ยอดบุตรตรีสกุลเหอแห่งหมู่บ้านเป่าหนิง
ข้อมูลเบื้องต้น
ในช่วงเวลาที่ครอบครัวของนางได้รับความลำบากนอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังผลักไสให้ไปตายเอาดาบหน้า
พอถึงเวลาที่ครอบครัวของนางสุขสบายขึ้นมากลับคิดจะมาฉกฉวยเอาไปเป็นของพวกตนเองเช่นนี้
ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าข้าร้ายกาจก็แล้วกัน!!
(ฝากกดติดตามและกดหัวใจเพื่อเป็นกำลังใจในการอัพนิยายให้ไรท์ด้วยนะคะทุกคน ^^ )
ตื่นมาก็เจอเรื่องน่าปวดหัวเสียแล้ว
"นังตัวเกียจคร้าน! แกจะนอนกินบ้านกินเมืองไปจนถึงเมื่อไหร่กันหะ!" เสียงแหลมของป้าสะใภ้ใหญ่ของเด็กสาวที่ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายที่มีต่อป้าสะใภ้ที่น่ารำคาญผู้นี้ยิ่งนัก
"เฮ้อ…ช่างเป็นป้าสะใภ้ที่น่ารำคาญเสียจริง" น้ำอิงหรือที่ตอนนี้ได้เข้ามาอยู่ในร่างของเหอฟ่านชิง เด็กสาวที่มีอายุเพียงแค่ 14 หนาวเมื่อวานที่ผ่านมา
แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้เด็กสาวคนนี้ตายจากไปแล้วดวงวิญญาณของหญิงสาวอายุ 29 ปี จากยุค 2024 ได้เข้ามาอยู่แทนก็คือ เมื่อราว ๆ ห้าวันก่อนนั้นเด็กสาวได้ไปซักผ้าตามคำสั่งของผู้เป็นป้าสะใภ้ใหญ่หรือก็คือเจ้าของเสียงที่กำลังแหกปากตะโกนด่าทอนางอยู่ในตอนนี้นั่นเอง
เนื่องจากบิดาของเหอฟ่านชิงนั้นเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวเหอที่มีผู้เฒ่า เหอหานตง อายุ 67 ปี และมีนาง จางซือเหมี่ยว อายุ 65 ปี เป็นภรรยา ทั้งสองคนนั้นมีลูกชายด้วยกันทั้งหมดสามคน ซึ่งบิดาของเด็กสาวนั้นเป็นบุตรชายคนที่สามที่ถูกหมางเมินไม่ใส่ใจแถมยังถูกใช้ให้ทำงานหาเลี้ยงทั้งครอบครัวอย่างน่าเวทนา
ส่วนบุตรชายทั้งสองของพวกเขานั้นต่างก็อยู่สุขสบายไม่ต้องทำงานหนักอะไรมากมาย จน เหอหลานซาน หรือบิดาของฟ่านชิงได้แต่งงานกับนางมี่ซือที่เป็นเพียงหญิงสาวความจำเสื่อมที่ได้รับบาดเจ็บมาจนบิดาของเด็กสาวไปพบเข้าและได้ช่วยเหลือ
หลังจากได้ใกล้ชิดกันไม่นานคนทั้งคู่ก็ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อกันจนแต่งงานและมีลูกชายสองคนและนางเป็นลูกสาวคนเล็ก เพียงแต่การแต่งงานในครั้งนี้นั้นนางจางซือหรือท่านย่าของเด็กสาวไม่ค่อยจะพอใจนัก เพราะสะใภ้ทั้งสองคนที่ผ่านมานั้นล้วนเป็นหญิงสาวที่ถือว่าทางบ้านนั้นก็พอจะมีฐานะอยู่บ้าง
แต่กับมารดาของเด็กสาวนั้นไม่รู้แม้แต่แซ่ของตนเอง ดังนั้นมารดาของเด็กสาวจึงมักจะถูกรังแกจากทั้งแม่สามีและเหล่าพี่สะใภ้ทั้งสองของผู้เป็นสามีอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งเมื่อนางมี่ซือให้กำเนิดบุตรสาวคนเล็กออกมานางและบุตรสาวก็ยิ่งถูกเหล่าป้าสะใภ้และลูก ๆ ของพวกนางข่มเหงรังแก ส่วนสามีกับบุตรชายทั้งสองก็ถูกให้ไปใช้แรงงานในการทำไร่ทำนาเพื่อหาผลผลิตให้กับครอบครัวเรื่อยมาโดยที่ไม่สามารถถกเถียงสิ่งใดได้ ด้วยผู้ที่ออกคำสั่งนั้นเป็นบิดาและมารดาผู้ให้กำเนิด
จนในวันที่ครอบครัวของเด็กสาวพบกับเรื่องราวเลวร้ายโดยบิดาของฟ่านชิงนั้นได้รับบาดเจ็บต้นไม้ที่ตัดเพื่อนำมาต่อเติมบ้านนั้นล้มทับจนทำให้ขาข้างซ้ายใช้การไม่ได้ นั่นจึงเป็นจุดที่ทำให้ครอบครัวของเด็กสาวได้รับการปฏิบัติที่แสนจะเลวร้ายยิ่งขึ้น ทั้งปู่กับย่าแท้ ๆ ที่ชอบด่าทอบิดาและพี่ชายทั้งสองของนางว่านอกจากจะพิการแล้วยังไร้ประโยชน์อีก สร้างความเจ็บช้ำให้กับเหอหลวนซานเป็นอย่างมาก
อีกทั้งยังเกิดเรื่องร้ายกับบุตรสาวของเขาโดยที่พอรู้ว่าใครเป็นคนทำนอกจากบิดามารดาจะไม่กล่าวโทษแล้วยังพูดจาเลวร้ายให้กับบุตรสาวที่จมน้ำจนเกือบตายของเขาอีก ช่างน่าเสียใจยิ่งนักที่ผ่านมาเขาอุตส่าห์ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงทุกคนในครอบครัว แต่พอเกิดเรื่องที่ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป คนในครอบครัวกลับพูดจาดูถูกเหยียบหยามเขาจนแทบจะไม่ใช่คนอยู่แล้ว
แต่เขาเองก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ด้วยภรรยาและลูก ๆ ยังต้องการอาหารและที่ซุกหัวนอนอยู่เขาจึงต้องกล้ำกลืนความขมขื่นลงไปในท้องแล้วตีหน้าทำเป็นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่แทนที่คนเห็นแก่ตัวเหล่านั้นจะหยุดกลับกลายเป็นได้ใจมากขึ้นและรังแกภรรยาและลูก ๆ ของเขามากขึ้น จนในวันนี้ที่เขาเองก็เริ่มรู้สึกหมดความอดทนแล้ว
"พี่สะใภ้ใหญ่ท่านมีสิ่งใดกับชิงเอ๋อร์หรือ?" เหอหลวนซานที่ได้ยินเสียงร้องตะโกนเรียกบุตรสาวที่ยังไม่หายดีจากอาการป่วยจึงได้เดินกระโผลกกระเผลก มาที่หน้าประตูพร้อมกับเปิดออกแล้วพบว่าเป็นใครจึงได้เอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"หึ! คนขาเป๋อย่างเจ้ามีค่าพอจะมาเอ่ยกับข้าเช่นนั้นรึ นอกจากจะไร้ประโยชน์แล้วยังเป็นภาระของครอบครัวเราอีก" นางจูซือที่เห็นว่าใครเป็นคนเปิดประตูห้องออกมาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก นางจึงใช้สายตาจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของน้องชายของสามี ก่อนที่นางจูซือจะเอ่ยคำร้ายกาจออกมา ทำให้ฟ่านชิงที่กำลังเดินมาจะถึงหน้าประตูได้ยินคำร้ายกาจที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยต่อผู้เป็นบิดาความโกรธก็พุ่งสูงขึ้นในทันที
"ท่านป้าใหญ่ ท่านพ่อของข้าเพียงแค่ถามท่านด้วยไม่รู้ว่าท่านมาหาข้าเพื่อสิ่งใด เหตุใดท่านถึงต้องพูดจาร้ายกาจกับท่านพ่อของข้าถึงเพียงนั้นกัน" ฟ่านชิงเอ่ยกับหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่พอใจเช่นเดียวกัน
"ชิชะนังเด็กไร้ประโยชน์! นี่แกกล้าทำสีหน้าไม่พอใจเช่นนั้นใส่ข้าอย่างนั้นรึ?" นางจูซือที่เห็นสีหน้าไม่พอใจของเด็กสาวก็ยิ่งรู้สึกว่าความโกรธยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนเอ่ยตะคอกอีกฝ่ายไปเสียงดังทำให้พวกชาวบ้านที่อยู่ไม่ไกลต่างก็ได้ยินเสียงของนางจูและเริ่มมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันอีก
"พี่สะใภ้ใหญ่ชิงเอ๋อร์ยังไม่หายดีอาจจะยังไม่ค่อยได้สติท่านก็ได้โปรดอย่าถือสานางเลยนะ" เป็นเหอหลวนซานที่กลัวว่าสตรีตรงหน้าจะโมโหจนขาดสติแล้วพุ่งเข้ามาทุบตีบุตรสาวของตนจึงได้เอ่ยแก้ตัวให้บุตรสาวเพื่อหวังให้ภรรยาของพี่ชายคนโตนั้นอารมณ์เย็นลง
เพราะถ้าเกิดการปะทะกันขึ้นมาจริง ๆ บุตรสาวของเขาจะต้องเจ็บตัวมากเป็นแน่ เพราะอีกฝ่ายนั้นมีรูปร่างที่อวบอ้วนด้วยไม่เคยทำงานหนักมีเพียงนั่งกินนอนกินเท่านั้น ต่างจากบุตรสาวของเขาที่ร่างกายนั้นเล็กแถมยังซูบผอมด้วยขาดสารอาหาร อีกทั้งในตอนนี้เขาเองก็ไม่ได้ครบสามสิบสองเหมือนเช่นเคยจึงไม่สามารถสู้กับเรี่ยวแรงมหาศาลของสตรีตรงหน้าได้อย่างแน่นอน
"หุบปากไปไอ้พิการ ไร้ประโยชน์ ข้ากำลังพูดกับนังเด็กสารเลวนี้อยู่แกจะมาขัดทำไมกัน!" นอกจากจะไม่สนใจคำพูดของน้องสามีแล้วนางจูซือยังพูดจาต่อว่าที่ทำเอาผู้ที่ยืนฟังอยู่ถึงกับมองไปยังร่างอวบอ้วนด้วยสายตาเหลือเชื่อ
"ท่านป้าใหญ่มันจะมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ! คำก็พิการ สองคำก็ขาเป๋ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าที่ท่านพ่อข้าต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะใครกัน ไม่ใช่เพราะพวกท่านต้องการที่จะต่อเติมห้องให้กับบุตรชายคนโตของท่านหรอกหรือจึงทำให้บิดาของข้าต้องเข้าป่าไปตัดไม้มาจนเกิดเหตุเช่นนี้นะ นอกจากท่านจะไม่ขอโทษท่านพ่อของข้าแล้ว ท่านกลับมาคอยพูดจาไม่ดีเช่นนี้กับท่านพ่อของข้าอีกหรือเจ้าคะ นี่ท่านยังมีความเมตตาอยู่บ้างหรือไม่กัน" ฟ่านชิง(ที่วิญญาณเป็นน้ำพริ้ง)เอ่ยขึ้นอย่างหมดความอดทนที่มีต่อหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
เพียะ! ตุบ!
"ชิงเอ๋อร์!" เสียงร้องด้วยความตกใจของเหอหลวนซานที่หลังจากบุตรสาวเอ่ยจบฝ่ามือหนาของนางจูซือก็ฟาดลงไปที่ใบหน้าเล็ก ๆ ของบุตรสาวตนอย่างเต็มแรงจนเด็กสาวถึงกับล้มพับลงไปนั่งกุมหน้าของตนเองอยู่บนพื้น จากนั้นเขาก็รีบหอบร่างที่ไม่สมประกอบของตนเองเข้าไปหาผู้เป็นบุตรสาวด้วยหัวใจที่ปวดหนึบ
"นี่สำหรับความปากดีของแก! เป็นเพียงตัวไร้ประโยชน์อย่าคิดอ่านมาต่อปากต่อคำกับข้าจำเอาไว้!" นางจูซือที่จ้องมองภาพสองพ่อลูกกำลังกอดพยุงกันลุกขึ้นตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นอย่างไร้ความรู้สึกผิดแถมยังไม่มีท่าทีว่าจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทำเอาเหล่าชาวบ้านที่กำลังมองภาพสองพ่อลูกที่ถูกกระทำด้วยความรู้สึกสงสารและเวทนา
"พอได้แล้วท่านป้าใหญ่!" เสียงเอ่ยดังขึ้นจากทางด้านหลังของนางจูซือก่อนที่ร่างของชายหนุ่มอายุ 18 หนาวจะรีบตรงไปยังร่างของสองพ่อลูกด้วยความเป็นห่วงอย่างสุดหัวใจ
************************************************************************************************
โอ้โห เปิดมาตอนแรกยัยน้องก็เจอจัดหนักซะแล้ว แล้วแบบนี้ยัยน้องจะทำยังไงต่อไปกันนะ
ไสหัวไป!
ร่างของเหอชงหยวน บุตรชายคนโตของเหอหลวนซาน ที่ปีนี้เขาอายุได้ 18 ปีพอดีรีบตรงดิ่งเข้าไปช่วยผู้เป็นบิดาและน้องสาวเพียงคนเดียวให้ลุกขึ้นจากพื้นด้วยหัวใจที่เจ็บปวด สำหรับชายหนุ่มแล้วนั้นครอบครัวของเขาล้วนก็ต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตั้งแต่เขาจำความได้จนในตอนนี้เขาโตพอที่จะปกป้องครอบครัวได้แล้วแต่เขากลับยังคงไม่สามารถปกป้องคนที่เขารักได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจสำหรับชายหนุ่มยิ่งนัก
"หึ แกคิดว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่จะมามีปากเสียงกับข้าอย่างนั้นรึเจ้าชงหยวน อย่าลืมว่าที่พวกเจ้าทั้งครอบครัวยังคงอยู่ดีมีสุขอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ก็เพราะสามีของข้าที่เป็นคนหาเลี้ยงพวกเจ้านะ"
นางจูซือที่เห็นว่ามีผู้มาสมทบก็ไม่ได้คิดหวาดกลัวต่ออีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยด้วยนางนั้นยังคงมั่นใจว่าถึงอย่างไรพ่อแม่ของสามีก็ย่อมต้องเข้าข้างนางที่เป็นภรรยาสุดที่รักของบุตรชายสุดที่รักของพวกเขาอยู่แล้วจึงได้เอ่ยวาจาถากถางครอบครัวของชายหนุ่มไปอย่างไม่หวาดหวั่น
ซึ่งประโยคนี้เองที่ทำให้สองพ่อลูกแซ่เหอถึงกับกำหมัดแน่นด้วยความอัดอั้น เพียงแต่พวกเขาเองก็ยังคงไม่มีความกล้ามากพอที่จะเสี่ยงทำให้นางจูซือไม่พอใจด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการรังแกครอบครัวของพวกเขาอีก แต่นั่นไม่ใช่สำหรับเหอฟ่านชิงที่รู้สึกว่านางจะหมดความอดทนต่อความไร้มนุษย์ของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าแล้ว
"เช่นนั้นก็แยกบ้านกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?"
"!!!" สิ้นคำพูดของเด็กสาวทั่วทั้งบริเวณก็เงียบสงบลงในทันที ไร้ซึ่งคำพูดจากทุกคนแม้กระทั่งเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์เองก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กสาวที่อ่อนแอขี้กลัวที่พวกเขารู้จักจะมีความกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้
"หะ!…แกว่าอะไรนะนังเด็กอกตัญญู?" นางจูซือที่ตั้งสติได้รีบเอ่ยถามเด็กสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองได้ยินเมื่อสักครู่นี้คือเรื่องจริงหรือว่าฝันไป
"ข้าบอกวะ…"
"ชิงเอ๋อร์!/ชิงเอ๋อร์!" ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะได้เอ่ยตอบหญิงวัยกลางคนตรงหน้าไป เสียงร้องประสานกันของพี่ชายและบิดาของนางก็ดังขึ้นจากด้านข้างของเหอฟ่านชิง นางจึงจำเป็นต้องหันไปมองทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนพร้อมกับเอ่ยกับทั้งสองด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
"ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ข้าอยากไปจากบ้านหลังนี้แล้วเจ้าค่ะ พวกเราแยกบ้านกันเถิดข้าไม่อยากทนเห็นพวกท่านต้องมาถูกข่มเหงรังแกและถูกจิกหัวใช้ราวกับไม่ใช่คนเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว"
"ตั้งแต่ที่ข้าเกิดมาจนถึงตอนนี้ไม่เคยมีสักครั้งที่ครอบครัวของพวกเราจะได้กินอิ่มนอนหลับอย่างเต็มตา ท่านพ่อกับพี่ชายทั้งสองก็ต้องตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อไปทำงานอีกทั้งก็ยังไม่ได้พัก ไหนจะท่านแม่ที่ถูกรังแกทั้งจากพวกป้าใหญ่ป้ารอง แล้วยังข้าอีกที่ต่างก็ถูกพวกพี่ ๆ นั้นคอยรุมกลั่นแกล้งรังแก หนักสุดจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดเช่นนี้พวกท่านยังคิดว่าคนพวกนี้เห็นพวกเราเป็นคนในครอบครัวอยู่อีกหรือเจ้าคะ"
"ถ้าพวกเรายังคงอยู่ที่นี่ต่อไปไม่นานข้าคงตายลงในสักวันจริง ๆ อึก….ข้าไม่อยากทนต่อไปอีกแล้วเจ้าค่ะ อึก.." เหอฟ่านชิงที่เมื่อได้พูดถึงความรู้สึกภายในใจก็ไม่สามารถหยุดได้อีกต่อไปนางจึงได้เอ่ยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใจที่นางคิดว่าคงจะเป็นความรู้สึกของเด็กสาวเช่นเดียวกันจึงทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดและโศกเศร้าถึงเพียงนี้
"ชิงเอ๋อร์…." เหอหลวนซานที่ไม่สามารถพูดสิ่งใดออกมาได้เมื่อมองเห็นใบหน้าที่แสนเจ็บปวดและเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาของบุตรสาวสุดรักภายในใจของเขาก็ราวกับมีใครกำลังควักเอาดวงใจของเขาออกมาบีบและบดขยี้จนมันไม่เหลือชิ้นดี
ทางด้านของเหอชงหยวนเองก็รู้สึกไม่ต่างจากผู้เป็นบิดาด้วยตั้งแต่เด็กจนโตน้องสาวที่แสนน่ารักของเขาไม่เคยแสดงสีหน้าเจ็บปวดเช่นนี้ให้กับเข้าได้พบเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของผู้เป็นน้องสาวนั่นยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นพี่ชายที่ไร้ความสามารถถอย่างแท้จริง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า นังเด็กโง่! แกคิดว่าท่าทางน่าสมเพชแบบนั้นของแกจะทำให้บิดาที่ไร้ประโยชน์กับพี่ชายที่ไร้ความสามารถของแกยอมแยกบ้านออกไปอย่างนั้นรึ เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว!" ในช่วงเวลาที่น่าอดสูสำหรับครอบครัวเหอหลวนซาน ก็มีเสียงพูดจาเย้ยหยันจากนางจูซือดังขึ้นเพื่อตอกย้ำถึงความไม่เอาไหนของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างเหอหลวนซานได้เป็นอย่างดีทำเอาใบหน้าของชายวัยกลางคนถึงกับเศร้าหมองลงอย่างไร้เรี่ยวแรงจะเอ่ยแย้งคำพูดของอีกฝ่าย
"ถ้าท่านป้าใหญ่ยังไม่เลิกพูดจาดูหมิ่นบิดาที่น่าภาคภูมิใจของข้าก็อย่าหาว่าข้าเป็นเด็กชั่วร้ายนะเจ้าคะ!" เสียงของฟ่านชิงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมเรียกสติให้กับบิดาและพี่ชายของนางให้หันกลับไปมองยังใบหน้าเล็ก ๆ นั้นสายตาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เด็กสาวเอ่ยออกมา
"ฮ่า ฮ่า บิดาที่น่าภาคภูมิใจอย่างนั้นรึ? ฟังแล้วข้าอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปากเสียเดี๋ยวนี้จริง ๆ บุรุษที่ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากชายแรงงานไปวัน ๆ เนี่ยะนะหรือน่าภาคภูมิใจ" นางจูซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันต่อคำพูดของเด็กสาวตรงหน้า
"ก็ไม่ใช่เพราะบุรุษที่ดีแต่ใช้กำลังอย่างท่านพ่อหรือตระกูลเหอถึงยังมีชีวิตที่สุขสบายอย่างทุกวันนี้ได้ สามีท่านถึงได้ร่ำเรียนจนสามารถมีงานทำที่ดี บุตรชายของท่านถึงได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาได้อย่างมีหน้ามีตานะหะท่านป้าใหญ่!" เหอฟ่านชิงเองก็ไม่คิดจะให้อีกฝ่ายพูดจาดูแคลนบิดาของตนได้อีกจึงได้ยกเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมาตอกหน้าหญิงวัยกลางคนตรงหน้า ทำเอาใบหน้าของนางจูซือถึงกับตึงขึ้นมาด้วยความไม่พอใจในทันที
"นังเด็กผีนี่..แกอยากจะเจ็บตัวอีกรอบใช่หรือไม่ ปากแกนี่ผีเจาะปากมาพูดอย่างนั้นรึ!!"
"ข้าเพียงแต่พูดความจริงที่คนทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงนั้นต่างก็รับรู้มาโดยตลอดเพียงเท่านั้น อีกอย่างข้าไม่คิดว่าจะยืนให้ใครมาตบตีข้าอยู่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปเช่นกัน" เหอฟ่านชิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าดุดันอีกทั้งยังจ้องมองไปยังร่างของหญิงวัยกลางคนด้วยสายตาที่อ่านยาก จนทำให้อีกฝ่ายถึงกับรู้สึกขนกายลุกชั้นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
"ปากดี! แบบนี้ให้มันได้ตลอดรอดฝั่งนะอย่ามาอ้อนวอนขอให้สามีของข้าช่วยเหลือเล่า" เมื่อไม่สามารถคิดคำโต้ตอบเด็กสาวตรงหน้าได้นางจูซือจึงเลือกที่จะเอ่ยขู่เด็กสาวตรงหน้าด้วยคิดว่าตนเองนั้นถือไพ่เหนือกว่าพวกเขานั่นเอง
"ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงที่แสนจะจอมปลอมนะเจ้าคะ แต่ข้าไม่ต้องการ"
"เช่นนั้นพวกเจ้าก็ไสหัวออกไปจากบ้านของข้าเสีย!" ยังไม่ทันที่ฟ่านชิงจะได้เอ่ยอะไรต่อไปก็มีเสียงทรงอำนาจของชายชราดังขึ้นพร้อมกับร่างของเขาค่อย ๆ เดินผ่านฝูงชนตรงมายังที่ที่พวกของฟ่านชิงยืนอยู่
"ท่านพ่อ! /ท่านปู่!" เมื่อเห็นว่าเจ้าของน้ำเสียงทรงอำนาจนั้นคือใครเหอหลวนซานและเหอชงหยวนก็ร้องเรียกอีกฝ่ายออกมาด้วยสีหน้าตื่นตกใจอย่างถึงที่สุด แตกต่างจากใบหน้าของเด็กสาวที่ยังคงเรียบสงบอย่างไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ต่อคำพูดของอีกฝ่ายด้วยนี่เป็นความต้องการของตนเองอยู่แล้ว
"ยังจำได้อยู่รึว่าข้าคือใคร ทำไมไม่พูดจาอวดดีเหมือนเมื่อครู่แล้วเล่า หรือว่าพอเป็นข้าแล้วเจ้าเกิดพูดไม่ได้ขึ้นมากัน" เหอหานตงหรือก็คือปู่ของเหอฟ่านชิงหันไปเอ่ยกับผู้เป็นบุตรชายก่อนจะหันมาพูดกับเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาคมกริบอย่างเย้ยหยัน
"ท่านปู่แน่ใจหรือเจ้าคะว่าถ้าข้าพูดออกไปท่านจะรับได้?"
"ชิงเอ๋อร์/ชิงเอ๋อร์" จบคำของเด็กสาวผู้เป็นบิดาและพี่ชายก็เอ่ยเรียกนางขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อส่งสัญญาณว่าให้นางเงียบลงไปเสีย ซึ่งเด็กสาวเองก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งอย่างเหนื่อยล้ากับความหวาดกลัวที่มีในใจของพวกเขา แต่นางก็รู้ว่าตอนไหนควรไปต่อหรือหยุดแค่นั้นและในตอนนี้นางก็ควรจะหยุดได้แล้ว
************************************************************************************************
เหนื่อยแทนน้องแต่ก็เข้าใจความรู้สึกของพ่อกับพี่ชายที่กลัวว่าจะทำให้ครอบครัวลำบากกว่าเดิมถึงยังไม่ต้องการแยกบ้าน
แยกบ้าน
"ส่วนเจ้านางจูซือ อย่าทำอะไรตามอำเภอใจให้มันมากนักถึงยังไงอาซานก็ยังเป็นบุตรชายของข้าอยู่มิใช่ใครที่ไหน ที่ข้าเงียบไม่ได้แปลว่าข้าไม่สนใจเขา ถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรชายคนเล็กของข้าเหอหานตงผู้นี้!" ชายชราที่เห็นว่าหลานสาวนั้นยังมีหัวคิดอยู่จึงได้หันไปเอ่ยกับลูกสะใภ้ที่ทำตัวไม่ไว้หน้าเขาในครั้งนี้ในทันที
ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างยิ่ง แต่สำหรับเหอหลวนซานแล้วนั้นเขาถึงกับรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่บิดาที่เขาเคารพรักนั้นยังคงมองเห็นว่าเขายังเป็นบุตรชายอยู่และยังออกหน้าปกป้องตนอยู่บ้างไม่ได้ไร้หัวใจเหมือนอย่างที่เขาคิด
"เจ้าค่ะท่านพ่อ.." นางจูซือที่หายจากอาการตกตะลึงกับคำพูดของพ่อสามีก็ได้เอ่ยขานรับออกไปอย่างไม่ค่อยจะพอใจนักแต่ด้วยสายตาที่น่ากลัวของชายชราที่กำลังจ้องมองมายังร่างของตนเองนั้นทำให้นางต้องเอ่ยตอบรับออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"ส่วนเรื่องการแยกบ้านเจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไรเล่าเจ้าเล็ก ถ้าเจ้าต้องการข้าก็พร้อมจะทำเรื่องแยกบ้านให้" เมื่อไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดขึ้นมาอีกเหอหานตงจึงได้หันกลับไปเอ่ยถามกับบุตรชายคนเล็กของตนเองเกี่ยวกับเรื่องการแยกบ้าน
ด้วยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเองก็รับรู้มาโดยตลอดถึงความสัมพันธ์ของภรรยาเขากับลูกสะใภ้คนเล็กอีกทั้งการถูกปฏิบัติที่แตกต่างจากลูกคนอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้คิดที่จะปล่อยให้บุตรชายคนเล็กได้เป็นอิสระจากบ้านที่แสนจะโหดร้ายหลังนี้เช่นเดียวกัน ด้วยทุกครั้งบ้านเล็กไม่เคยเอ่ยปากถึงการแยกบ้านเขาที่เป็นบิดาจึงไม่ได้เอ่ยปาก
เพราะเกรงว่าอาจจะทำให้บุตรชายคนเล็กที่ขยันทำงานเพื่อเลี้ยงดูพวกเขามาโดยตลอดเสียใจ ในใจเขาลึก ๆ แล้วเหอหลวนซานนั้นเป็นลูกชายคนเล็กที่เขาเอ็นดูที่สุด แต่ด้วยรู้ว่านิสัยภรรยานั้นเป็นเช่นไรเขาจึงต้องแสร้งทำเป็นหมางเมินอีกฝ่ายและครอบครัว แต่ยิ่งเขาไม่สนใจมากเท่าไหร่กลับกลายเป็นว่าครอบครัวลูกชายคนเล็กจะยิ่งพบเจอกับเรื่องราวที่โหดร้ายลงไปเรื่อย ๆ
จนในที่สุดหลานสาวคนเล็กของเขานั้นเกือบจะตายไปเพราะหลานสาวคนโตที่มีนิสัยเลวร้ายไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาของนางเลยนั้นเอง นี่จึงทำให้เขาตัดสินใจที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือบุตรชายคนเล็กในครั้งนี้
"ท่านพ่อ….ข้า.."เหอหลวนซานเองก็รับรู้ถึงความหมายที่สื่อผ่านดวงตาอันคมกริบนั้นของผู้เป็นบิดา เขาเองก็รู้สึกว่าการตัดสินใจในครั้งนี้นั้นช่างยากเย็นยิ่งนัก
"เจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งของภรรยาและลูก ๆ จะมามัวแต่ลังเลเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าเล็ก" เมื่อเห็นว่าบุตรชายคนเล็กมีท่าทางที่คิดไม่ตกชายชราจึงได้เอ่ยสอนไปอีกหนึ่งประโยคเพื่อสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจให้กับบุตรชายของตนเอง
"ไม่ได้…ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!" แต่ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยตอบสิ่งใด จู่ ๆ เสียงแหลมสูงของนางจางภรรยาของเหอหานตงก็ดังขัดขึ้นจากบริเวณหน้าบ้าน
"ท่านแม่…."เหอหลานซานเอ่ยเรียกผู้เป็นมารดาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาส่วนคนอื่น ๆ นั้นทำเพียงแค่เงียบฟังในสิ่งที่หญิงชราจะเอ่ยต่อไป
"ทำไมจะไม่ได้ ข้าเป็นหัวหน้าตระกูลย่อมมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ เจ้าอย่ามาก้าวก่าย" ผู้เฒ่าเหอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย
"ข้าเองก็เป็นมารดาของเจ้าเล็กเหมือนกันทำไมจะไม่มีสิทธิ์เอ่ยค้านกัน ท่านพี่!" นางจางเองก็ไม่คิดที่จะยอมให้กับผู้เป็นสามีด้วยถ้าให้บุตรชายคนเล็กแยกบ้านไปก็จะต้องเสียทั้งเงินทองและข้าวสารไปให้กับบ้านเล็ก แล้วนางจะยอมเสียตำลึงเงินไปได้อย่างไร ไหนจะแรงงานที่ต้องใช้ทำงานบ้านและงานในไร่อีกเล่าใครจะเป็นคนทำแทนถ้าไม่มีคนจากบ้านเล็กแล้ว ให้ตายนางจางก็ไม่มีทางยอมเป็นอันขาด
"หึ!.นี่เจ้ายังเห็นเจ้าเล็กเป็นบุตรชายของตนอยู่อย่างนั้นรึ? …ข้าก็นึกว่าเห็นเขาเป็นเพียงคนทำงานให้เสียอีก" เมื่อต้องการที่จะช่วยแล้วเหอหานตงจึงจำเป็นจะต้องขัดแย้งกับภรรยาด้วยรู้ทันในความคิดของภรรยาที่อยู่กินกันมานานย่อมรู้ว่าเหตุผลแท้จริงของอีกฝ่ายนั้นเพราะอะไร ชายชราจึงต้องใช้อำนาจที่ไม่เคยใช้มาก่อน
"ว่าอย่างไรเจ้าเล็กนี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้วนะ เจ้าต้องการที่จะแยกบ้านหรือไม่?"
"ท่านพี่แยกบ้านเถิดเจ้าค่ะ!" ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงหวานใสที่เติมไปด้วยอาการสั่นหอบของนางมี่เหรินหรือก็คือภรรยาของเขาที่เอ่ยบอกจากทางด้านหลัง
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เค่อที่ผ่านมาในระหว่างที่นางมี่ซือกำลังซักผ้าที่ลำธารตามปกติก็ได้มีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ว่าที่บ้านของนางมี่ซือนั้นกำลังเกิดเรื่องชาวบ้านหญิงนางนั้นจึงได้รีบมาเอ่ยบอกกับนางมี่ซือ
เมื่อฟังเรื่องราวจบนางมี่ซือจึงได้ออกวิ่งมาที่บ้านด้วยความเป็นห่วงบุตรสาวและสามีที่ยังบาดเจ็บอยู่จนลืมแม้กระทั่งผ้าที่ซักทิ้งไว้ที่ลำธาร จนในที่สุดนางก็วิ่งมาทันประโยคที่พ่อสามีเอ่ยถามกับสามีของตนเองนางจึงได้เอ่ยบอกด้วยรู้ว่านี้เป็นความช่วยเหลือจากพอสามีที่ต้องการจะช่วยเหลือนางกับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
กลับมาที่ปัจจุบันนางมี่ซือได้เดินมาหยุดอยู่ด้านข้างสามีและลูก ๆ ของนางพร้อมกับส่งยิ้มบางเบาไปให้กับผู้เป็นสามีอีกทั้งยังช่วยพยุงร่างของสามีให้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
"น้องหญิงเจ้าต้องการเช่นนั้นจริง ๆ อย่างนั้นหรือ" เหอหลวนซานเอ่ยถามภรรยาสุดที่รักอีกครั้งหลังจากที่ตัวของเขายืนได้มั่นคงดีแล้ว
"เจ้าค่ะ ข้าเองก็คิดเรื่องนี้มาสักพักแล้วจนในวันนี้คงถึงเวลาที่พวกเราต้องแยกบ้านออกมาอยู่กันตามลำพังแล้ว เพื่อลดภาระให้กับบ้านใหญ่เจ้าค่ะ" นางมี่ซือเองก็เอ่ยตอบผู้เป็นสามีด้วยเหตุผลที่ฟังดูดีขึ้นมาอีกทั้งยังเป็นเหตุผลที่รักษาหน้าตาของบ้านพ่อสามีได้เป็นอย่างดี
"ถ้าน้องหญิงเห็นด้วยกับลูก ๆ พี่เองก็ไม่มีปัญหาแล้วเจ้าใหญ่กับเจ้ารองเล่าคิดเห็นเช่นใด" เหอหลวนซานเองก็เป็นบุรุษที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของเขามากทุกครั้งที่ต้องมีการตัดสินใจครั้งสำคัญเขาก็จะถามความคิดเห็นจากทุกคนในครอบครัวด้วยเพื่อหาข้อสรุปในหัวข้อนั้น ๆ
"ข้านั้นแล้วแต่ท่านพ่อกับท่านแม่ ส่วนเจ้ารองตอนนี้ขึ้นเขาไปขนฟืนอยู่แต่ข้าก็คิดว่าเจ้ารองเองก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจในครั้งนี้ของพวกเราขอรับ" เหอชงหยวนเองก็เอ่ยบอกความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกทั้งยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับน้องชายของตนเองด้วยเช่นกัน และนั่นก็เป็นข้อสรุปที่ทำให้เหอหลวนซานได้รับคำตอบในครั้งนี้แล้วเช่นกัน
"เช่นนั้นข้าขอแยกบ้านขอรับท่านพ่อ" เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเหอหลวนซานจึงได้หันไปมองหน้าของบิดาพร้อมกับเอ่ยบอกถึงความต้องการในครั้งนี้ให้กับอีกฝ่ายทราบเพื่อที่จะดำเนินเรื่องต่อไป
"ดี! …เช่นนั้นชงหยวนเจ้าไปตามผู้นำหมู่บ้านมาข้าจะทำเรื่องแยกบ้านให้กับพวกเจ้าในวันนี้เลย" เหอหานตงเองเกรงว่าถ้ารอนานกว่านี้อาจจะไม่สามารถทำเรื่องได้อีกต่อไปจึงรีบเอ่ยบอกกับหลายชายของตนให้ไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาโดยเร็วแต่ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้ออกวิ่งเสียงแหบแห้งแต่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
"ไม่ต้องไปแล้วข้ามาถึงแล้ว" เสียงของ จงฟานตู้ ผู้นำหมู่บ้านเป่าหนิงที่ในปีนี้เขาอายุได้ 69 ปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้นำหมู่บ้านที่เหล่าชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก อีกทั้งชายชรายังมีนิสัยเถรตรง มีความเป็นกลางและยุติธรรม อีกทั้งมีความสามารถจนนำพาคนทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย นี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้พวกชาวบ้านนั้นให้ความเคารพเขา
************************************************************************************************
ท่านปู่ก็รักลูกชายคนเล็กอยู่นะ แต่ท่านย่ายัยน้องนี้สิไม่ไหวเลย