หวนกลับมาครานี้ไม่เป็นแล้วภรรยาชั่วร้าย (มีอีบุ๊ก)
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเอกพิการนะคะ พื้นที่ยังคงเป็นภาคอีสาน เกี่ยวกับวิถีชาวบ้านและความเป็นอยู่ อ่านได้เรื่อย ๆ ค่ะ เป็นเรื่องสั้น ๆ ไม่น่าจะเกินหกหมื่นคำค่ะ
กชกรได้ย้อนกลับไปแก้ไขอดีตที่เธอเคยทำไม่ดีกับลูกกับสามี โดยเธอต้องทำงานหนักทุกอย่าง เพราะเธอกลับไปคราวนี้พบว่าสามีของเธอพิการและต้องเลี้ยงลูกสองคนเพียงลำพัง ไปติดตามกันค่ะ ว่าเธอจะเอาชนะใจสามีได้หรือไม่
……………………………….
เท้าของเธอหยุดเดินและยืนอยู่บนคันนาเมื่อมาถึงนาของสามีที่ส่วนลุ่มอยู่ติดกับลำน้ำปาว ส่วนนาดอนด้านบนติดกับนาเธอ ใบตองพลวงหลุดจากมือตอนไหนเธอไม่ได้รู้ตัวเลย
น้ำตารินไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
สามีกับลูกทั้งสองกำลังช่วยพ่อขุดดินและปักดำต้นกล้าลงไป ลูกชายคนโตกำลังใช้จอบเล็กขุดดินส่วนคนเล็กใช้เสียมขุดบางครั้งก็นั่งลงแช่ในน้ำ เดือนลูกสาวคนเล็กก็ทำตามประสาเด็กคงไม่ได้ช่วยพ่อมากนัก ในแปลงนามีน้ำท่วมถึงตาตุ่ม สามีใช้จอบเล่มใหญ่เขานั่งคุกเข่าด้วยขาข้างซ้ายลากขาอีกข้างตามไปอย่างทุลักทุเล เนื้อตัวพ่อลูกทั้งสามคนเต็มไปด้วยโคลนตม
ปีที่แล้วเขาไม่ได้ทำนา ถ้าปีนี้ไม่ได้ทำอีกก็คงไม่มีข้าวให้กินแล้ว เพราะในยุคนี้ผู้คนล้วนขาดแคลนข้าวกันทั้งนั้น ครั้นจะจ้างก็คงไม่มีเงิน อีกอย่างเขาคงอยากทำเอง
อุดรฯ ก็แห้งแล้งเหลือเกิน แต่พอถึงฤดูน้ำหลากนาของสามีที่อยู่ติดกับลำน้ำปาวน้ำก็ท่วมขังทุกปี หากจะขอพี่น้องหรือพ่อแม่กิน พวกเขาก็คงไม่มีให้เพราะนาพวกเขาก็ท่วมเหมือนกัน ก่อนหน้าที่เขายังเดินได้ก็ยังพออยู่พอกิน ตอนนั้นเขาเลี้ยงดูลูกเมียได้เป็นอย่างดี
เกสรยกมือขึ้นปาดน้ำตาซ้ายขวา วางกระเป๋าย่ามไว้บนคันนาถอดรองเท้าวางไว้ข้างย่ามแล้วเดินลงไปในแปลงนามุ่งหน้าไปหาสามีกับลูก
เดือนยืนมองเธออยู่พักใหญ่เมื่อมั่นใจจึงตะโกนเรียกเสียงดัง “แม่!”
จ๋อม! จ๋อม! จ๋อม!
ดำและลูกชายต่างละสายตาจากดินที่ขุดอยู่แล้วมองไปตามเสียงฝีเท้าที่เดินในน้ำเข้ามาใกล้
“แม่!” ลูกทั้งสองวิ่งเข้าไปกอดแม่ซ้ายขวาด้วยความดีใจที่สุดในชีวิตที่เห็นแม่กลับมา น้ำตาของเธอก็ยิ่งไหลพรากออกมา ชาติที่แล้วเธอกล้าทิ้งเด็กน้อยหน้าตาน่ารักอย่างนี้ไปได้อย่างไร ถึงแม้ตอนนี้เนื้อตัวจะมอมแมมมากก็ตาม
“แม่เกสรสวยขึ้น ขาวขึ้น” ดินบอกแม่
“จริงด้วยค่ะ พ่อบอกว่าแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อส่งเงินมาให้พวกเรา แม่ไปทำงานอะไรหรือคะ ทำไมสวยจัง”
สิ้นคำลูกสาวน้ำตาก็ไหลทะลักออกมาเป็นสายยาว เขาคงไม่เคยบอกลูกในสิ่งที่เธอทำไม่ดีเอาไว้ และคงยังไม่กล้าบอกลูกเรื่องที่เธอเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวาน
“แม่…แม่ขอโทษนะลูก แม่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่กับพวกหนู” เธอไม่รู้จะพูดคำไหนกับลูกดี ในใจตอนนี้รู้สึกผิดกับลูกกับสามีจนไม่อยากให้อภัยตัวเอง รู้สึกเกลียดตัวเองที่ทำตัวเหมือนสองปีที่ผ่านมา เป็นใครก็คงยากจะให้อภัย
เห็นแม่สะอื้นหนัก ทั้งสองก็ทำได้เพียงใช้มือที่เปื้อนตมเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มให้แม่ จนหน้าขาวนวลของแม่เลอะไปด้วยดินโคลน
เกสรเงยหน้าขึ้น ดวงหน้ายังเต็มไปด้วยน้ำตา ดวงตาพร่ามัวมองหน้าสามีนิ่ง
ทั้งสองสบตากัน
แววตาของเกสรเต็มไปด้วยคำว่าขอโทษเป็นล้านคำ ส่วนเขานั้นมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ในดวงตาคมเข้มคู่นั้นไม่มีแม้แต่เงาของเธอหลงเหลืออยู่เลย เขาวางหน้านิ่งมาก มากเสียจนไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรที่เห็นเธอกลับมา ใบหน้าเขายังหล่อเข้มเหมือนที่เธอเคยฝันถึง กรอบหน้าล้อมรอบไปด้วยเคราดกดำ ผมยาวมวยไว้ด้านหลังเหมือนคนป่า ผิวสีเข้มเพราะกรำแดดแต่เธอมองว่านั่นคือเสน่ห์ของเขา กล้ามเนื้อส่วนบนถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าฝ้ายแขนสั้นสีซีด กล้ามแขนเขายังดูแข็งแรงและบึกบึน ส่วนท่อนล่างมีกางเกงขายาวสีดำปิดบังไว้ เธอจึงมองไม่เห็นว่าขาของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ขาข้างขวาของเขาจะลีบหรือไม่
เขาคงเกลียดเธอมาก และเธอคงไม่หวังให้เขาอภัยให้เธอในวันนี้
เกสรนั่งคุกเข่าลงในน้ำจนผ้าถุงเปียกชื้นเพื่อให้กอดลูกได้ถนัดขึ้น หอมแก้มลูกซ้ายขวาทั้งสองคน อยากขอบคุณคุณยายคนนั้นเหลือเกินที่ทำให้เธอได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ถึงแม้ว่าต่อจากนี้ไปเธอไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง
แม่ลูกทั้งสามต่างร้องไห้ไปด้วยกัน
ดำละสายตาจากสามแม่ลูก ไม่มีเสียงใดหลุดออกจากปากของเขาแม้แต่คำเดียว
มือหนาสับจอบลงบนหน้าดินแล้วค่อย ๆ คลานออกจากตรงนั้น ปีนขึ้นคันนาแล้วใช้แรงจากแขนทั้งสองข้างและขาข้างซ้ายส่งตัวเองเคลื่อนตัวไปตามคันนาที่มีแต่หญ้าขึ้นปกคลุม เขาไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร และไม่รู้ว่าเธอมาที่นี่เพราะเหตุผลอันใดอีก ทั้งที่วันนั้นเขาพูดชัดเจนแล้ว แต่คนอย่างเขาจะไม่มีวันเสียน้ำตาให้ใครเป็นครั้งที่สองอีก
อีบุ๊กในเมพน่าจะพร้อมโหลดแล้วนะคะทุกคน
ราคาโปรโมชันจาก 159 บาท ลดเหลือเพียง 100 บาทถ้วน ถึงวันที่ 17 มีนาคมนี้เท่านั้นนะคะ
จำนวนคำประมาณ 59,XXX คำ จำนวนตอนย่อย 48 ตอน จำนวนตอนในอีบุ๊ก 23 ตอนค่ะ
อีบุ๊กจิ้มตรงนี้ได้เลยค่า รีบไปสอยกันน้า
ตอนที่ 1 ความฝัน
ท้องฟ้าดำมืดลมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงลานหน้าบ้านที่เป็นดินร่วนมีฝุ่นคลุ้งตลบไปทั่ว บ่งบอกว่าอีกไม่นานพายุฝนกำลังจะมา
ชายร่างใหญ่ผิวสีเข้มเพราะกรำแดดกำลังอ้อนวอนเมียรักปานจะขาดใจ ‘เกสรอย่าไปเลยนะ ถ้าเอ็งไปแล้วพี่กับลูกจะอยู่ยังไง’ เขานั่งคุกเข่าลงกับลานดินหน้าบ้านจนหัวเข่าและหน้าแข้งเปื้อนดินไปหมด แต่เขาก็หาได้สนใจไม่ มือใหญ่เกาะอยู่ที่ขาฝ่ายหญิง
‘ปล่อยให้ฉันไปได้ดีเถอะนะพี่ เราจบกันแค่นี้ดีกว่า ฉันเกลียดความลำบาก เกลียดความยากจน’ เกสรสรพูดเหมือนไม่ไยดี ขาทั้งสองพยายามสะบัดมือของเขาออกแรง แต่มือเขาเหนียวหนึบราวกับตีนตุ๊กแก เธอจึงใช้มือช่วยแกะและเอ่ยคำที่คิดว่าเขาจะยอมปล่อยเธอไปดี ๆ ‘ฉันไม่ได้รักพี่แล้ว เราจะอยู่กันไปเพื่ออะไร’
มือที่เกาะขาเธอแน่นชะงักและค่อย ๆ คลายออก ‘เวลาไม่ถึงเดือนที่เอ็งเจอมัน เอ็งกล้าพูดคำนี้กับพี่แล้วรึ’
‘หึ ฉันรู้จักตัวฉันดี เวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับความรัก’ เธอยังยืนยันที่จะไปจากชีวิตเขาให้ได้
‘ฮือ ๆ ฮึก แล้วเอ็งไม่เห็นแก่ลูกของเราเหรอเกสร ทำไมเอ็งถึงได้ตัดความสัมพันธ์กับพี่ได้ง่ายดายนัก’ เขาพูดพลางสะอื้นจนอกสั่น เกิดมาเพิ่งเคยเสียน้ำตาให้ผู้หญิง
‘คนเราก็ต้องรักตัวเองก่อนไม่ใช่หรือคะ’ เกสรสลัดขาออกจากการเกาะกุมของเขาได้สำเร็จ สายตามองดูชายตรงหน้าด้วยความสมเพชแกมดูแคลน แววตาว่างเปล่าจนเขาเองมองไม่เห็นเยื่อใยของความรักหลงเหลือในดวงตาคู่นั้นแม้แต่เส้นเดียว
ต่างฝ่ายต่างเงียบเหมือนกำลังใช้ความคิดกันทั้งคู่ แต่มันก็คงสวนทางกัน
เขายังนั่งเกลือกกลั้วอยู่กับพื้นดินหน้าบ้านเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังยืนหันหลังให้โดยไม่สนใจความรู้สึกของสามีที่อยู่กินมาร่วมสิบปีเลยแม้แต่น้อย
เกือบสองนาทีเท้าซ้ายของเกสรจึงก้าวออกไป แต่ก็มีเสียงดังขึ้นตามหลัง
‘ถ้าเอ็งก้าวขาพ้นจากเรือนหลังนี้ไปแล้ว ฉันจะถือว่าเราทั้งสองจบสิ้นกันทุกอย่างแค่นี้ สิทธิ์เรื่องลูกจะเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว และฉันจะถือว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน’ เขาละล่ำละลักพูดออกมาด้วยความเสียใจ น้ำหูน้ำตาไหลออกมาเต็มหน้า จากที่เคยแทนตัวว่าพี่เขาก็ไม่คิดจะใช้มันอีก
‘ฉันก็อยากให้เป็นเช่นนั้น’ เกสรกล่าวอย่างไร้เยื่อใยและไม่หันหลังกลับไปมองเขาอีก เธอรีบวิ่งไปที่รถยนต์ที่จอดรอเธออยู่หน้าบ้านเพราะฝนกำลังเริ่มลงเม็ดห่าง ๆ
ก่อนเธอจะปิดประตูรถเขาตะโกนเรียกชื่อเธออีกครั้งราวกับเจ็บปวดหนักหนา “เกสร!” พร้อมทั้งสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
รถยนต์ค่อย ๆ เคลื่อนออกไปจากหน้าบ้านที่มีเพียงไม้ไผ่ลำเก่า ๆ สร้างเป็นรั้วกั้น เกสรมองดูชายที่เคยเป็นสามีนั่งคุกเข่าตากฝนด้วยสายตาเย็นชา เธอไม่มีแม้แต่ความสงสารให้เขา
เหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามไรผมและหน้าผากแม้จะนอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ดวงหน้าเนียนสะบัดไปมาคล้ายกำลังฝันร้าย
“เกสร!”
กชกรสะดุ้งตื่นดีดตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อเกสรแว่วเข้ามาในหูเสียงดัง สายตามองไปรอบห้อง เมื่อรู้ว่าเป็นเพียงแค่ความฝันก็รู้สึกคลายกังวลลง
เธอผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ “เกสรอย่างนั้นหรือ” กชกรพึมพำออกมาเสียงแผ่ว เมื่อรู้ว่าตัวเองฝันเป็นเรื่องเป็นราว ผู้หญิงในฝันหน้าตาคล้ายกับเธอแต่เธอชื่อเกสร “ผู้ชายคนนั้นเป็นสามีเธอ” ภาพของผู้ชายที่นั่งคุกเข่าตากฝนยังจำติดตา เมื่อคืนเธออาจจะนอนร้องไห้มากเกินไปเพราะเพิ่งโดนแฟนหนุ่มหักอกมาจึงทำให้เธอฝันอะไรแปลก ๆ ครั้งนี้ก็ครั้งที่สามแล้วที่เธอโดนนอกใจจากคนรักตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยจนตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว ความผิดหวังเรื่องความรักมันก็ยังวนเวียนอยู่แบบเดิมซ้ำ ๆ
กชกรเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาปลุกที่หัวเตียง อีกห้านาทีก็ถึงเวลาที่เธอตั้งปลุกไว้ วันนี้เธอต้องไปสมัครงานที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ตำแหน่งเภสัชกร
ร่างอวบขาวสูงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรก้าวขาลงจากเตียงนอน แล้วรีบอาบน้ำแต่งตัว เธอรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเธอร้องไห้อย่างหนัก หรือเป็นเพราะเธอฝันกันแน่
เธอเดินออกมาจากบ้านทรงโมเดิร์นชั้นครึ่ง แม่กับพ่อกำลังกวาดใบไม้ตรงลานหน้าบ้านที่เทลาดด้วยปูนเป็นทางเดินบางส่วน เมื่อคืนฝนตกหนักและมีลมกรรโชกแรงจึงทำให้ใบไม้ร่วงเกลื่อนพื้น เมื่อคืนในฝันของเธอฝนก็ตกหนักเช่นกัน หรือฝนตกหนักจนเธอเก็บไปปะติดปะต่อกันจนกลายเป็นความฝัน
“แม่คะ พ่อคะ กรไปสมัครงานก่อนนะคะ”
“ไปแต่เช้าจังลูก ยังไม่เจ็ดโมงเลย” ลัดดาเอ่ยถามลูกเพราะบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่ลูกจะไปสมัครงานมากนัก
“กรจะไปหาอะไรกินก่อนน่ะค่ะ และอยากได้คิวแรกด้วยค่ะแม่ อีกอย่างกลัวพี่กฤตไปทำงานสายด้วยค่ะ” กฤตภัทรผู้เป็นพี่ชายก็เดินตามหลังเธอออกมาเช่นกัน
“งั้นก็โชคดีจ้ะ ลูกพ่อเก่งอยู่แล้ว” นายแพทย์สมเกียรติที่อยู่ในวัยเกษียณบอกลูกสาวด้วยความมั่นใจว่าเธอต้องได้ทำงานใกล้บ้านแน่
ผู้เป็นแม่โบกมือให้ลูกทั้งสองเบา ๆ
ขับรถออกมาได้สักพักกชกรก็บอกพี่ชาย “พี่กฤตจอดแถวร้านก๋วยจั๊บญวนก่อนถึงโรงพยาบาลให้กรหน่อยนะคะ”
“จ้ะ แล้วกลับยังไง”
“ไม่นั่งรถสองแถว ก็วินมอไซด์ค่ะ” ถ้าอยากถึงเร็วแต่ต้องทนร้อนหน่อยก็นั่งมอเตอร์ไชด์รับจ้าง แต่ถ้านั่งรอรถสองแถวก็นานหน่อย เพราะรถออกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง
“อืม” กฤตภัตรไม่ได้ห่วงน้องสาวมากเพราะปกติเธอก็ใช้ชีวิตแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายแล้ว เธอคุ้นเคยกับเมืองอุดรฯ เป็นอย่างดี อีกอย่างเธอก็โตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว
เขาจอดรถตามที่น้องสาวบอกแล้วทั้งสองก็โบกมือร่ำลากัน
ตอนที่ 2 หญิงชรา
กชกรเดินเท้าไปตามฟุตปาธอีกไม่ถึงร้อยเมตรก็จะถึงร้านขายก๋วยจั๊บและข้าวต้มที่เธอเคยกินเป็นประจำ
“กำไลแขนไหมจ๊ะหนู” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอยู่ริมฟุตปาธฝั่งขวามือที่เธอกำลังจะเดินผ่าน ด้วยความที่ชอบเรื่องเย็บปักถักร้อยอยู่แล้วกชกรจึงชะลอการเดินและหยุดยืนอยู่ตรงหน้ายายแก่คนหนึ่งที่กำลังนั่งขายของอยู่ เธอสวมงอบปิดบังใบหน้า ยายใช้ไม้คานหาบสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘กะยัง’ มาสองใบ ข้างหนึ่งเป็นเครื่องประดับจำพวกสร้อยข้อมือ กำไล แหวน ต่างหู อีกข้างเป็นพวกยาสมุนไพรและน้ำตาลอ้อย
กชกรก้มหยิบสร้อยข้อมือยืดหยุ่นที่ร้อยด้วยลูกปัดสีแดงเส้นหนึ่งขึ้นมา ตรงกลางเป็นหยกกระต่ายสีขาว มันดูสวยงามมากทั้งที่ราคาน่าจะไม่เกินหลักร้อย
กชกรโน้มตัวลงไปเพื่อถามราคาคนที่นั่งอยู่บนพื้น เธอมองเห็นใบหน้าของยายไม่ชัดนัก เพียงเสี้ยววินาทีเธอเห็นเหมือนปานดำรูปหัวใจที่กระดูกไหปลาร้าของยายเพราะยายสวมเสื้อคอกระเช้าด้านในส่วนตัวนอกเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาว “เส้นนี้ราคาเท่าไรคะยาย”
ยายคนนั้นไม่ตอบแต่กลับยื่นมือมาจับมือเธอแล้วคลี่ฝ่ามือเธอออก หญิงชราถือวิสาสะดูลายมือให้เธอ กชกรได้แต่มองแบบงง ๆ หญิงชราเงยหน้าขึ้นสบตากับเกสรแวบเดียว “ถึงเวลาที่หนูจะต้องกลับไปแก้ไขชะตาในอดีตแล้ว” พูดแค่นั้นหญิงชราก็ปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ
“แก้ไขชะตาอะไรหรือคะยาย” กชกรทำหน้าฉงน ยืดตัวยืนขึ้นเต็มความสูง คนเราสามารถกลับไปแก้ไขอดีตของตัวเองได้ด้วยหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นคนอื่นเขาก็คงทำกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วสิ
“ชะตาเหมือนเรื่องที่หนูฝันถึงเมื่อคืน” ยายพูดขึ้นอีก
กชกรอึ้งไปกับคำบอกเล่าของหญิงชราตรงหน้า “ยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังสักคน แม้แต่คนในครอบครัว
“ฮ่า ๆ สามีหนูเขากำลังเรียกร้องให้หนูกลับไปหาเขา เขากำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ถ้าหนูยังอยู่ที่นี่ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนหนูก็จะหาสามีไม่ได้เลย”
“ทำไมล่ะคะ” เธอมั่นใจว่าเธอเป็นคนเก่งและสวยมากทำไมเธอจะหาคู่ไม่ได้
“เพราะมันเป็นกรรมที่หนูเคยทำไว้กับสามีแต่ปางก่อน”
“หนูทำอะไรไว้หรือคะยาย” ทำไมยายคนนี้ถึงได้กุเรื่องขึ้นมาหลอกเธอเป็นตุเป็นตะไปได้
“นอกกายนอกใจสามี”
“นอกกายนอกใจสามีอย่างนั้นเหรอ?” กชกรยืนนิ่งงันอยู่เกือบนาที เธอยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ยายพูด ช่างเถอะยายอาจจะพูดไปเรื่อยเพราะอายุแกก็น่าจะเจ็ดสิบแปดสิบปีแล้ว
ยายคนนั้นยื่นบางอย่างให้เธอมันเหมือนกับยาลูกกลอนเม็ดสีดำ “สิ่งนี้คืนนี้ก่อนนอนให้หนูอมไว้ใต้ลิ้น เมื่อกลับไปอยู่ภูมิเดิมแล้วหนูจะปลอดภัย เมื่อนั้นจึงคายออกและพกมันติดตัวไว้ ส่วนสร้อยข้อมือนั่นก่อนนอนก็ค่อยสวมมัน”
กชกรรับยานั้นมาเพ่งพินิจดูอยู่เกือบนาทีก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วทั้งหมดนี้ยายคิดราคาเท่า…” เมื่อกชกรหันมาอีกครั้งยายก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เธอรีบเดินไปดูที่หัวมุมตรงทางแยกแต่ก็ตามไม่ทัน “หายไปไหน ทำไมเดินเร็วจัง” กชกรยืนบ่นคนเดียว เอาไว้ถ้ามากินอาหารร้านนี้อีกแล้วค่อยเอาเงินให้แกก็แล้วกัน แต่เธอมากินข้าวต้มร้านนี้ตั้งแต่เรียนมัธยมจนตอนนี้อายุยี่สิบห้าปีแล้วยังไม่เคยเห็นยายคนนี้เลยสักครั้ง แอบสงสัยกับคำบอกเล่าของยายเหมือนกันว่าทำไมทั้งยาลูกกลอนและสร้อยข้อมือจะต้องกำหนดเวลาด้วย
กชกรเก็บสร้อยข้อมือไว้ในกระเป๋า เผื่อว่ามันจะเป็นเครื่องรางของขลัง วันนี้เธออาจจะโชคดีได้เรียกสัมภาษณ์งานทันทีก็เป็นได้
รับประทานก๋วยจั๊บญวนจนอิ่มกชกรจึงเดินเข้าไปในโรงพยาบาล
สามชั่วโมงผ่านไปกชกรเดินออกมาจากโรงพยาบาลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอสอบสัมภาษณ์ผ่านแล้วจริง ๆ เป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างยิ่งที่จะมีใครสัมภาษณ์ผ่านแค่ครั้งเดียวเหมือนกับเธอ และสัปดาห์หน้าเธอจะได้เริ่มงานในตำแหน่งเภสัชกรสมใจ
เธอหยิบสร้อยข้อมือจากกระเป๋าขึ้นมาดูอีกครั้ง มันเป็นสิ่งนำโชคจริง ๆ หากเจอยายอีกครั้งเธอจะซื้อไปฝากพี่ชายด้วย
ก่อนนอนคืนนั้นกชกรหยิบสร้อยข้อมือขึ้นมาสวมที่ข้อมือข้างซ้าย สีแดงของลูกปัดขับสีผิวของเธอให้ขาวผ่องมากขึ้น หยิบยาลูกกลอนเม็ดนั้นขึ้นมาดูอย่างลังเล ใจหนึ่งก็กลัวว่าสิ่งนี้จะเป็นยาพิษ อีกใจก็อยากลอง อยากรู้ว่ายายพูดเพ้อเจ้อหรือไม่
แต่เมื่อหวนนึกถึงคำพูดของยายที่ว่า
‘ฮ่า ๆ สามีหนูเขากำลังเรียกร้องให้หนูกลับไปหาเขา เขากำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ถ้าหนูยังอยู่ที่นี่ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนหนูก็จะหาสามีไม่ได้เลย’
‘เพราะมันเป็นกรรมที่หนูเคยนอกกายนอกใจสามีแต่ปางก่อน’
และก็ยาลูกกลอนเม็ดนี้
‘สิ่งนี้คืนนี้ก่อนนอนให้หนูอมไว้ใต้ลิ้น เมื่อกลับไปอยู่ภูมิเดิมแล้วหนูจะปลอดภัย เมื่อนั้นจึงคายออกและพกติดตัวไว้ ส่วนสร้อยข้อมือนั่นก่อนนอนก็ค่อยสวมมัน’
เธออยากพิสูจน์หาความจริงว่าทำไมเธอต้องปลอดภัย มีใครจะมาทำร้ายเธออย่างนั้นเหรอ
นิ้วเรียวยาวหยิบยาลูกกลอนเม็ดนั้นส่งเข้าปากแล้วซ่อนไว้ใต้ลิ้นตามคำบอกของยาย เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างชักนำให้เธอทำสิ่งนี้ จากนั้นกชกรก็หลับไหลไปอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถือว่าเธอได้เลือกแล้ว
ตอนที่ 3 ตายแล้วฟื้น
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!
เสียงเหมือนคนกำลังตอกตะปูจนบ้านไม้สั่นสะเทือนไปทั้งหลัง
“ฮือ ๆ เกสรไม่เอ็งน่าคิดสั้นเลย ฮึก ฮือ” เสียงสะอื้นไห้อยู่ข้างกายของเธออย่างไม่รู้สาเหตุ
ขนตางามงอนกะพริบถี่ค่อย ๆ เปิดม่านตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงดังโครมครามและเสียงคนร้องไห้ เธอนิ่งไปชั่วขณะ ทำไมตัวเธอถึงได้มีผ้าขาวปิดหน้า สายตาเหลือบมองที่ข้อมือมีด้ายดิบสีขาวมัดข้อมือติดกันไว้ มือทั้งสองกระพุ่มไหว้พอหลวม ๆ มีดอกไม้และเทียนอย่างละคู่เธองอมือเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ แล้วส่องดูทางปลายนิ้ว มีเหรียญห้าบาทขนาดใหญ่อยู่ในนั้นหนึ่งเหรียญ
นี่มันคือ…การมัดตราสัง
เธอรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้น แต่เหมือนตัวเองหายใจไม่สะดวกเหมือนมีอะไรอุดรูจมูกเธอไว้ เอื้อมมือทั้งสองมาดึงบางอย่างออกมา มันคือเส้นใยของผลฝ้ายสีขาวที่คนเอามาอุดจมูกตอนสิ้นใจแล้ว ก่อนหน้าเธอหายใจทางปากแต่มันก็ไม่ได้รู้สึกโล่งเพราะตอนนี้มันมี…มีเหรียญอยู่เต็มโพรงปากเธอ
กชกรตัดสินใจพลิกกายนอนตะแคงแล้วคายเหรียญออกพร้อมกับสำลัก
แค่ก! แค่ก!
ทุกคนที่กำลังนั่งเฝ้าศพอยู่ตรงนั้นต่างเงียบและนิ่งฟังเสียง เสียงคนงัดฝาบ้านเพื่อนำมาทำโรงศพก็เงียบไปแล้ว
“เสียงอะไร?” ฝ้าย ผู้เป็นแม่ถามทุกคนที่นั่งเป็นเพื่อนอยู่ด้วยกันหลายสิบคน ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กและส่ายหน้าพรืด
แค่ก! แค่ก!
กชกรไออีกครั้งพร้อมกับคายเหรียญในปากออกมาจนหมดก่อนที่มันจะไหลลงไปอุดหลอดลมของเธอตายเสียก่อน สองมือที่มัดอยู่ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น ผ้าขาวที่คลุมตัวเธอไว้หลุดร่วงลงไปกองอยู่ที่เอว
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเบิกตากว้างทำเสียงแตกฮือราวกับเห็นผี
กชกรมองคนที่นั่งอยู่เต็มบ้านตาปริบ ๆ มันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนสวมเสื้อผ้าค่อนข้างล้าสมัย ผู้หญิงสวมเสื้อคอกระเช้ากับผ้าซิ่นมัดหมี่ ผู้ชายสวมโสร่งเป็นส่วนมาก สูบบุหรี่จากมวนใบตองแห้ง ผู้หญิงเลยวัยกลางคนไปแล้วส่วนมากกินหมาก
“ผะ ผี” ยายคนหนึ่งพูดขึ้น ทุกคนต่างถอยหลังกรูดไปกองกันอยู่มุมหนึ่งของบ้าน เว้นแต่ชายหญิงคู่หนึ่งที่ไม่ยอมลุกไปไหน
ฝ้ายกับแสงเทียนค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปหาลูก มองหน้าที่เคยซีดเผือดให้เต็มสองตา ตอนนี้มันเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว แสดงว่าเธอเป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่ผีอย่างแน่นอน
“เกสร เอ็งฟื้นขึ้นมาจริง ๆ เหรอ” แสงเทียนถามลูกสาวอย่างไม่เกรงกลัว
กชกรพยักหน้าแต่ยังนั่งนิ่ง
เกสรอย่างนั้นหรือ? ชื่อเหมือนผู้หญิงคนนั้นที่เธอเคยฝันถึง
แล้วเสียงของยายคนนั้นก็ดังเข้ามาในโสตประสาตของเธออีกครั้ง
‘ถึงเวลาที่หนูจะต้องกลับไปแก้ไขชะตาในอดีตแล้ว’
แสงเทียนรีบเข้ามาแก้มัดตราสังให้ลูกสาว
เธอคายบางอย่างที่หลงเหลืออยู่ในปากออกมา มันคือยาลูกกลอนเม็ดนั้นที่ยายปริศนาคนนั้นให้มา ยกแขนซ้ายขึ้นมาดูให้แน่ใจอีกครั้ง สร้อยข้อมือที่ร้อยด้วยลูกปัดสีแดงกับกระต่ายหยกก็ยังอยู่
กชกรหลับตาลงอีกครั้ง แล้วความทรงจำของเธอในชาติภพนี้ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอเต็มไปหมด สิ่งที่เธอฝันเมื่อคืนก่อนมันไม่ใช่ความฝันแต่มันคือความจริงที่เธอเคยทิ้งสามีและลูกเพื่อไปอยู่กับชายชู้ที่เป็นตำรวจ
ใช่ เธอรู้แล้วว่าต้องกลับมาทำอะไรที่นี่ ชาตินี้เธอชื่อเกสรอายุเท่ากับชาติปัจจุบันของเธอ เพราะชาติที่แล้วเธอตายตอนอายุยี่สิบห้าปีพอดี และคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอนี้ก็คือพ่อกับแม่ หญิงชราคนนั้นไม่ได้โกหกเธอ
กชกรลืมตาขึ้นอีกครั้ง ผู้คนต่างเข้ามามุงดูเธอ
“เอ็งไม่ใช่ผีจริง ๆ ใช่ไหม” ผู้ใหญ่เซียนที่เป็นผู้ใหญ่บ้านถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง
“มะ ไม่ใช่จ้ะ”
“แล้วเอ็งไปเที่ยวไหนมา” ชาวบ้านทั่วไปมีความเชื่อว่าคนที่ตายแล้วฟื้นย่อมไปเที่ยวนรกมาก่อน
“เอ่อ…” เกสรทำหน้าเหยเก แล้วเริ่มเล่าเรื่องที่แต่งขึ้นมาให้ทุกคนฟังได้อย่างแนบเนียน ชาวบ้านต่างเออออไปกับเธอ
เมื่อรู้ว่าลูกสาวฟื้นคืนชีพกลับมาจริงแล้ว แสงเทียนจึงให้ชาวบ้านช่วยกันตอกฝาบ้านกลับเข้าที่ตามเดิม ชาวบ้านต่างลือกันไปต่าง ๆ นานา แล้วแต่ความเชื่อ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ทั้งพ่อแม่ พี่สาวคนโต และครอบครัวของพี่ชายคนรองต่างตั้งหน้าตั้งตานั่งฟังเธอเล่าเรื่อง
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะแม่” เธอจำได้ว่าเธอกินยาแก้ปวดอยู่ที่บ้านพักตำรวจในกรุงเทพฯ เพราะรู้สึกปวดศีรษะจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ
“ชายบอกว่าเอ็งมีชู้ พอเขาจับได้เอ็งก็เลยชิงกินยาฆ่าตัวตายก่อน มันเป็นเรื่องจริงไหม”
กินยาฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ? มีชู้ด้วย
เกสรเบะปากยิ้มเหมือนไม่เต็มใจนัก