โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

[บทความ] คนทั่วไปสนใจลงทุนในอุตสาหกรรม Rare Earth เริ่มต้นไงดี ?

BT Beartai

อัพเดต 11 พ.ย. 2568 เวลา 04.42 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2568 เวลา 13.10 น.
[บทความ] คนทั่วไปสนใจลงทุนในอุตสาหกรรม Rare Earth เริ่มต้นไงดี ?

ในยุคที่โลกกำลังหันหน้าเข้าสู่พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า และบรรดาเทคโนโลยีสุดล้ำเหล่านี้ต้องพึ่งพาแร่บางชนิดที่กำลังเป็นที่ต้องการ ส่งผลให้แร่หายาก หรือ Rare Earth Elements กลายเป็นวัตถุดิบที่ทั่วโลกแย่งกันอย่างดุเดือด

เพราะมันคือหัวใจของเครื่องยนต์รถ EV, กังหันลม, ชิปคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงระบบอาวุธของประเทศมหาอำนาจ พูดได้ว่า ถ้าไม่มีแร่เหล่านี้ โลกก็แทบจะขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้เลย

ซึ่งถึงจะชื่อว่า “แร่หายาก” แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้หายากนัก สิ่งที่ยากคือการ “สกัดให้บริสุทธิ์” และการแปรรูปให้ใช้ได้ในอุตสาหกรรม ซึ่งจีนคือประเทศที่มีความสามารถด้านนี้สูงสุดในโลก ปัจจุบันจีนควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายากมากกว่า 70%

นั่นทำให้จีนมี “อำนาจต่อรอง” มหาศาลในสงครามเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ เพราะเมื่อใดที่จีนจำกัดการส่งออก แทบทุกอุตสาหกรรมในโลกจะสะเทือนทันที ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือกังหันลมผลิตไฟฟ้า

สหรัฐฯ จึงพยายามเร่งกระจายความเสี่ยง โดยสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งจีนเพียงรายเดียว หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย ที่เพิ่งลงนาม MOU ร่วมกับสหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่หายากในวันที่ 27 ตุลาคม 2025

ความต้องการทั่วโลกพุ่งแรง ดันให้ราคาผันผวน

ตลาดแร่หายากทั่วโลกเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันมีมูลค่าราว 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะโตถึงกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2030 เพราะอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต้องใช้แร่เหล่านี้ในทุกขั้นตอน

ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ใช้แร่หายากราว 10 กิโลกรัม, กังหันลมขนาดใหญ่ 1 ตัว ใช้แร่เหล่านี้มากถึง 200 กิโลกรัม

โดยเฉพาะธาตุ Neodymium (นีโอดิเมียม) และ Praseodymium (พราซีโอดิเมียม) ที่ใช้ทำแม่เหล็กถาวร วัตถุที่สร้างและคงสภาพสนามแม่เหล็กของตัวเองไว้ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจากภายนอก ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในมอเตอร์ไฟฟ้า

เมื่อจีนเริ่มจำกัดการส่งออกบางชนิด ความต้องการของสองธาตุนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทันที นักลงทุนทั่วโลกจึงมองว่า บริษัทที่ผลิตแร่เหล่านี้ได้นอกจีน เช่น Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย จะได้เปรียบอย่างมากในอนาคต

ปี 2025 ราคาของแร่หายากพุ่งขึ้นแรง โดยเฉพาะ Praseodymium ที่ราคาขยับขึ้นเกือบ 50% ภายในไม่กี่เดือน ส่วน Neodymium ก็เคยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

เหตุผลไม่ได้มาจากความขาดแคลนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเมืองโลกโดยตรง เช่น การตอบโต้กันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในสงครามการค้า นักลงทุนที่เข้าใจเกมนี้จึงไม่ได้เทขายหนี แต่ใช้จังหวะราคาตกเป็นโอกาสเก็บของดีราคาถูก เพื่อรอรอบฟื้นตัวในอนาคต

แล้วคนทั่วไปลงทุนในแร่หายากได้ไหม ?

คำตอบคือ “ได้แน่นอน” เพราะทุกวันนี้เราสามารถลงทุนในธีมแร่หายากได้หลายวิธี โดยไม่ต้องมีเหมืองหรือขุดแร่เองเหมือนในหนัง นับว่าเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นมากในยุคที่ตลาดการเงินเปิดกว้างทั่วโลก

1. กองทุนรวมในไทย : ง่ายที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วไป ทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัยที่สุดคือการลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ในประเทศไทย ที่มีนโยบายลงทุนต่อในกองทุนต่างประเทศซึ่งเน้นธุรกิจเกี่ยวกับแร่หายากโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น กองทุนเปิดทิสโก้ Rare Earth & Strategic Metals (TRAREEARTH)

กองทุนนี้กระจายการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตแร่หายากทั่วโลก ตั้งแต่เหมืองต้นน้ำ บริษัทกลั่นแร่ โรงงานผลิตแม่เหล็ก จนถึงบริษัทเทคโนโลยีที่ใช้แร่เหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์พลังงานสะอาด จุดเด่นคือ

  • ใช้เงินเริ่มต้นไม่สูง (หลักพันบาทก็เริ่มได้)
  • มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพบริหารและกระจายความเสี่ยงให้
  • นักลงทุนไม่ต้องวิเคราะห์หุ้นรายตัวเอง

พูดง่าย ๆ คือเหมาะกับคนที่อยาก “ลงทุนตามเทรนด์ใหญ่ของโลก” โดยไม่ต้องมานั่งคัดหุ้นหรือกังวลเรื่องความผันผวนในแต่ละวัน

2. กองทุน ETF ต่างประเทศ : กระจายความเสี่ยงทั่วโลกในพอร์ตเดียว อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือการลงทุนผ่าน “ETF” หรือกองทุนที่ซื้อขายได้เหมือนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่เปิดพอร์ตต่างประเทศไว้แล้ว

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ VanEck Rare Earth & Strategic Metals ETF (REMX) ซึ่งเป็นกองทุนที่รวมบริษัทเหมืองและผู้ผลิตแร่หายากจากหลายประเทศไว้ด้วยกัน เช่น จีน ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐฯ

จุดเด่นของ REMX คือสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ทันทีโดยไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัวเอง และยังสามารถซื้อขายได้ทุกวันเหมือนหุ้นทั่วไป เหมาะกับคนที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง และอยากบริหารจังหวะซื้อขายด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่ากองทุน REMX ยังมีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทจีนค่อนข้างมาก เพราะจีนยังครองห่วงโซ่การแปรรูปแร่หายากเกือบทั้งหมดของโลก ดังนั้นแม้จะลงทุนใน ETF ระดับโลก ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงอิทธิพลของจีนได้โดยสิ้นเชิง

3. หุ้นรายตัว: ทางเลือกของนักลงทุนสายลึก สำหรับคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุนในต่างประเทศ ติดตามข่าวอุตสาหกรรมได้ดี และรับความเสี่ยงได้สูง การเลือกลงทุนใน “หุ้นรายตัว” ก็เป็นอีกช่องทางที่ให้โอกาสผลตอบแทนมากกว่า

ตัวอย่างเช่น

  • Lynas Rare Earths (ออสเตรเลีย) ผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ที่สุดนอกจีน มีโรงงานแปรรูปและเหมืองของตัวเองครบวงจร จุดแข็งคือการดำเนินงานที่ได้มาตรฐาน ESG สูง และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย
  • MP Materials (สหรัฐฯ) เจ้าของเหมือง Mountain Pass ซึ่งเป็นเหมืองแร่หายากหลักในสหรัฐฯ และมีเป้าหมายพัฒนาเทคโนโลยีการสกัดในประเทศให้ครบวงจร เพื่อพึ่งพาจีนน้อยลง

หุ้นกลุ่มนี้มีความผันผวนสูง ราคาขึ้นลงแรงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์และข่าวภูมิรัฐศาสตร์ แต่ก็มีศักยภาพให้ผลตอบแทนระยะยาวมาก หากโลกยังเดินหน้าสู่ยุคพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

ไม่ว่าทางเลือกไหน การลงทุนในแร่หายากคือการลงทุนใน “โครงสร้างของอนาคต” ที่จะอยู่เบื้องหลังทุกเทคโนโลยีใหญ่ของศตวรรษหน้า ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก

เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า ตลาดนี้ผันผวนเร็วและมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ การลงทุนอย่างมีความรู้และวางแผนระยะยาว จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นกำไรอย่างมั่นคงครับ

ข้อดีและข้อเสียที่ควรรู้ก่อนลงทุน

ข้อดี

1. ตามเทรนด์โลกอนาคต แร่หายากเป็นวัตถุดิบหลักของเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และชิปคอมพิวเตอร์ ทำให้ความต้องการพุ่งต่อเนื่องในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

2. อุปทานจำกัด ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองสูง การสกัดและกลั่นแร่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อนและต้นทุนสูง ทำให้มีผู้เล่นในตลาดน้อย รายใหญ่จึงสามารถกำหนดราคาหรือควบคุมปริมาณการผลิตได้ในบางช่วงเวลา

3. โอกาสกระจายพอร์ตลงทุนระยะยาว สินทรัพย์กลุ่มนี้ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับหุ้นหรือทองคำทั่วไป จึงช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้

ข้อเสีย

1. ราคาผันผวนสูงจากการเมืองโลก แร่หายากมักได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามการค้าและนโยบายของประเทศมหาอำนาจ ทำให้ราคาขึ้นลงแรงในระยะสั้นจนบางครั้งคาดเดายาก

2. ต้นทุนสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงทางกฎหมายสูง กระบวนการขุดและสกัดแร่สร้างของเสียอันตรายและกากกัมมันตรังสี บริษัทที่ไม่จัดการดีอาจถูกปรับ ถูกฟ้อง หรือถูกระงับการผลิตได้ทันที

3. ความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนเป็นหลัก แม้หลายประเทศพยายามกระจายแหล่งผลิต แต่จีนยังครองสัดส่วนการแปรรูปกว่า 70% หากจีนใช้มาตรการควบคุมส่งออกอีกครั้ง ก็อาจกระทบทั้งราคาตลาดและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

การลงทุนใน Rare Earth เป็นแนวทางแบบ “เสี่ยงสูงแต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง” เหมาะกับคนที่เข้าใจความผันผวนและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ESG เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญ

แม้แร่หายากจะช่วยให้เราผลิตเทคโนโลยีสีเขียว แต่กระบวนการผลิตกลับสร้างมลพิษสูงมาก แร่ 1 ตันอาจก่อให้เกิดของเสียกว่า 2,000 ตัน โดยเฉพาะกากกัมมันตรังสีอย่างธาตุทอเรียม

ประเทศต่าง ๆ จึงเริ่มเข้มงวดกับการตรวจสอบมาตรฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) บริษัทที่ไม่ผ่านอาจขายของยากขึ้น เพราะผู้ผลิต EV และเทคโนโลยีในยุโรป-อเมริกา ต้องการซื้อเฉพาะแร่ที่ผลิตอย่างยั่งยืนและตรวจสอบได้

ดังนั้น บริษัทที่รักษามาตรฐาน ESG สูงจะได้เปรียบในระยะยาว และเป็นตัวเลือกที่นักลงทุนควรโฟกัส

ไทยกับโอกาสในสนาม Rare Earth

ประเทศไทยเพิ่มปริมาณการผลิตแร่หายากกว่า 260% ในปีเดียว และกำลังถูกจับตามองว่าจะกลายเป็น “ฐานการแปรรูป” แร่หายากแห่งใหม่ของเอเชีย

การลงนาม MOU ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2568 จึงถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะช่วยเปิดประตูให้ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่เทคโนโลยีระดับโลก แต่ก็มีเสียงเตือนว่าควรระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่ใกล้แหล่งเหมืองในเมียนมา

สำหรับนักลงทุนไทย ทางเลือกที่น่าสนใจคือการ “ลงทุนทางอ้อม” เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงานสะอาด (GULF, BGRIM) หรือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) ที่จะได้รับอานิสงส์จากการตั้งโรงงานผลิตเทคโนโลยีที่ใช้แร่หายาก

แร่หายากคือ “ขุมทรัพย์แห่งอนาคต” ที่กำลังอยู่ในศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงพลังงานและเทคโนโลยีระดับโลก แต่มันไม่ใช่ของวิเศษที่ทำกำไรได้ง่าย เพราะเบื้องหลังเต็มไปด้วยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

นักลงทุนที่อยากเข้ามาในสนามนี้ ต้องเข้าใจภาพใหญ่ของโลก ไม่ใช่แค่ดูราคาขึ้นหรือลงวันต่อวัน การเลือกลงทุนในกองทุนหรือบริษัทที่มีมาตรฐานสูงและคำนึงถึงความยั่งยืน จะช่วยให้เกาะคลื่นเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...