‘ตะขาบ 5 ตัว’ ยาอมแก้ไอที่อยู่คู่คนไทยมา 87 ปี
เวลาเราเจ็บคอหรือไอ ก่อนที่จะไปถึงมือหมอ คนไทยอย่างเรามักหาหยูกยามาบรรเทาอาการตัวเอง และ ‘ยาอมแก้ไอ’ ก็มักเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราเลือกใช้รักษา
มองเข้าไปในตลาดยาอมแก้ไอ หนึ่งในแบรนด์ไทยที่เรามักนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นยาแก้ไอตรา ‘ตะขาบ 5 ตัว’ ยาอมสมุนไพรลูกเล็กๆ รสชาติออกเฝื่อนๆ หวานๆ ที่อยู่คู่คนไทยมา 87 ปีแล้ว
ที่น่าสนใจคือ แม้จะเป็นยาอมสมุนไพรลุคบ้านๆ แต่ตะขาบ 5 ตัว ก็มีงานวิจัยรับรองว่ามีตัวยาที่รักษาอาการอักเสบได้จริง มากไปกว่านั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตะขาบ 5 ตัวก็ไม่หยุดนิ่ง และขยับตัวรับเทรนด์ใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
เรื่องราวของยาแก้ไอสุดเก๋านี้เป็นอย่างไร TODAY Bizview ชวนย้อนประวัติศาสตร์ของแบรนด์ไปด้วยกัน
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ‘นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม’ ชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในไทยที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ตอนนั้นเขามีอาชีพทำสวนและเลี้ยงเป็ดไก่
พอเริ่มเก็บหอมรอมริบจนมีทุน ก็มาเปิดร้านขายของชำในตลาดบางคล้า ต่อมาในปี 2478 นายจุ้ยไซย้ายจาก อ.บางคล้า มาอยู่กรุงเทพฯ แถวตลาดน้อย เยาวราช ทำอาชีพรับจ้างแบกหามในตอนกลางวัน
และด้วยความที่นายจุ้ยไซตอนอยู่เมืองจีนเคยเป็นเด็กช่วยปรุงยา ต้มยา ในร้านหม้อจีนมาก่อน ทำให้เขาพอจะมีความรู้ด้านยาสมุนไพรและการตรวจจับชีพจรอยู่บ้าน
เขาจึงใช้เวลาในตอนกลางคืนและเวลาว่าง ทดลองปรุงยาเพื่อใช้กันเองในบรรดาญาติๆ และคนใกล้ชิดในละแวกบ้านใช้รักษา
ปรากฏว่ายาของนายจุ้ยไซเป็นที่ถูกใจของหลายๆ คน ซึ่งโปรดักต์ที่คนชอบมากที่สุดก็คือยาอมแก้ไอ นายจุ้ยไซจึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านขายยาต่างๆ เพื่อหารายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว โดยใช้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซได้อพยพครอบครัวหนีสงครามไปอยู่ อ.พระประแดง ช่วงนั้นประเทศไทยเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ จนมีตะขาบหนีน้ำมาอยู่ตามฝาบ้าน
นายจุ้ยไซเกิดไอเดียว่าน่าจะเอาตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า เพราะหมอจีนโบราณมีความเชื่อว่าการรักษาอาการป่วยต้องใช้พิษล้างพิษ และตะขาบก็เป็นสัตว์มีพิษพอดี
ส่วนเลข 5 นั้นถือเป็นหนึ่งในเลขมงคลของชาวจีนอยู่แล้ว
เมื่อสงครามสงบลง นายจุ้ยไซย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ เลยออกแบบซองยาโดยนำรูปตะขาบมาเป็นสัญลักษณ์ วางขนาบข้างรูปนายจุ้ยไซที่อยู่ตรงกลาง
ในตอนนั้นนายจุ้ยไซก็ทำตัวยาอื่นๆ อีกหลายชนิดออกขายด้วย การดำเนินธุรกิจของเขาไม่ง่าย เนื่องจากต้องหิ้วกระเป๋าหอบยาไปขายตามร้านขายยาต่างๆ เขาอดทนต่อสู้ฝ่าฟัน จนในที่สุดสินค้าก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น
กระทั่งปี 2496 นายจุ้ยไซย้ายมาอยู่ที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ฝั่งธนบุรี กิจการเริ่มดี ทำให้เขาเปิดร้านขายยา ‘ซิมเทียนฮ้อ’ ขายยาสำเร็จรูป รวมทั้งรับตรวจผู้ป่วยและเจียดยาสมุนไพรด้วย
แต่หลังจากที่นายจุ้ยไซเสียชีวิตลงในปี 2516 ทายาทรุ่นที่ 2 จึงตัดสินใจเลิกกิจการร้านขายยา และหันมาตั้งบริษัทเพื่อผลิตยาอย่างเดียว โดยใช้ชื่อว่า ‘บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด’ และได้ช่วยกันปรับปรุงกระบวนการผลิตเรื่อยมา
ปี 2523 จึงได้สร้างโรงงานใหม่บน ถ.พระรามที่ 2 เขตบางขุนเทียน โรงงานที่นี่ทำให้ตะขาบ 5 ตัวมีการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของสินค้ามากขึ้น
โดยมีการนำเอาเครื่องจักรที่ทันสมัยและถูกสุขลักษณะเข้ามาใช้ร่วมกับแรงงานคน มีการเพิ่มบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้านมาทำการวิจัยและผลิตยาอมรสชาติใหม่ๆ รวมไปถึงมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความสะดวก ทันสมัยและน่าใช้ยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ปี 2548 ตระขาบ 5 ตัว ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเริ่มส่งออกไปฮ่องกง จากนั้นก็ขยายมาในแถบอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ กัมพูชา ลาว พม่า รัสเซีย เป็นต้น
ต่อมาปี 2558 ตะขาบ 5 ตัว ทำธุรกิจเพิ่ม คือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขาย เช่น แผ่นแปะพริก ปอราส, แคพซิคัม พลาสเตอร์, ยาน้ำมันสมุนไพรยู่ยี่ออยล์
ส่วนแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวเอง 3-4 ปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าแบรนด์ไม่หยุดนิ่ง และพยายามทำการตลาดด้วยวิธีใหม่ๆ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้บริโภคไม่น้อยเลยทีเดียว
ไม่ว่าจะเป็นในปี 2562 ที่จับมือร่วมกับ Greyhound Original ออกโปรดักต์สินค้าแฟชั่นอย่าง เสื้อ หมวก กระเป๋า, ปี 2563 คอลแล็บกับแบรนด์ฟังก์ชันนอลดริงก์อย่าง ‘เซ็ปเป้’ ทำน้ำสมุนไพรบรรเทาอาการเจ็บคอด้วยกัน
และล่าสุดกับการพยายามเจาะกลุ่มบริโภคยุคใหม่ให้มากขึ้น ตะขาบ 5 ตัว ก็ขอก้าวข้ามความเก๋าระดับตำนานของตัวเองมาเปิดไลน์สินค้าเพิ่มคือ ‘สเปรย์แก้ไอ’ ที่ร่วมพัฒนากระบวนการผลิตกับ สวทช. จนได้ใบรับรองยืนยันว่าช่วยบรรเทาอาการไอ ละลายเสมหะ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของคออักเสบได้ถึง 99.9% ภายใน 5 นาที
ด้วยคุณภาพคับแน่นที่ส่งให้ ‘ตะขาบ 5 ตัว’ เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมาได้อย่างยาวนาน และการปรับตัวให้ตัวเองเป็นแบรนด์เก่าแต่ไม่เชย ก็เชื่อว่าตะขาบ 5 ตัวก็จะเป็นแบรนด์เก๋าที่ไม่ตกยุค และต่อไปก็น่าจะมีอะไรเจ๋งๆ ออกมาให้เราได้เห็นกันอีกแน่นอน