบเดิมใช่ไหมครับ”

“นั่นก็ใช่…มีใครอยากเสนออย่างอื่นเพิ่มเติมอีกไหม”

“การประยุกต์ใช้วัสดุเพื่องานออกแบบอย่างไร้ขีดจำกัด”

ศาสตราจารย์พยักหน้าแล้วมองหาคำตอบจากลูกศิษย์

หลายคนเริ่มกล้าที่จะตะโกนบอกสิ่งที่ตนคิดมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งจะเห็นชายกลางคนฟังคำตอบอย่างใจเย็นพลางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

“สิ่งที่ทุกคนกล่าวมานั้นถูกต้องทั้งหมด…แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำกับพวกคุณก็คือ…จงใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด ใครบอกว่าสิ่งที่ใช้นั่งต้องเป็นเก้าอี้ โซฟาเท่านั้นล่ะ

มีสิ่งอื่นในโลกใบนี้อีกมากมายที่สามารถใช้ตอบสนองวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันได้

เพียงแค่คุณมองให้เห็นแล้วสร้างมันขึ้นมา ไม่แน่คุณอาจจะคิดค้นอะไรที่ไม่เคยมีในโลกใบนี้เลยก็เป็นได้”

คำพูดนี้เรียกเสียงฮือฮา นักศึกษาได้รับแรงบันดาลใจอย่างเต็มเปี่ยม กระตือรือร้นที่จะฟังการบรรยายด้วยแววตาที่มุ่งมั่นมากขึ้น

ศาสตราจารย์กล่าว “เอาล่ะวันนี้ผมจะจบเนื้อหาแต่เพียงเท่านี้ เวลาสี่สิบนาทีหลังจากนี้ ผมจะให้พวกคุณฟังรุ่นพี่อธิบายงานออกแบบ เพื่อแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน หากสงสัยก็ยกมือสอบถามได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

หัวข้อวันนี้แทบไม่ได้เรียนอะไร หนังสือไม่ได้เปิดแม้แต่หน้าเดียว แต่นักศึกษากลับรู้สึกว่าสิ่งที่ได้มามากกว่านั้น เพราะมันจุดประกายความคิดให้กับพวกเขา

“อ้อ…ผมลืมบอกไปว่าการแข่งขันประกวดงานออกแบบระดับโลกประจำปีนี้ เปิดรับผลงานของนักศึกษาชั้นปีสามอย่างพวกคุณด้วย ถึงแม้ว่ารุ่นพี่ปีสี่จะได้เปรียบ เพราะเรียนและทำงานมามากกว่า แต่ผมเชื่อว่าพวกคุณก็สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้เช่นกัน ดังนั้นจงมีศรัทธาในตัวเอง”

ดวงตาเปี่ยมด้วยเมตตาจ้องมองนักศึกษากว่าร้อยชีวิต

“ยิ่งไปกว่านั้นหัวข้อแข่งขัน…ก็เป็นหัวข้อเดียวกับแบบทดสอบที่ผมให้พวกคุณทำในเช้าวันนี้”

ใบหน้าอวบแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

เสียงฮือฮาดังทั่วห้องอีกครั้ง และเงียบลงเพียงศาสตราจารย์ยกมือขึ้น

“ผมให้เวลาพวกคุณคิดเกี่ยวกับมัน ฝันเกี่ยวกับมันนับตั้งแต่วินาทีนี้ คุณมีเวลาเพียงแค่สี่เดือนเท่านั้นที่จะทำให้เป็นจริง ทางสถาบันประกาศรายละเอียดบนบอร์ด รวมถึงห้องแชทออนไลน์ของมหาวิทยาลัย หรือหากสนใจสามารถมาขอรายละเอียดและคำปรึกษาจากผมได้เช่นกัน ผมเชื่อว่านักศึกษามหาวิทยาลัยวอร์ลอคจะต้องคว้ารางวัลมาได้ไม่น้อยกว่าห้ารางวัลอย่างแน่นอน”

ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้น หัวใจสูบฉีดด้วยความหวัง พวกเขาตั้งใจฟังรุ่นพี่ที่ทยอยกันขึ้นเวทีมาบรรยายหน้าชั้น พร้อมนำเสนอผลงานออกแบบอย่างตั้งใจ

ผมเหม่อลอยยามนึกถึงสิ่งที่พลาดพลั้งเมื่อครานั้น…ชาติก่อนผมลาออกกลางคันเพื่อเตรียมตัวเป็นภรรยาของพี่ชาย ไม่ฟังเสียงคัดค้านของศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ด หรือแม้แต่ริคเก้เพื่อนรัก ตอนนั้นเหมือนผีบังตา หูเบา หลงระเริงที่ได้เป็นเมียพี่ชาย ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย ถือดีอวดเก่งว่าตนเองเป็นเมียเพียงคนเดียว บอกเลยว่าย่ามใจมาก

หารู้ไม่ว่าที่พี่ชายไม่ให้เป็นเมียเอกเพราะรอแต่งกับคู่ชะตาชีวิต ซึ่งต่อมาเธอก็ปรากฏกายขึ้น

ผมทำเรื่องผิดพลาดไปมากมาย ทำให้พี่ชายผิดหวังจนถึงขั้นตัดหางปล่อยวัด ตัดบัตรเครดิตทุกใบ

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ผมต้องหางานทำจนในที่สุดได้ทำงานกับบริษัทเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ตอนนั้นมีการนำเสนอผลงานออกแบบเข้าประกวด แต่ด้วยความใสซื่อทำให้โดนอดีตเพื่อนนักศึกษา…ธีโอดอร์เอาผลงานของผมไปชิงรางวัลแทน

หมอนั่นขโมยสมุดภาพร่างออกแบบทั้งหมดของผม ตอนที่ผมวางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน

เด็กใหม่อย่างผมพยายามอธิบายแต่ไม่มีใครเชื่อ

ส่วนพี่ชาย…ไม่ต้องพูดถึง ตอนนั้นถึงจุดที่แม้แต่หน้าผม ก็ไม่อยากจะมองเลยด้วยซ้ำ แถมอดีตที่ผ่านมาของผมขึ้นชื่อเรื่องโกหก จากเหตุกาณ์ในครั้งก่อน ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้อีกฝ่ายเป็นต่อ จนในที่สุดผมก็ถูกขับให้ออกจากบริษัท

ผมหันไปจ้องมองธีโอดอร์ด้วยแววตาหมายมาด

ตั้งใจไว้ว่าจะไม่แก้แค้น แต่ถ้าผลงานออกแบบของผมถูกขโมยอีกครั้ง…ผมก้มหน้าแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ผมจะทำให้มันจดจำจนวันตาย!!!

***

ใครบังอาจมาทำน้อง…ต้องโดนตี อิๆๆ

ตามสืบ

เสียงเคาะโต๊ะดังขึ้นเป็นจังหวะ เส้นผมสีน้ำตาลเข้มล้อมใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเพ่งมองภาพเด็กหนุ่มหน้าหวานราวกับตุ๊กตาญี่ปุ่น

เส้นผมสีดำขลับราวกับเส้นไหมเนื้อดีล้อมกรอบใบหน้าหวานละมุน ดวงตากลมโตสีเขียวมรกตเป็นประกายราวกับอัญมณี ล้อมด้วยแพขนตางอนยาวสลวย จมูกโด่งเล็กรับกับริมฝีปากสีแดงระเรื่อที่กำลังแย้มยิ้มกว้าง ยามเพื่อนชายร่างสันทัดเข้ามาโอบไหล่ บางครั้งก็ขยี้ผมหรือกอดเอวจนน่าหมั่นไส้

มือหนากำปากกาแน่น ก่อนจะเคาะนิ้วแรงขึ้นเมื่อเห็นภาพกะหนุงกะหนิงของคนทั้งคู่

บอกไม่ถูกว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือไม่ชอบใจ ก่อนจะนึกได้ว่าเขามีสิทธิ์อะไรที่จะไม่ชอบใจด้วย

“นายครับ…จะให้ผมตามสืบต่อไปหรือไม่”

ราเชนหลับตานิ่งคิดสักครู่ก่อนจะพยักหน้ารับ เขาโบกมือให้นักสืบจากไป ร่างสูงกำยำลุกขึ้นยืนมองวิวด้านล่างจากตึกสูงแปดสิบชั้น กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนใกล้ตัว

แสยะยิ้มยามนึกถึงบรรดาเมียรองมากมายของบิดา…อัลฟ่าเก่งกาจที่สุดในศตวรรษ จากการรบกับเผ่าเซิร์กจนพวกมันหายสาบสูญไปจากจักรวาล

รัฐบาลจึงให้อภิสิทธิ์ถือครองที่ดินต่างๆ มากมาย ยามเมื่อสงครามสงบ…ที่ดินเหล่านั้นถูกนำมาทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ

ข้อดีของบิดามีมากมาย แต่ข้อเสียก็คือบรรดาเมียๆ ที่คอยแก่งแย่งชิงผลประโยชน์ราวกับปลิงทั้งต่อหน้าและลับหลัง ในวันที่บิดาเสียชีวิต

เมียรองพาบุตรชายบุตรสาวตบเท้าเข้ามาร้องขอผลประโยชน์ถึงหน้าบริษัท หากไม่เป็นเพราะเขาวางแผนอย่างดีจนไร้รอยรั่ว พวกมันคงสุมหัวกัดแทะบริษัทจนกลวงไปนานแล้ว

เขาหลับตานึกถึงมารดา…โชคดีที่ท่านเป็นคู่ชะตาของบิดา จึงได้สิทธิมากกว่าบรรดาเมียรองคนอื่น ทว่าความมักมากในกามของบิดาทำให้มารดาทุกข์ใจจนเสียชีวิต

นับแต่นั้นเขาตั้งปณิธานว่าจะแต่งเมียเอกกับคู่ชะตาเท่านั้น ไม่คิดมีเมียรองมาสร้างปัญหาครอบครัว ที่เหลือก็แค่คู่นอนที่เข้ามาและผ่านไป…ด้วยสัญชาตญาณอัลฟ่าที่มีความต้องการทางเพศสูงอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่เขาจะเปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า แค่เสนอเงินแลกกับความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว ก็มีคนเรียงรายเข้ามาไม่ขาด หากชาตินี้ไม่เจอคู่ชะตา ก็ไม่คิดแต่งเมียเอก ถ้าใครมีลูก ก็ค่อยยกตำแหน่งเมียรองให้ภายหลัง

ส่วนมิคาเอล…เด็กนั่นเข้ามาในช่วงชีวิตห้วงสุดท้ายของมารดา ตอนนั้นเขาเรียนมหาวิทยาลัยปีสามขึ้นปีสี่ ได้รับแจ้งข่าวจากมารดาว่าจะมีน้องชายมาอยู่ด้วย เขามองเด็กน้อยใบหน้าขาวซีดด้วยความสงสาร

ตัวเล็กราวกับตุ๊กตาญี่ปุ่นยืมกุมมือมารดาแน่น ดวงตากลมโตจ้องมองอย่างขลาดกลัว

“เชน…นี่น้องมิเกล…ต่อไปลูกต้องช่วยแม่ดูแลน้องด้วยนะ”

จำได้ว่ามารดาบอกว่ามิคาเอลเป็นลูกของเพื่อนสนิทแม่ซึ่งแต่งงานกับหนุ่มญี่ปุ่น ทว่าโชคร้ายที่ทั้งคู่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ มารดาจึงตัดสินใจรับมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม

เด็กน้อยช้อนตามองพลางเรียกเขาด้วยน้ำเสียงราวกับแมวน้อยว่า “สวัสดีครับ พี่…เชน”

จำได้ว่าตอนนั้นเพียงแค่ตอบรับคำสั้นๆ ใจนึกเอ็นดูแกมสงสาร ทว่าด้วยบุคลิกที่เคร่งขรึม จึงแลดูเหมือนเย็นชาต่อน้องชายคนใหม่ อีกทั้งช่วงเวลานั้นกำลังยุ่งกับการศึกษาธุรกิจ เพราะบิดาต้องออกเดินทางไปสำรวจดาวดวงอื่นๆ จึงทำหน้าที่ทุกอย่างในบริษัทแทน

หลังจากบิดาเสียชีวิตระหว่างการเดินทางสำรวจ เขาจำต้องแบกรับภาระทั้งหมดไว้บนบ่า

ตอนแรกก็ติดขัดบ้าง แต่ด้วยสติปัญญาที่เหนือกว่าคนอื่น จึงสามารถวางแผนขยับขยายกิจการจนอยู่ในระดับแนวหน้าและประสบผลสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้

ตอนนั้นคู่แข่งบิดาแอบสบประมาท นึกว่าเขาจะเป็นหมูในอวยรอให้พวกมันเชือด แต่หารู้ไม่ว่าถูกกลอุบายหลอกล่อจนต้องเสียพื้นที่การตลาดให้กับเขา จนทำให้บริษัทสามารถถือครองสัดส่วนในตลาดเกินกว่าครึ่งภายในเวลาไม่ถึงสี่ปี

ราเชนกัดฟันกรอด เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น…เขารีบไปหาน้องชายหลังได้รับโทรศัพท์ด้วยความเป็นห่วง

โกรธเมื่อพบว่าเด็กหนุ่มจงใจปล่อยให้ตัวเองเกิดอาการฮีท วางเล่ห์กลโดยอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ มารยาสาไถยไม่ต่างอะไรกับบรรดาเมียรองทั้งหลายของบิดา…ช่างน่ารังเกียจ น่าขยะแขยงยิ่งนัก

ขณะที่รอให้เด็กหนุ่มเผยความต้องการของการกระทำนั่นอย่างใจจดใจจ่อ กลับต้องแปลกใจเมื่อได้ฟังคำขอในคืนนั้น 'ฮึ! ให้ลืมมันไปอย่างนั้นเหรอ’

นี่ก็เป็นเล่ห์กลอีกขั้นของเจ้าเด็กนั่นซินะ พักหลังเห็นว่าสนิทสนมกับเมียรองคนที่แปดของบิดา ก็คงจะได้รับการเสี้ยมสอนมาอย่างดีเหมือนนังแม่มดนั่น

เขาเกลียดการรอคอย ใจนึกอยากกำจัดปัจจัยที่เป็นภัยให้ไวที่สุด แทบจะเร่งเวลาให้เผยไต๋ จะได้จัดการให้สิ้นซาก ทว่านี่ก็ผ่านไปสามอาทิตย์แล้ว

เด็กนั่นเอาแต่หลบหน้าหลบตาทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน

เขาแสยะยิ้มพลางไล้ลิ้นไปตามเขี้ยว ในเมื่อเด็กนั่นไม่ยอมหงายไพ่ เขาก็จะกระตุ้นให้ออกลายไวขึ้น

มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งการพ่อบ้าน

"นายแจ้งมิเกลด้วยว่าฉันต้องการให้…"

***

อยากให้ทำอะไรเอ่ยย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...