โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดารารุ่นใหญ่ เลิกจริง ไม่ใช่ข่าวลือ ยุติสถานะสามี-ภรรยา ปิดฉากรักต่างวัย 21 ปี!

The Bangkok Insight

อัพเดต 24 มี.ค. 2566 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2566 เวลา 11.12 น. • The Bangkok Insight

ดารารุ่นใหญ่ โอ๊ต วรวุฒิ เลิกจริง ไม่ใช่แค่ข่าวลือ เปิดใจครั้งแรก หลังยุติสถานะสามี-ภรรยา จีน่า อันนา ปิดฉากรักต่างวัย 21 ปี!

เรียกว่าเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับแฟน ๆ ไม่น้อย สำหรับคู่รักต่างวัย โอ๊ต-วรวุฒิ นิยมทรัพย์ ดาราหนุ่มรุ่นใหญ่ และภรรยาสาวจีน่า-อันนา มานัตนันท์ ที่ได้ยุติสถานะสามีภรรยากันแล้ว หลังแต่งงานสร้างครอบครัวกันมาตั้งแต่ปี 2560 แถมมีโซ่ทองคล้องใจถึง 2 คน อย่าง น้องโอลาฟ และ น้องโอเลิฟ ล่าสุด (24 มี.ค.) โอ๊ต วรวุฒิ เปิดใจครั้งแรกในรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องOne31

โอ๊ต วรวุฒิ

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าพี่โอ๊ตและภรรยาได้ยุติความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยาแล้ว ณ ตอนนี้สถานะคืออะไร ?

โอ๊ต : เป็นพ่อและแม่ของลูก

ห็นข่าวมาสักพักแล้ว แต่พี่ก็ยังถ่ายรูปด้วยกันลงไอจี เต้น TikTok เป็นครอบครัวอยู่ ก็คิดว่ามันคงเป็นข่าวเฉย ๆ แต่มันคือเรื่องจริง ?

โอ๊ต : ต้องยอมรับว่ามันคือเรื่องจริงครับ

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเลยเหรอ ?

โอ๊ต : จริง ๆ ข่าวออกพฤษภาคม แต่เราเริ่มที่จะคุยกันจริงจังมากขึ้น แล้วสรุปของเราตั้งแต่เดือนมีนาคม ปีที่แล้ว

1 ปีแล้ว ?

โอ๊ต : ใช่ครับ

วันที่เราทั้งคู่ตัดสินใจจะให้อิสระกันและกัน วันนั้นอารมณ์มันเป็นยังไง ทะเลาะไหม ?

โอ๊ต : พี่ออกตัวนิดนึง การที่คุยวันนี้มันอาจจะมีผลกระทบถึงบุคคลอื่นที่ไม่ได้มานั่งคุยกับเราในวันนี้ อันนี้เป็นเหตุผลในทางของพี่โอ๊ตฝ่ายเดียว ซึ่งพี่คุยกับทางคุณจีน่าแล้วว่า โอเค วันนี้เรามาออกรายการ เราจะคุยประมาณนี้ ได้แค่ไหนพี่ตอบแค่นั้นจะตอบเท่าที่จะตอบได้ บรรยากาศในการคุยวันนั้นเป็นการคุยปกติธรรมดา ใช้สติในการคุยกัน คุยแบบเป็นเพื่อนกันไม่ได้ทะเลาะกัน ในการยุติความสัมพันธ์คิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเองและตัวลูกด้วย

สำหรับตัวพี่เองคิดว่าเหตุผลหลักในการคืนอิสระให้กับอีกฝ่ายคืออะไร ?

โอ๊ต : จริง ๆ มันไม่ได้มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูกในการที่เราจะมองเป้าหมายในชีวิตของเรา ต่างคนต่างมีทางของตัวเอง เราคิดว่าตรงนี้เป้าของเรายังต่างกันอยู่ เขาก็ยังมีทางของเขาอยู่ เราก็มีทางของเรา ทางของเราอาจไม่ได้หวือหวาเหมือนกับที่เขาตั้งเป้าในทางเดินของเขาไว้ มันก็เลยสวนทางกันในการดำเนินชีวิต เลิกกันแบบนี้ก็เลยง่ายกว่า

มันเป็นเรื่องความห่างของอายุด้วยไหม ?

โอ๊ต : จะบอกว่าไม่สำคัญเลยไม่ได้นะ มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าในช่วงที่เราอายุวัยเดียวกับเขา เราก็คิดเหมือนกับเขานี่แหละ เราอยากไปให้สุดในเส้นทางของเรา มันห้ามไม่ได้ พอมันมาถึงอายุที่มากขึ้น 50 กว่า มันรู้สึกว่าทางเรามันลงเขาแล้ว มันเริ่มหาจุดสงบแล้ว มีความสุขแบบนิ่ง ๆ มันก็เลยสวนทางกัน ทางขึ้น กับทางลง แต่ว่าสิ่งนี้ไม่มีใครผิดใครถูก

โอ๊ต วรวุฒิ จีน่า อันนา

ปีนี้พี่โอ๊ต 52 ถ้าเขาอายุน้อยกว่า 21 ปีก็คือ 30 ต้น ๆ เท่านั้นเอง ?

โอ๊ต : ใช่ครับ

วันนั้นของเดือนมีนาคมปีที่แล้ว บทสรุปคือ ?

โอ๊ต : เราลดสถานะของการเป็นสามีภรรยา แล้วมาเป็นพ่อกับแม่ของลูก

แต่เราก็ยังอยู่บ้านเดียวกัน ?

โอ๊ต : อยู่บ้านเดียวกัน เราแยกห้องนอนกัน คือต้องบอกว่าเราแยกห้องนอนกันมานานแล้วด้วย พอนอนด้วยกันเขาไม่สบายตัว ที่นอนมันพอดีเกินไป ก็แยกไปอยู่อีกห้องก่อนหน้านั้นนานแล้ว แล้วที่มาคุยกันก็คือเรื่องการแยกห้องนอนในสถานะที่มันเปลี่ยนไป

พอเราตัดสินใจเดินออกจากกันและกัน ความรู้สึก มันต้องเซ็นใบหย่าไหม ?

โอ๊ต : ไม่ต้อง เพราะเราไม่ได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แค่จัดงานเฉย ๆ ที่เราไม่ได้จดทะเบียนสมรส ด้วยเราทำธุรกิจด้วย กลัวผลกระทบที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งคนที่ทำธุรกิจมีความไม่แน่ไม่นอน ก็กลัวมีผลในภายภาคหลังก็เลยไม่เลือกที่จะจดทะเบียนสมรสกัน

อยู่บ้านเดียวกัน ต้องปรับตัวยังไง เพราะว่ามันต้องเจอกันทุกวัน ตลอด 5 ปีที่แต่งงานมาเขาคือภรรยา แต่พอวันที่แยกกันแล้ว ?

โอ๊ต : เขาคือเพื่อน แล้วเป็นแม่ของลูก ยังมีความเอื้ออาทร มีความห่วงใยกันในฐานะเพื่อนแล้วก็แม่ของลูกด้วย ฉะนั้นเวลาทำอะไรไปไม่ได้แค่เฉพาะความรู้สึกของเราคนเดียว ต้องแคร์ความรู้สึกของลูกด้วย อีก 2 คนนั่งมองอยู่ เราใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน พื้นที่ส่วนตัวก็แยกห้องนอน ยังไปไหน ทำกิจกรรมทุกอย่างปกติเหมือนเดิม

แล้วลูก 2 คนนอนยังไง ?

โอ๊ต : นอนกับพ่อทุกคืน พ่อติดลูกด้วย ติดกล่อมลูก ติดนอน เขาจะนอนตรงแขนพ่อ

พอเราอยู่ด้วยกันเข้าใจแหละว่าแยกห้อง พอเราทำอะไรด้วยกันลูกเขารู้ไหม ?

โอ๊ต : โอเลิฟมีพูดได้บ้าง แบบอยากให้แม่นอนตรงนี้ ให้พ่อนอนตรงนี้ แล้วลาฟกับเลิฟก็นอนตรงนี้ อันนี้มันเป็นคำที่บางทีก็สะเทือนใจเรา บางทีเลิฟจับมือพ่อกับแม่มาแล้วบอกว่า เลิฟอยากเห็นพ่อกับแม่รักกัน แล้วเลิฟจะมีความสุข เราก็น้ำตาไหล มองหน้ากันกับคุณจีน่า ซึ่งมันก็สะเทือนใจ เราไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ข้างใน แต่ว่าในหน้าที่ของการเป็นพ่อเป็นแม่ เราพยายามทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เมื่อถึงวันนึงที่มันสมควร หรือดูวุฒิภาวะที่มันไม่กระทบกับเขามากเราจะพูดความจริงกับเขา เราจะค่อย ๆ บอก ตอนนี้เรากำลังดูเขาอยู่ว่ามันเหมาะสมแค่ไหน

โอ๊ต วรวุฒิ

พี่ว่าอายุเท่าไหร่เราถึงจะเปิดใจคุยกับเขาได้ ?

โอ๊ต : สัก 10 ขวบถึงค่อยบอก แต่ว่าตอนนี้เราพยายามสร้างบรรยากาศในครอบครัวให้มันดูปกติที่สุด

ไปไหนก็ยังไปด้วยกันอยู่ ล่าสุดยังไปงานแต่งงานลูกพี่ผัดไทอยู่เลย ?

โอ๊ต : ใช่ยังไปด้วยกัน ก็ปกติเราเป็นเพื่อนกัน ความสัมพันธ์ทุกอย่างก็ปกติ ดูแลกันในครอบครัว มันแค่แยกสถานะของความเป็นส่วนตัวออกไป แล้วลดสถานะของความเป็นสามีภรรยา

พอมันเป็นแบบนี้มันสบายใจกว่า ?

โอ๊ต : สบายใจกว่า หมายถึงว่าเราไม่ต้องคาดหวังในเรื่องส่วนตัวของเขา บางสิ่งบางอย่างที่เราคาดหวังแล้วไม่เป็นอย่างที่เราคิด เรื่องพวกนี้ตัดทิ้งไปได้เลย เพราะว่าเขาก็สามารถใช้ชีวิตเขาได้เต็มที่ในส่วนของเขา เราก็สามารถใช้ชีวิตในส่วนของเราได้ แล้วมีหน้าที่ร่วมกันคือรับผิดชอบในเรื่องของลูก

มีบางวันที่พี่อยากจะรู้ไหมว่าเขาคุยกับใครไหม คบกับใครไหม หรือไม่เลย ?

โอ๊ต : เฉย ๆ เราปล่อยชีวิตให้เขาอิสระเลย ก็มีพอรู้อยู่บ้างแหละ เขาไม่ได้ปิด แต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อลูกไง โฟกัสของผมตอนนี้หลัก ๆ เลย คือความรู้สึกของลูก แต่ก่อนยังมีความรู้สึกของตัวเองบ้างนะ อยากมีนู้นอยากไปนี่ อยากอะไรต่ออะไร แต่ตอนนี้ไม่มีเลย ความรู้สึกของตัวเองคือลูกอย่างเดียวเป็นที่ตั้งเลย

แบ่งเวลาในการดูแลลูก ๆ ยังไง ?

โอ๊ต : ตอนนี้เวลางานประจำของผม คือ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี อาจจะมีเลยไปวันศุกร์บ้าง แต่ไม่ประจำ เวลานี้เขาก็จะช่วยดูแลลูก ตอนเช้าไปโรงเรียน แต่ว่าเราจะมีแม่บ้านด้วยมาคอยซัปพอร์ตอีกทีนึง พอ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก็จะเป็นของเราฟูลไทม์เต็มที่เลย ออกต่างจังหวัดไปหาคุณย่าบ้าง ไปทำกิจกรรมบ้าง ลุยจักรยานอยู่ท้ายรถเรียบร้อย เขาชอบอะไรลุย ๆ

แสบเท่าพ่อไหม ?

โอ๊ต : พ่อไม่แสบ แต่ตัวเล็กแสบ นิสัยแบบโฉ่งฉ่าง เอาเรื่อง ใจร้อน มือไวใจถึง แต่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ตรงไปตรงมา แต่คนโตเนี่ยจะมีชั้นเชิง มีเล่ห์เหลี่ยม มีอะไรกับน้อง แต่ก็แกล้งกันทั้งวัน

ตีไหม ?

โอ๊ต : ตี แต่ไม่ได้ตีด้วยอารมณ์นะ ตีด้วยเหตุผล

ไปส่งลูก ๆ ที่โรงเรียนทำไมต้องร้องไห้ ?

โอ๊ต : คิดถึง แต่ก่อนเราเป็นผู้ชายใจแข็ง ไม่ค่อยร้องไห้กับสถานการณ์ต่าง ๆ แต่พอมาเจอเรื่องลูกมันเซนซิทีฟ แค่อ่านข่าวเด็กคนอื่นแล้วคิดถึงลูกก็ร้องไห้

ฟังดูรักลูกมาก แต่ทำไมมีลูกช้าสุดในกลุ่ม ?

โอ๊ต : นั่นนะสิ คือไม่เคยคิดจะมีลูกเหมือนพี่พีเคนี่แหละ หมายถึงว่าคนที่เป็นครอบครัวเราแต่ก่อน เราเคยคิดจะมีลูกด้วยกัน แต่พอมันอายุเยอะความต้องการมันหายไป เราเคยคิดจะมีลูกตั้งแต่อายุ 20 ปลาย ๆ พอมันผ่าน 30 กว่า 40 กว่า มันไม่อยากมีแล้ว แต่พอมาเจอคนที่แบบว่าเขาก็อยากมี มันก็เลยจุดประกาย ก็เอาสิ เผื่อได้ ทีแรกคิดว่าจะเอาแค่ผู้หญิงคนเดียวพอ พอผู้ชายมาก็จะเอาเด็กผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้

อนาคตเอาอีกคนไหม ?

โอ๊ต : ไม่เอา

แล้วตอนไหนที่พี่พยายามขอหลานของพี่ชุมาเลี้ยง ?

โอ๊ต : ตอนพั้นซ์ชี่ 5-6 ขวบ แล้วเราก็ไปขอมาเป็นลูกบุญธรรมได้ไหม ไม่งั้นป่านนี้ก็ไม่มีลูกหรอก ชอบเด็ก รักเด็กผู้หญิง ไม่รักเด็กผู้ชาย เจอ 2 เลย แต่ความรักของพ่อกับแม่ พอได้มาแล้วมันไม่แยกเพศ

ตอนแรกเกิดมามันเป็นยังไง ความรู้สึกเราเปลี่ยนไปเลยไหม ?

โอ๊ต : มันตั้งตัวไม่ถูก มันมีเวลาตั้งตัว 9 เดือน แต่พอได้มาจริง ๆ แล้วมันหวิว จริงเหรอ มันงง ๆ ตื่นเต้น ลูกเราออกมาจะหน้าตาเป็นยังไง จะเหมือนใคร มันลุ้นไปหมดทุกอย่าง คนที่สองไม่เท่าคนแรกนะ คนแรกลุ้นหนักสุด ออกมาจะปกติไหม จะนู้นนี่นั่นหรือเปล่า คิดกังวลไปหมด ทุกวันนี้ยังงงอยู่เลย บางทีเกิดอะไรขึ้น เวลาผ่านไป 10 ปี กูมีลูก 2 คนมันเป็นไปได้ยังไง อยู่ ๆ ก็งง ๆ

แฮปปี้อยู่กับลูกแหละ ?

โอ๊ต : แฮปปี้มากครับ แต่ก่อนไม่มีความคิดเลย เวลามีลูกมันเหนื่อยก็จริงนะ แต่มันจะมีความสุขขนาดนี้

เป็นห่วงพี่วันเดียวจริง ๆ คือวันที่ต้องบอกลูก เตรียมประโยคไว้ไหม ?

โอ๊ต : ตอนนี้เตรียมโรงเรียนไว้ให้ลูกในอนาคตว่าสักวันนึงเราจะส่งลูกไปเรียนที่ไหน แล้วเราจะคุยกับลูกยังไง แล้วเราจะคุยกับลูกเรื่องของสถานะพ่อกับแม่เนี่ยได้ตอนไหน แค่ไหน ก็มีเตรียม ๆ ไว้ แต่ไม่ได้วางแผนอะไรมากมาย แค่ดูความแข็งแรงของเขาก่อนว่าเราสามารถคุยกับเขาได้แค่ไหน

สิ่งที่ดีกว่านั้นคือเราอยู่ด้วยกันแล้วเขาเห็นว่าเรารักกัน หมายถึงพ่อแม่รักกัน ไม่ได้ทะเลาะกัน บางบ้านไม่ได้เลิกกันแต่ทะเลาะกันทุกวัน อันนั้นรู้สึกแย่กว่า ?

โอ๊ต : บรรยากาศของการอยู่ร่วมกัน บรรยากาศที่เขาอยู่กับเราด้วยมันสำคัญมาก

โอ๊ต วรวุฒิ

โรงแรมที่บุรีรัมย์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ?

โอ๊ต : ตอนนี้ดี โรงแรมดูแลตัวเองได้ดีเลยแหละ

แต่ตอนนั้นพี่จะขาย แล้วตอนนี้ยังอยากขายไหม ?

โอ๊ต : ตอนนี้ยังติดสัญญาขายอยู่กับนายหน้าเจ้าหนึ่งถึงปลายปี ตอนนี้มันอยู่ที่ว่าข้อตกลงที่เราคุยกันพอใจแค่ไหน ตอนนี้เราไม่ได้เร่งรีบเหมือนตอนช่วงก่อนแล้ว แต่ก่อนเราแบกภาระเยอะ ทั้งร้านอาหาร ทั้งอะไร ตอนนี้รู้สึกว่ามันดูแลตัวเองได้ดีแล้ว ถามว่ามีความต้องการอยู่ไหม ในใจลึก ๆ เอง ถ้าเจอดีลที่มันจบ ดีลที่ตกลงกันด้วยดี ผมก็ยังยินดีอยู่ในข้อเสนอเดิม

ถ้าขายได้ มันจะเป็นเงินก้อนโตอยู่ในมือเราเลย เอาไปทำอะไร ?

โอ๊ต : ให้ลูกครับ

ไม่ได้มีแบบพ่ออยากได้มอเตอร์ไซค์วินเทจ ?

โอ๊ต : แต่ก่อนมันมีแต่ความต้องการของเราเองอย่างเดียวเลย แล้วมันไม่ได้มีความสุขด้วยนะ มันมีแค่ตอนได้ สักพักก็เบื่อ เปลี่ยน แต่ตอนนี้รู้สึกว่าอะไรที่เป็นของลูกได้ เป็นความมั่นคงของลูกได้ เราจะให้ลูกทั้งหมดเลย สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราทำมาทั้งหมด วางแผนไว้ว่านี่เป็นของโอลาฟ โอเลิฟ ทั้งหมด ในอนาคตไม่ได้หวังว่ามันจะสามารถหล่อเลี้ยงเขาไปตลอดชีวิตนะ แต่มันอาจจะสร้างโอกาสที่ดีให้กับเขาได้ในเวลาที่เขาต้องการ

แสดงว่าถ้าขายได้เงินก้อนโตมาก็เก็บไว้ให้เขาเรียน ?

โอ๊ต : ใช่ เก็บไว้

ณ วันนี้โสด พ่อลูก 2 ?

โอ๊ต : ครับผม

ยังมองหาอยู่ไหม คำว่าความรักเนี่ย ?

โอ๊ต : จริง ๆ ไม่เคยเข็ดนะ ไม่เคยเข็ดเรื่องความรักเลยนะ อยากมีความรักตลอดเวลา ความรักมันเป็นสิ่งที่ดี สวยงามอยากมีความรักแบบชีวิตคู่ ลุง ป้า มีความรักแบบคนที่เป็นเพื่อนกัน อยากมีมาก แต่มีไม่ได้ ติดเรื่องลูกยังเล็กอยู่ อย่าคิดว่ามีแฟนเลยนะ ตอนนี้คนคุยยังไม่มีเลย

พี่ปิดประตูใส่เขาใช่ไหม ?

โอ๊ต : เราคิดว่าเรายังไม่พร้อม

ถ้าเกิดมีใครอยากไลน์มาคุยด้วยตอนนี้ หน้าตาต้องเป็นไง ?

โอ๊ต : หน้าตาไม่เกี่ยวแล้ว ขอคนที่คุยด้วยแล้วสบายใจ อยู่ในทิศทางเดียวกัน อายุเยอะหน่อยก็ดี

คำว่าเยอะคือ ?

โอ๊ต : มันมั่นคงมากกว่า สัก 35 ขึ้น

คิดว่าจะให้เวลาในความเป็นโสดของตัวเองเท่าไหร่ ?

โอ๊ต : อีกสัก 5 ปี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ ถ้าไม่มีคนที่อยู่ด้วยกันแล้วมันมีความสุขจริง ๆ หรือไม่ได้อยู่ในความคิดความต้องการใกล้เคียงกันก็ไม่เอานะ เพราะไม่อยากเป็นทุกข์

อีก 5 ปีน้องเขาโตขึ้นแล้ว มันมีโอกาสที่จะกลับมารีเทิร์นไหม ?

โอ๊ต : ในอนาคตพูดไม่ได้เลย แต่ในปัจจุบันเราคิดว่าเราอยู่แบบนี้เราสบายใจกว่า

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...