โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หวนกลับมาครานี้ไม่เป็นแล้วภรรยาชั่วร้าย (มีอีบุ๊ก)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 พ.ค. 2567 เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. 2567 เวลา 12.06 น. • กัญจารีย์
ปางก่อนเธอเคยละเลยเขากับลูก เมื่อได้มีโอกาสย้อนกลับไปแก้ไขชะตาอีกครั้งเธอจำต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เขาอภัยให้กับผู้หญิงชั่วร้ายอย่างเธอ

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พระเอกพิการนะคะ พื้นที่ยังคงเป็นภาคอีสาน เกี่ยวกับวิถีชาวบ้านและความเป็นอยู่ อ่านได้เรื่อย ๆ ค่ะ เป็นเรื่องสั้น ๆ ไม่น่าจะเกินหกหมื่นคำค่ะ

กชกรได้ย้อนกลับไปแก้ไขอดีตที่เธอเคยทำไม่ดีกับลูกกับสามี โดยเธอต้องทำงานหนักทุกอย่าง เพราะเธอกลับไปคราวนี้พบว่าสามีของเธอพิการและต้องเลี้ยงลูกสองคนเพียงลำพัง ไปติดตามกันค่ะ ว่าเธอจะเอาชนะใจสามีได้หรือไม่

……………………………….

เท้าของเธอหยุดเดินและยืนอยู่บนคันนาเมื่อมาถึงนาของสามีที่ส่วนลุ่มอยู่ติดกับลำน้ำปาว ส่วนนาดอนด้านบนติดกับนาเธอ ใบตองพลวงหลุดจากมือตอนไหนเธอไม่ได้รู้ตัวเลย

น้ำตารินไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

สามีกับลูกทั้งสองกำลังช่วยพ่อขุดดินและปักดำต้นกล้าลงไป ลูกชายคนโตกำลังใช้จอบเล็กขุดดินส่วนคนเล็กใช้เสียมขุดบางครั้งก็นั่งลงแช่ในน้ำ เดือนลูกสาวคนเล็กก็ทำตามประสาเด็กคงไม่ได้ช่วยพ่อมากนัก ในแปลงนามีน้ำท่วมถึงตาตุ่ม สามีใช้จอบเล่มใหญ่เขานั่งคุกเข่าด้วยขาข้างซ้ายลากขาอีกข้างตามไปอย่างทุลักทุเล เนื้อตัวพ่อลูกทั้งสามคนเต็มไปด้วยโคลนตม

ปีที่แล้วเขาไม่ได้ทำนา ถ้าปีนี้ไม่ได้ทำอีกก็คงไม่มีข้าวให้กินแล้ว เพราะในยุคนี้ผู้คนล้วนขาดแคลนข้าวกันทั้งนั้น ครั้นจะจ้างก็คงไม่มีเงิน อีกอย่างเขาคงอยากทำเอง

อุดรฯ ก็แห้งแล้งเหลือเกิน แต่พอถึงฤดูน้ำหลากนาของสามีที่อยู่ติดกับลำน้ำปาวน้ำก็ท่วมขังทุกปี หากจะขอพี่น้องหรือพ่อแม่กิน พวกเขาก็คงไม่มีให้เพราะนาพวกเขาก็ท่วมเหมือนกัน ก่อนหน้าที่เขายังเดินได้ก็ยังพออยู่พอกิน ตอนนั้นเขาเลี้ยงดูลูกเมียได้เป็นอย่างดี

เกสรยกมือขึ้นปาดน้ำตาซ้ายขวา วางกระเป๋าย่ามไว้บนคันนาถอดรองเท้าวางไว้ข้างย่ามแล้วเดินลงไปในแปลงนามุ่งหน้าไปหาสามีกับลูก

เดือนยืนมองเธออยู่พักใหญ่เมื่อมั่นใจจึงตะโกนเรียกเสียงดัง “แม่!”

จ๋อม! จ๋อม! จ๋อม!

ดำและลูกชายต่างละสายตาจากดินที่ขุดอยู่แล้วมองไปตามเสียงฝีเท้าที่เดินในน้ำเข้ามาใกล้

“แม่!” ลูกทั้งสองวิ่งเข้าไปกอดแม่ซ้ายขวาด้วยความดีใจที่สุดในชีวิตที่เห็นแม่กลับมา น้ำตาของเธอก็ยิ่งไหลพรากออกมา ชาติที่แล้วเธอกล้าทิ้งเด็กน้อยหน้าตาน่ารักอย่างนี้ไปได้อย่างไร ถึงแม้ตอนนี้เนื้อตัวจะมอมแมมมากก็ตาม

“แม่เกสรสวยขึ้น ขาวขึ้น” ดินบอกแม่

“จริงด้วยค่ะ พ่อบอกว่าแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อส่งเงินมาให้พวกเรา แม่ไปทำงานอะไรหรือคะ ทำไมสวยจัง”

สิ้นคำลูกสาวน้ำตาก็ไหลทะลักออกมาเป็นสายยาว เขาคงไม่เคยบอกลูกในสิ่งที่เธอทำไม่ดีเอาไว้ และคงยังไม่กล้าบอกลูกเรื่องที่เธอเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวาน

“แม่…แม่ขอโทษนะลูก แม่ขอโทษที่ไม่ได้อยู่กับพวกหนู” เธอไม่รู้จะพูดคำไหนกับลูกดี ในใจตอนนี้รู้สึกผิดกับลูกกับสามีจนไม่อยากให้อภัยตัวเอง รู้สึกเกลียดตัวเองที่ทำตัวเหมือนสองปีที่ผ่านมา เป็นใครก็คงยากจะให้อภัย

เห็นแม่สะอื้นหนัก ทั้งสองก็ทำได้เพียงใช้มือที่เปื้อนตมเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มให้แม่ จนหน้าขาวนวลของแม่เลอะไปด้วยดินโคลน

เกสรเงยหน้าขึ้น ดวงหน้ายังเต็มไปด้วยน้ำตา ดวงตาพร่ามัวมองหน้าสามีนิ่ง

ทั้งสองสบตากัน

แววตาของเกสรเต็มไปด้วยคำว่าขอโทษเป็นล้านคำ ส่วนเขานั้นมองเธอด้วยสายตาเย็นชา ในดวงตาคมเข้มคู่นั้นไม่มีแม้แต่เงาของเธอหลงเหลืออยู่เลย เขาวางหน้านิ่งมาก มากเสียจนไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรที่เห็นเธอกลับมา ใบหน้าเขายังหล่อเข้มเหมือนที่เธอเคยฝันถึง กรอบหน้าล้อมรอบไปด้วยเคราดกดำ ผมยาวมวยไว้ด้านหลังเหมือนคนป่า ผิวสีเข้มเพราะกรำแดดแต่เธอมองว่านั่นคือเสน่ห์ของเขา กล้ามเนื้อส่วนบนถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าฝ้ายแขนสั้นสีซีด กล้ามแขนเขายังดูแข็งแรงและบึกบึน ส่วนท่อนล่างมีกางเกงขายาวสีดำปิดบังไว้ เธอจึงมองไม่เห็นว่าขาของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ขาข้างขวาของเขาจะลีบหรือไม่

เขาคงเกลียดเธอมาก และเธอคงไม่หวังให้เขาอภัยให้เธอในวันนี้

เกสรนั่งคุกเข่าลงในน้ำจนผ้าถุงเปียกชื้นเพื่อให้กอดลูกได้ถนัดขึ้น หอมแก้มลูกซ้ายขวาทั้งสองคน อยากขอบคุณคุณยายคนนั้นเหลือเกินที่ทำให้เธอได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ถึงแม้ว่าต่อจากนี้ไปเธอไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง

แม่ลูกทั้งสามต่างร้องไห้ไปด้วยกัน

ดำละสายตาจากสามแม่ลูก ไม่มีเสียงใดหลุดออกจากปากของเขาแม้แต่คำเดียว

มือหนาสับจอบลงบนหน้าดินแล้วค่อย ๆ คลานออกจากตรงนั้น ปีนขึ้นคันนาแล้วใช้แรงจากแขนทั้งสองข้างและขาข้างซ้ายส่งตัวเองเคลื่อนตัวไปตามคันนาที่มีแต่หญ้าขึ้นปกคลุม เขาไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร และไม่รู้ว่าเธอมาที่นี่เพราะเหตุผลอันใดอีก ทั้งที่วันนั้นเขาพูดชัดเจนแล้ว แต่คนอย่างเขาจะไม่มีวันเสียน้ำตาให้ใครเป็นครั้งที่สองอีก

อีบุ๊กในเมพน่าจะพร้อมโหลดแล้วนะคะทุกคน

ราคาโปรโมชันจาก 159 บาท ลดเหลือเพียง 100 บาทถ้วน ถึงวันที่ 17 มีนาคมนี้เท่านั้นนะคะ

จำนวนคำประมาณ 59,XXX คำ จำนวนตอนย่อย 48 ตอน จำนวนตอนในอีบุ๊ก 23 ตอนค่ะ

อีบุ๊กจิ้มตรงนี้ได้เลยค่า รีบไปสอยกันน้า

ตอนที่ 1 ความฝัน

ท้องฟ้าดำมืดลมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงลานหน้าบ้านที่เป็นดินร่วนมีฝุ่นคลุ้งตลบไปทั่ว บ่งบอกว่าอีกไม่นานพายุฝนกำลังจะมา

ชายร่างใหญ่ผิวสีเข้มเพราะกรำแดดกำลังอ้อนวอนเมียรักปานจะขาดใจ ‘เกสรอย่าไปเลยนะ ถ้าเอ็งไปแล้วพี่กับลูกจะอยู่ยังไง’ เขานั่งคุกเข่าลงกับลานดินหน้าบ้านจนหัวเข่าและหน้าแข้งเปื้อนดินไปหมด แต่เขาก็หาได้สนใจไม่ มือใหญ่เกาะอยู่ที่ขาฝ่ายหญิง

‘ปล่อยให้ฉันไปได้ดีเถอะนะพี่ เราจบกันแค่นี้ดีกว่า ฉันเกลียดความลำบาก เกลียดความยากจน’ เกสรสรพูดเหมือนไม่ไยดี ขาทั้งสองพยายามสะบัดมือของเขาออกแรง แต่มือเขาเหนียวหนึบราวกับตีนตุ๊กแก เธอจึงใช้มือช่วยแกะและเอ่ยคำที่คิดว่าเขาจะยอมปล่อยเธอไปดี ๆ ‘ฉันไม่ได้รักพี่แล้ว เราจะอยู่กันไปเพื่ออะไร’

มือที่เกาะขาเธอแน่นชะงักและค่อย ๆ คลายออก ‘เวลาไม่ถึงเดือนที่เอ็งเจอมัน เอ็งกล้าพูดคำนี้กับพี่แล้วรึ’

‘หึ ฉันรู้จักตัวฉันดี เวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับความรัก’ เธอยังยืนยันที่จะไปจากชีวิตเขาให้ได้

‘ฮือ ๆ ฮึก แล้วเอ็งไม่เห็นแก่ลูกของเราเหรอเกสร ทำไมเอ็งถึงได้ตัดความสัมพันธ์กับพี่ได้ง่ายดายนัก’ เขาพูดพลางสะอื้นจนอกสั่น เกิดมาเพิ่งเคยเสียน้ำตาให้ผู้หญิง

‘คนเราก็ต้องรักตัวเองก่อนไม่ใช่หรือคะ’ เกสรสลัดขาออกจากการเกาะกุมของเขาได้สำเร็จ สายตามองดูชายตรงหน้าด้วยความสมเพชแกมดูแคลน แววตาว่างเปล่าจนเขาเองมองไม่เห็นเยื่อใยของความรักหลงเหลือในดวงตาคู่นั้นแม้แต่เส้นเดียว

ต่างฝ่ายต่างเงียบเหมือนกำลังใช้ความคิดกันทั้งคู่ แต่มันก็คงสวนทางกัน

เขายังนั่งเกลือกกลั้วอยู่กับพื้นดินหน้าบ้านเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังยืนหันหลังให้โดยไม่สนใจความรู้สึกของสามีที่อยู่กินมาร่วมสิบปีเลยแม้แต่น้อย

เกือบสองนาทีเท้าซ้ายของเกสรจึงก้าวออกไป แต่ก็มีเสียงดังขึ้นตามหลัง

‘ถ้าเอ็งก้าวขาพ้นจากเรือนหลังนี้ไปแล้ว ฉันจะถือว่าเราทั้งสองจบสิ้นกันทุกอย่างแค่นี้ สิทธิ์เรื่องลูกจะเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว และฉันจะถือว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน’ เขาละล่ำละลักพูดออกมาด้วยความเสียใจ น้ำหูน้ำตาไหลออกมาเต็มหน้า จากที่เคยแทนตัวว่าพี่เขาก็ไม่คิดจะใช้มันอีก

‘ฉันก็อยากให้เป็นเช่นนั้น’ เกสรกล่าวอย่างไร้เยื่อใยและไม่หันหลังกลับไปมองเขาอีก เธอรีบวิ่งไปที่รถยนต์ที่จอดรอเธออยู่หน้าบ้านเพราะฝนกำลังเริ่มลงเม็ดห่าง ๆ

ก่อนเธอจะปิดประตูรถเขาตะโกนเรียกชื่อเธออีกครั้งราวกับเจ็บปวดหนักหนา “เกสร!” พร้อมทั้งสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

รถยนต์ค่อย ๆ เคลื่อนออกไปจากหน้าบ้านที่มีเพียงไม้ไผ่ลำเก่า ๆ สร้างเป็นรั้วกั้น เกสรมองดูชายที่เคยเป็นสามีนั่งคุกเข่าตากฝนด้วยสายตาเย็นชา เธอไม่มีแม้แต่ความสงสารให้เขา

เหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นตามไรผมและหน้าผากแม้จะนอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ดวงหน้าเนียนสะบัดไปมาคล้ายกำลังฝันร้าย

“เกสร!”

กชกรสะดุ้งตื่นดีดตัวลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อเกสรแว่วเข้ามาในหูเสียงดัง สายตามองไปรอบห้อง เมื่อรู้ว่าเป็นเพียงแค่ความฝันก็รู้สึกคลายกังวลลง

เธอผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ “เกสรอย่างนั้นหรือ” กชกรพึมพำออกมาเสียงแผ่ว เมื่อรู้ว่าตัวเองฝันเป็นเรื่องเป็นราว ผู้หญิงในฝันหน้าตาคล้ายกับเธอแต่เธอชื่อเกสร “ผู้ชายคนนั้นเป็นสามีเธอ” ภาพของผู้ชายที่นั่งคุกเข่าตากฝนยังจำติดตา เมื่อคืนเธออาจจะนอนร้องไห้มากเกินไปเพราะเพิ่งโดนแฟนหนุ่มหักอกมาจึงทำให้เธอฝันอะไรแปลก ๆ ครั้งนี้ก็ครั้งที่สามแล้วที่เธอโดนนอกใจจากคนรักตั้งแต่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยจนตอนนี้ก็เรียนจบแล้ว ความผิดหวังเรื่องความรักมันก็ยังวนเวียนอยู่แบบเดิมซ้ำ ๆ

กชกรเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาปลุกที่หัวเตียง อีกห้านาทีก็ถึงเวลาที่เธอตั้งปลุกไว้ วันนี้เธอต้องไปสมัครงานที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ตำแหน่งเภสัชกร

ร่างอวบขาวสูงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรก้าวขาลงจากเตียงนอน แล้วรีบอาบน้ำแต่งตัว เธอรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเธอร้องไห้อย่างหนัก หรือเป็นเพราะเธอฝันกันแน่

เธอเดินออกมาจากบ้านทรงโมเดิร์นชั้นครึ่ง แม่กับพ่อกำลังกวาดใบไม้ตรงลานหน้าบ้านที่เทลาดด้วยปูนเป็นทางเดินบางส่วน เมื่อคืนฝนตกหนักและมีลมกรรโชกแรงจึงทำให้ใบไม้ร่วงเกลื่อนพื้น เมื่อคืนในฝันของเธอฝนก็ตกหนักเช่นกัน หรือฝนตกหนักจนเธอเก็บไปปะติดปะต่อกันจนกลายเป็นความฝัน

“แม่คะ พ่อคะ กรไปสมัครงานก่อนนะคะ”

“ไปแต่เช้าจังลูก ยังไม่เจ็ดโมงเลย” ลัดดาเอ่ยถามลูกเพราะบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่ลูกจะไปสมัครงานมากนัก

“กรจะไปหาอะไรกินก่อนน่ะค่ะ และอยากได้คิวแรกด้วยค่ะแม่ อีกอย่างกลัวพี่กฤตไปทำงานสายด้วยค่ะ” กฤตภัทรผู้เป็นพี่ชายก็เดินตามหลังเธอออกมาเช่นกัน

“งั้นก็โชคดีจ้ะ ลูกพ่อเก่งอยู่แล้ว” นายแพทย์สมเกียรติที่อยู่ในวัยเกษียณบอกลูกสาวด้วยความมั่นใจว่าเธอต้องได้ทำงานใกล้บ้านแน่

ผู้เป็นแม่โบกมือให้ลูกทั้งสองเบา ๆ

ขับรถออกมาได้สักพักกชกรก็บอกพี่ชาย “พี่กฤตจอดแถวร้านก๋วยจั๊บญวนก่อนถึงโรงพยาบาลให้กรหน่อยนะคะ”

“จ้ะ แล้วกลับยังไง”

“ไม่นั่งรถสองแถว ก็วินมอไซด์ค่ะ” ถ้าอยากถึงเร็วแต่ต้องทนร้อนหน่อยก็นั่งมอเตอร์ไชด์รับจ้าง แต่ถ้านั่งรอรถสองแถวก็นานหน่อย เพราะรถออกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง

“อืม” กฤตภัตรไม่ได้ห่วงน้องสาวมากเพราะปกติเธอก็ใช้ชีวิตแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายแล้ว เธอคุ้นเคยกับเมืองอุดรฯ เป็นอย่างดี อีกอย่างเธอก็โตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว

เขาจอดรถตามที่น้องสาวบอกแล้วทั้งสองก็โบกมือร่ำลากัน

ตอนที่ 2 หญิงชรา

กชกรเดินเท้าไปตามฟุตปาธอีกไม่ถึงร้อยเมตรก็จะถึงร้านขายก๋วยจั๊บและข้าวต้มที่เธอเคยกินเป็นประจำ

“กำไลแขนไหมจ๊ะหนู” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอยู่ริมฟุตปาธฝั่งขวามือที่เธอกำลังจะเดินผ่าน ด้วยความที่ชอบเรื่องเย็บปักถักร้อยอยู่แล้วกชกรจึงชะลอการเดินและหยุดยืนอยู่ตรงหน้ายายแก่คนหนึ่งที่กำลังนั่งขายของอยู่ เธอสวมงอบปิดบังใบหน้า ยายใช้ไม้คานหาบสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘กะยัง’ มาสองใบ ข้างหนึ่งเป็นเครื่องประดับจำพวกสร้อยข้อมือ กำไล แหวน ต่างหู อีกข้างเป็นพวกยาสมุนไพรและน้ำตาลอ้อย

กชกรก้มหยิบสร้อยข้อมือยืดหยุ่นที่ร้อยด้วยลูกปัดสีแดงเส้นหนึ่งขึ้นมา ตรงกลางเป็นหยกกระต่ายสีขาว มันดูสวยงามมากทั้งที่ราคาน่าจะไม่เกินหลักร้อย

กชกรโน้มตัวลงไปเพื่อถามราคาคนที่นั่งอยู่บนพื้น เธอมองเห็นใบหน้าของยายไม่ชัดนัก เพียงเสี้ยววินาทีเธอเห็นเหมือนปานดำรูปหัวใจที่กระดูกไหปลาร้าของยายเพราะยายสวมเสื้อคอกระเช้าด้านในส่วนตัวนอกเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาว “เส้นนี้ราคาเท่าไรคะยาย”

ยายคนนั้นไม่ตอบแต่กลับยื่นมือมาจับมือเธอแล้วคลี่ฝ่ามือเธอออก หญิงชราถือวิสาสะดูลายมือให้เธอ กชกรได้แต่มองแบบงง ๆ หญิงชราเงยหน้าขึ้นสบตากับเกสรแวบเดียว “ถึงเวลาที่หนูจะต้องกลับไปแก้ไขชะตาในอดีตแล้ว” พูดแค่นั้นหญิงชราก็ปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ

“แก้ไขชะตาอะไรหรือคะยาย” กชกรทำหน้าฉงน ยืดตัวยืนขึ้นเต็มความสูง คนเราสามารถกลับไปแก้ไขอดีตของตัวเองได้ด้วยหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นคนอื่นเขาก็คงทำกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วสิ

“ชะตาเหมือนเรื่องที่หนูฝันถึงเมื่อคืน” ยายพูดขึ้นอีก

กชกรอึ้งไปกับคำบอกเล่าของหญิงชราตรงหน้า “ยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังสักคน แม้แต่คนในครอบครัว

“ฮ่า ๆ สามีหนูเขากำลังเรียกร้องให้หนูกลับไปหาเขา เขากำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ถ้าหนูยังอยู่ที่นี่ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนหนูก็จะหาสามีไม่ได้เลย”

“ทำไมล่ะคะ” เธอมั่นใจว่าเธอเป็นคนเก่งและสวยมากทำไมเธอจะหาคู่ไม่ได้

“เพราะมันเป็นกรรมที่หนูเคยทำไว้กับสามีแต่ปางก่อน”

“หนูทำอะไรไว้หรือคะยาย” ทำไมยายคนนี้ถึงได้กุเรื่องขึ้นมาหลอกเธอเป็นตุเป็นตะไปได้

“นอกกายนอกใจสามี”

“นอกกายนอกใจสามีอย่างนั้นเหรอ?” กชกรยืนนิ่งงันอยู่เกือบนาที เธอยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ยายพูด ช่างเถอะยายอาจจะพูดไปเรื่อยเพราะอายุแกก็น่าจะเจ็ดสิบแปดสิบปีแล้ว

ยายคนนั้นยื่นบางอย่างให้เธอมันเหมือนกับยาลูกกลอนเม็ดสีดำ “สิ่งนี้คืนนี้ก่อนนอนให้หนูอมไว้ใต้ลิ้น เมื่อกลับไปอยู่ภูมิเดิมแล้วหนูจะปลอดภัย เมื่อนั้นจึงคายออกและพกมันติดตัวไว้ ส่วนสร้อยข้อมือนั่นก่อนนอนก็ค่อยสวมมัน”

กชกรรับยานั้นมาเพ่งพินิจดูอยู่เกือบนาทีก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วทั้งหมดนี้ยายคิดราคาเท่า…” เมื่อกชกรหันมาอีกครั้งยายก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เธอรีบเดินไปดูที่หัวมุมตรงทางแยกแต่ก็ตามไม่ทัน “หายไปไหน ทำไมเดินเร็วจัง” กชกรยืนบ่นคนเดียว เอาไว้ถ้ามากินอาหารร้านนี้อีกแล้วค่อยเอาเงินให้แกก็แล้วกัน แต่เธอมากินข้าวต้มร้านนี้ตั้งแต่เรียนมัธยมจนตอนนี้อายุยี่สิบห้าปีแล้วยังไม่เคยเห็นยายคนนี้เลยสักครั้ง แอบสงสัยกับคำบอกเล่าของยายเหมือนกันว่าทำไมทั้งยาลูกกลอนและสร้อยข้อมือจะต้องกำหนดเวลาด้วย

กชกรเก็บสร้อยข้อมือไว้ในกระเป๋า เผื่อว่ามันจะเป็นเครื่องรางของขลัง วันนี้เธออาจจะโชคดีได้เรียกสัมภาษณ์งานทันทีก็เป็นได้

รับประทานก๋วยจั๊บญวนจนอิ่มกชกรจึงเดินเข้าไปในโรงพยาบาล

สามชั่วโมงผ่านไปกชกรเดินออกมาจากโรงพยาบาลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอสอบสัมภาษณ์ผ่านแล้วจริง ๆ เป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างยิ่งที่จะมีใครสัมภาษณ์ผ่านแค่ครั้งเดียวเหมือนกับเธอ และสัปดาห์หน้าเธอจะได้เริ่มงานในตำแหน่งเภสัชกรสมใจ

เธอหยิบสร้อยข้อมือจากกระเป๋าขึ้นมาดูอีกครั้ง มันเป็นสิ่งนำโชคจริง ๆ หากเจอยายอีกครั้งเธอจะซื้อไปฝากพี่ชายด้วย

ก่อนนอนคืนนั้นกชกรหยิบสร้อยข้อมือขึ้นมาสวมที่ข้อมือข้างซ้าย สีแดงของลูกปัดขับสีผิวของเธอให้ขาวผ่องมากขึ้น หยิบยาลูกกลอนเม็ดนั้นขึ้นมาดูอย่างลังเล ใจหนึ่งก็กลัวว่าสิ่งนี้จะเป็นยาพิษ อีกใจก็อยากลอง อยากรู้ว่ายายพูดเพ้อเจ้อหรือไม่

แต่เมื่อหวนนึกถึงคำพูดของยายที่ว่า

‘ฮ่า ๆ สามีหนูเขากำลังเรียกร้องให้หนูกลับไปหาเขา เขากำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ถ้าหนูยังอยู่ที่นี่ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนหนูก็จะหาสามีไม่ได้เลย’

‘เพราะมันเป็นกรรมที่หนูเคยนอกกายนอกใจสามีแต่ปางก่อน’

และก็ยาลูกกลอนเม็ดนี้

‘สิ่งนี้คืนนี้ก่อนนอนให้หนูอมไว้ใต้ลิ้น เมื่อกลับไปอยู่ภูมิเดิมแล้วหนูจะปลอดภัย เมื่อนั้นจึงคายออกและพกติดตัวไว้ ส่วนสร้อยข้อมือนั่นก่อนนอนก็ค่อยสวมมัน’

เธออยากพิสูจน์หาความจริงว่าทำไมเธอต้องปลอดภัย มีใครจะมาทำร้ายเธออย่างนั้นเหรอ

นิ้วเรียวยาวหยิบยาลูกกลอนเม็ดนั้นส่งเข้าปากแล้วซ่อนไว้ใต้ลิ้นตามคำบอกของยาย เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างชักนำให้เธอทำสิ่งนี้ จากนั้นกชกรก็หลับไหลไปอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถือว่าเธอได้เลือกแล้ว

ตอนที่ 3 ตายแล้วฟื้น

โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!

เสียงเหมือนคนกำลังตอกตะปูจนบ้านไม้สั่นสะเทือนไปทั้งหลัง

“ฮือ ๆ เกสรไม่เอ็งน่าคิดสั้นเลย ฮึก ฮือ” เสียงสะอื้นไห้อยู่ข้างกายของเธออย่างไม่รู้สาเหตุ

ขนตางามงอนกะพริบถี่ค่อย ๆ เปิดม่านตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงดังโครมครามและเสียงคนร้องไห้ เธอนิ่งไปชั่วขณะ ทำไมตัวเธอถึงได้มีผ้าขาวปิดหน้า สายตาเหลือบมองที่ข้อมือมีด้ายดิบสีขาวมัดข้อมือติดกันไว้ มือทั้งสองกระพุ่มไหว้พอหลวม ๆ มีดอกไม้และเทียนอย่างละคู่เธองอมือเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ แล้วส่องดูทางปลายนิ้ว มีเหรียญห้าบาทขนาดใหญ่อยู่ในนั้นหนึ่งเหรียญ

นี่มันคือ…การมัดตราสัง

เธอรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้น แต่เหมือนตัวเองหายใจไม่สะดวกเหมือนมีอะไรอุดรูจมูกเธอไว้ เอื้อมมือทั้งสองมาดึงบางอย่างออกมา มันคือเส้นใยของผลฝ้ายสีขาวที่คนเอามาอุดจมูกตอนสิ้นใจแล้ว ก่อนหน้าเธอหายใจทางปากแต่มันก็ไม่ได้รู้สึกโล่งเพราะตอนนี้มันมี…มีเหรียญอยู่เต็มโพรงปากเธอ

กชกรตัดสินใจพลิกกายนอนตะแคงแล้วคายเหรียญออกพร้อมกับสำลัก

แค่ก! แค่ก!

ทุกคนที่กำลังนั่งเฝ้าศพอยู่ตรงนั้นต่างเงียบและนิ่งฟังเสียง เสียงคนงัดฝาบ้านเพื่อนำมาทำโรงศพก็เงียบไปแล้ว

“เสียงอะไร?” ฝ้าย ผู้เป็นแม่ถามทุกคนที่นั่งเป็นเพื่อนอยู่ด้วยกันหลายสิบคน ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กและส่ายหน้าพรืด

แค่ก! แค่ก!

กชกรไออีกครั้งพร้อมกับคายเหรียญในปากออกมาจนหมดก่อนที่มันจะไหลลงไปอุดหลอดลมของเธอตายเสียก่อน สองมือที่มัดอยู่ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น ผ้าขาวที่คลุมตัวเธอไว้หลุดร่วงลงไปกองอยู่ที่เอว

ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเบิกตากว้างทำเสียงแตกฮือราวกับเห็นผี

กชกรมองคนที่นั่งอยู่เต็มบ้านตาปริบ ๆ มันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนสวมเสื้อผ้าค่อนข้างล้าสมัย ผู้หญิงสวมเสื้อคอกระเช้ากับผ้าซิ่นมัดหมี่ ผู้ชายสวมโสร่งเป็นส่วนมาก สูบบุหรี่จากมวนใบตองแห้ง ผู้หญิงเลยวัยกลางคนไปแล้วส่วนมากกินหมาก

“ผะ ผี” ยายคนหนึ่งพูดขึ้น ทุกคนต่างถอยหลังกรูดไปกองกันอยู่มุมหนึ่งของบ้าน เว้นแต่ชายหญิงคู่หนึ่งที่ไม่ยอมลุกไปไหน

ฝ้ายกับแสงเทียนค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปหาลูก มองหน้าที่เคยซีดเผือดให้เต็มสองตา ตอนนี้มันเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว แสดงว่าเธอเป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่ผีอย่างแน่นอน

“เกสร เอ็งฟื้นขึ้นมาจริง ๆ เหรอ” แสงเทียนถามลูกสาวอย่างไม่เกรงกลัว

กชกรพยักหน้าแต่ยังนั่งนิ่ง

เกสรอย่างนั้นหรือ? ชื่อเหมือนผู้หญิงคนนั้นที่เธอเคยฝันถึง

แล้วเสียงของยายคนนั้นก็ดังเข้ามาในโสตประสาตของเธออีกครั้ง

‘ถึงเวลาที่หนูจะต้องกลับไปแก้ไขชะตาในอดีตแล้ว’

แสงเทียนรีบเข้ามาแก้มัดตราสังให้ลูกสาว

เธอคายบางอย่างที่หลงเหลืออยู่ในปากออกมา มันคือยาลูกกลอนเม็ดนั้นที่ยายปริศนาคนนั้นให้มา ยกแขนซ้ายขึ้นมาดูให้แน่ใจอีกครั้ง สร้อยข้อมือที่ร้อยด้วยลูกปัดสีแดงกับกระต่ายหยกก็ยังอยู่

กชกรหลับตาลงอีกครั้ง แล้วความทรงจำของเธอในชาติภพนี้ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอเต็มไปหมด สิ่งที่เธอฝันเมื่อคืนก่อนมันไม่ใช่ความฝันแต่มันคือความจริงที่เธอเคยทิ้งสามีและลูกเพื่อไปอยู่กับชายชู้ที่เป็นตำรวจ

ใช่ เธอรู้แล้วว่าต้องกลับมาทำอะไรที่นี่ ชาตินี้เธอชื่อเกสรอายุเท่ากับชาติปัจจุบันของเธอ เพราะชาติที่แล้วเธอตายตอนอายุยี่สิบห้าปีพอดี และคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอนี้ก็คือพ่อกับแม่ หญิงชราคนนั้นไม่ได้โกหกเธอ

กชกรลืมตาขึ้นอีกครั้ง ผู้คนต่างเข้ามามุงดูเธอ

“เอ็งไม่ใช่ผีจริง ๆ ใช่ไหม” ผู้ใหญ่เซียนที่เป็นผู้ใหญ่บ้านถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง

“มะ ไม่ใช่จ้ะ”

“แล้วเอ็งไปเที่ยวไหนมา” ชาวบ้านทั่วไปมีความเชื่อว่าคนที่ตายแล้วฟื้นย่อมไปเที่ยวนรกมาก่อน

“เอ่อ…” เกสรทำหน้าเหยเก แล้วเริ่มเล่าเรื่องที่แต่งขึ้นมาให้ทุกคนฟังได้อย่างแนบเนียน ชาวบ้านต่างเออออไปกับเธอ

เมื่อรู้ว่าลูกสาวฟื้นคืนชีพกลับมาจริงแล้ว แสงเทียนจึงให้ชาวบ้านช่วยกันตอกฝาบ้านกลับเข้าที่ตามเดิม ชาวบ้านต่างลือกันไปต่าง ๆ นานา แล้วแต่ความเชื่อ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

ทั้งพ่อแม่ พี่สาวคนโต และครอบครัวของพี่ชายคนรองต่างตั้งหน้าตั้งตานั่งฟังเธอเล่าเรื่อง

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะแม่” เธอจำได้ว่าเธอกินยาแก้ปวดอยู่ที่บ้านพักตำรวจในกรุงเทพฯ เพราะรู้สึกปวดศีรษะจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ

“ชายบอกว่าเอ็งมีชู้ พอเขาจับได้เอ็งก็เลยชิงกินยาฆ่าตัวตายก่อน มันเป็นเรื่องจริงไหม”

กินยาฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ? มีชู้ด้วย

เกสรเบะปากยิ้มเหมือนไม่เต็มใจนัก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...