“นักลงทุนสหรัฐ” แห่ซื้อ “หุ้นญี่ปุ่น” กลุ่มเทค–AI หนุนเงินทุนไหลเข้าเร็วสุดในรอบทศวรรษ
"นักลงทุนสหรัฐ" แห่ซื้อ "หุ้นญี่ปุ่น" ด้วยความเร็วสูงสุดนับตั้งแต่ยุคอะเบะโนมิกส์ หลังดัชนี Nikkei 225 พุ่งกว่า 30% ในรูปเงินดอลลาร์ แซงหน้า S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 14%
วันที่10 ตุลาคม 2568 เวลา 04.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Goldman Sachs Group Inc. รายงานว่านักลงทุนสหรัฐแห่ซื้อหุ้นญี่ปุ่นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น หลังได้แรงจูงใจจากผลตอบแทนที่โดดเด่นเหนือกว่าหุ้นสหรัฐ
บรูซ เคิร์ก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นญี่ปุ่นของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า “กระแสเงินลงทุนจากสหรัฐกำลังไหลเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นด้วยความเร็วสูงสุดนับตั้งแต่ยุคอะเบะโนมิกส์ (Abenomics)” พร้อมเสริมว่านักลงทุนสหรัฐมีส่วนร่วมในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 และขณะนี้เขาได้รับคำขอพบปะกับนักลงทุนจากสหรัฐอย่างต่อเนื่อง
กระแสเงินทุนจากสหรัฐสะท้อนถึงผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในปีนี้เมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากการแข็งค่าของเงินเยนราว 2.5% และความเชื่อมั่นใหม่ต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีซาเนะ ทาคาอิชิ ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ปรับขึ้นราว 30% (เมื่อเทียบในรูปเงินดอลลาร์) ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของ S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 14% ในช่วงเวลาเดียวกัน
การเข้ามาของกองทุนสหรัฐที่เน้นหุ้นเติบโต (growth stocks) อาจเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น หลังจากที่หุ้นคุณค่า (value stocks) ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นเติบโตติดต่อกันถึง 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 โดยได้แรงหนุนจากการปฏิรูปตลาดทุนและนโยบายเชิงสนับสนุนจากรัฐบาลและตลาดหลักทรัพย์โตเกียว
เคิร์กกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่น่าสนใจมากคือการมีส่วนร่วมของนักลงทุนสหรัฐที่มักมุ่งเน้นไปยังหุ้นเทคโนโลยีและธีม AI” พร้อมระบุว่าเขามองเห็นแนวโน้มเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดญี่ปุ่นต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนทั่วโลกยังถือครองหุ้นญี่ปุ่นในสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับช่วงพีกของยุคอะเบะโนมิกส์ ซึ่งยังเปิดโอกาสให้มีการซื้อเพิ่มได้อีกมาก
ข้อมูลจาก Japan Exchange Group (JPX) ระบุว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นญี่ปุ่น รวมทั้งในตลาดเงินสดและฟิวเจอร์ส มูลค่า 384,000 ล้านเยน หรือประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม
อย่างไรก็ดีเคิร์กเตือนว่าดัชนี Nikkei 225 เข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (overbought) ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม จึงอาจเห็นการปรับฐานของตลาดในระยะสั้นก่อนกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง
อ้างอิง : bloomberg.com