เทียบสเปก 2023 MG ES vs MG EP ศึกบ้านเดียวกัน กับวากอนไฟฟ้าหนึ่งเดียวในตลาด
เปรียบเทียบ 2023 MG ES กับ 2022 MG EP
2023 MG ES (เอ็มจี อีเอส) เปิดตัวในประเทศไทย โดยมีพื้นฐานจาก MG EP (เอ็มจี อีพี) ซึ่งเรียกว่าเป็นรุ่นท็อปของ EP เลยก็ว่าได้
เราลองมาเทียบกันดูว่า มีอะไรที่ MG ES เหนือกว่า MG EP บ้าง ทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะ ไปจนถึงระบบความปลอดภัย ที่เราพบว่า มีความแตกต่างกันไม่น้อยเลยทีเดียว
ความต่างมิติตัวถัง
MG ES มีมิติตัวถัง 4,600 x 1,818 x 1,543 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง) ระยะฐานล้อ 2,665 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 115 มิลลิเมตร
พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลัง 479 - 1,367 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง
ส่วน MG EP มีมิติตัวถัง 4,544 x 1,818 x 1,543 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง) ระยะฐานล้อ 2,665 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 115 มิลลิเมตร
พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลัง 464 - 1,456 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง
พบว่า มิติตัวถังของทั้งสองแทบไม่ต่างกันเพราะจริง ๆ แล้วมาจากพื้นฐานเดียวกัน และ MG ES มีพื้นที่เก็บสัมภาระที่ต่างจาก MG EP เล็กน้อย อาจเป็นเพราะระบบขับเคลื่อนใหม่ที่เข้ามา
ความแตกต่างภายนอก
เราทราบกันดีว่า MG ES นั้นมีพื้นฐานมาจาก MG EP แต่ด้วยดีไซน์ด้านหน้าและด้านท้ายแบบใหม่ของ MG ES ทำให้รถคันนี้ดูมีความหรูหรา มีหน้าตาของความเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า EP ที่ดีไซน์หน้าตาให้เนียนไปกับรถน้ำมัน
ES จะต่างกับ EP ตรงที่ ไฟหน้า ไฟเบรกดวงที่ 3 และไฟท้าย LED โฉมใหม่แบบ Light Curtain Design ที่ดูโฉบเฉี่ยวและปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ตำแหน่งของที่เสียบชาร์จของทั้งสองรุ่นจะอยู่บริเวณเดียวกัน คือ ด้านหน้าของรถ
ส่วน EP จะมีไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบฮาโลเจน และมีไฟไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED มาให้ ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED Electric Pulse Design
ส่วนด้านข้างของรถจะเห็นได้ว่าทั้งสองรุ่นไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก ยังคงเป็นรูปทรงสเตชั่นวากอนทั่วไป แต่จะเห็นได้ว่า ES จะมาพร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบปัดเงา ซึ่งยกระดับความหรูให้ตัวรถอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับล้ออัลลอย 16 นิ้วของ EP
สำหรับด้านท้ายในภาพรวม ส่วนที่ต่างกันระหว่าง 2 รุ่นนี้จะเป็นส่วนของกันชนด้านล่าง และแถบโครเมียมเหนือป้ายทะเบียนที่ของ ES จะไม่ตัดเข้าไปที่ไฟท้าย ซึ่งแต่ละรุ่นก็ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน ขึ้นอยู่ความชื่นชอบของแต่ละคน
ภายในต่างกันชัดเจน
สำหรับอุปกรณ์ภายในของ EP นั้นมีให้อย่างพอเพียงด้วยหน้าจอแสดงผล MID แบบสี ขนาด 7 นิ้ว หน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
สิ่งที่ ES มีเพิ่มขึ้นมา ได้แก่ คอนโซลใหม่ในดีไซน์ energentic blue strip เบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ Denim texture พร้อมเทคโนโลยี Zero-G Seats รองรับสรีระของผู้นั่ง กับความสามารถในกระจายน้ำหนัก
และยังมีหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi-function Display) และหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมลำโพง 6 จุด รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto เช่นกัน
นอกจากนี้ ES ยังรองรับระบบปฏิบัติการ i-Smart lite ได้แล้ว
MG EP ให้กำลังเพียงพอ แต่ ES เหนือกว่าด้วยแบตใหม่ แรงและวิ่งไกลกว่า รองรับ V2L
สำหรับ MG EP มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า Synchronous Motor ที่ให้พละกำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร ติดตั้งชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 50.3 kWh วิ่งได้ไกล 308 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ซึ่งมีการชาร์จ 2 รูปแบบ ดังนี้
- ชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 0 - 80% ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ที่ความเร็วสูงสุด 50 kW
- ชาร์จแบบธรรมดา Normal Charge ผ่าน MG Home Charger 0 – 100% ใช้เวลาประมาณ 7 ชม. 15 นาที
ส่วน MG ES มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าเจนเนอเรชั่นใหม่ 8 Layer Hair Pin ให้พละกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ติดตั้งชุดแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ขนาด 51 kWh วิ่งได้ไกล 412 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) มีระบบคืนพลังงาน KERS ปรับได้ 3 ระดับ
ซึ่งมีการชาร์จ 2 รูปแบบ ดังนี้
- ชาร์จแบบเร็ว Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 0% - 80% ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีที่ความเร็วสูงสุด 87 kWh
- ชาร์จแบบธรรมดา Normal Charge ผ่าน MG Home Charger 0% – 100% ใช้เวลาประมาณ 7 ชม. 15 นาทีที่ 6.6 kWh รองรับการชาร์จสูงสุดที่ 11 kWh
นอกจากนี้ยังรองรับระบบ V2L (Vehicle to Load) เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยกำลังไฟสูงสุด 2,200 วัตต์
ช่วงล่างเหมือนกัน แต่ต้องรอขับจริง
ทั้งสองคันมีช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และระบบช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมระบบเบรกเป็นดิสก์เบรคทั้ง 4 ล้อ
แต่เมื่อดูจากสเปกของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ต่างกันของทั้งคู่ ขนาดของล้อและยาง ซึ่งส่งผลให้สมรรถนะของทั้งสองคันไม่เหมือนกัน ความแตกต่างของทั้งคู่จะไปอยู่ที่การขับขี่ ซึ่งต้องรอการขับเพื่อเปรียบเทียบกันในภายหลัง
ระบบความปลอดภัย
ระบบความปลอดภัยที่มีใน MG EP มีดังนี้
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) พร้อม Auto Brake Hold
- ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
- ระบบควบคุมเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
- ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
- ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
ส่วนระบบความปลอดภัยของ MG ES นั้นมีเท่ากับ EP ทั้งหมด แต่เพิ่มเติมระบบความปลอดภัยแบบ Active Safety ดังนี้
- ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
- ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane keep Assist)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนและช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping Assist)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
การเพิ่มเงินจาก MG EP มาเป็น MG ES นั้นคุ้มค่าหรือไม่
หากคุณต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอุปกรณ์พื้นฐานที่พอเพียง MG EP ก็เพียงพอกับความต้องการแล้ว แต่หากคุณต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาด พร้อมกับทรงวากอน MG ES คือคำตอบเดียวในตลาดตอนนี้
สำหรับราคาของ MG EP นั้นอยู่ที่ 761,000 – 771,000 บาท หลังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ส่วนราคาคาดการณ์ของ 2023 MG ES นั้นจะอยู่ในราคาที่ไม่เกิน 9 แสนบาท ซึ่งแพงกว่า EP ราวหนึ่งแสนบาท