โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดาต้าบูโรไล่บี้ ‘เส้นเงินเทา’ ปิดช่องโหว่ ‘ทอง-คริปโต-แลกเงิน’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 พ.ย. 2568 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2568 เวลา 00.06 น.
ผยง ศรีวณิช-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-วิทัย รัตนากร

รัฐบาลเดินหน้าเชื่อมข้อมูลสกัด “เงินเทา-เศรษฐกิจนอกระบบ” ปิดช่องโหว่ “ทอง-คริปโต-แลกเงิน” “เอกนิติ” ผุด “ดาต้าบูโร” เชื่อมโยงข้อมูลติดตามเส้นเงิน-ธุรกรรมต้องสงสัยฟอกเงิน ดีเดย์เปิดปฏิบัติการภายในธันวาคมนี้ ธปท.จี้แบงก์-ร้านแลกเงิน-อีมันนี่ ยกระดับตรวจสอบ-รายงานธุรกรรมเชิงรุก พร้อมวางแผนเกาะติดเส้นทาง “ทองคำ” ตั้งแต่โรงถลุง-แพลตฟอร์มซื้อขาย “ผยง ศรีวณิช” ชี้กฎเกณฑ์ยังไล่ตามไม่ทัน หนุนปฏิบัติการ connect the dots สกัดเงินเทา ฟาก “ร้านแลกเงิน” ยอมรับมีช่องโหว่ยืนยันตัวตนลูกค้า

นายกฯทำสงครามสแกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กับ 15 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สมาคมธนาคารไทย และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ

นายอนุทินกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยได้มีการรวมกันเพื่อการประกาศสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์ สงครามนี้เป็นสงครามที่เราจะต้องชนะเท่านั้น เพื่อปกป้องประชาชนทุกคนจากภัยสแกมเมอร์ที่กำลังบ่อนทำลายประเทศ ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับประเทศ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ด้านการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจนไม่สามารถประเมินค่าได้

“การลงนามวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสาร แต่เป็นอาวุธที่จะใช้ในการต่อสู้กับอาชญากรอย่างเป็นระบบ ถือเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง รัฐบาลพร้อมสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน ทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และนโยบายทรัพยากรทุกอย่าง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากภัยสแกมเมอร์” นายอนุทินกล่าว

“ดาต้าบูโร” เกาะติดเส้นเงินเทา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย โดยมีเป้าหมายอุดช่องโหว่เชิงระบบ โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ประชุมร่วมคณะอนุกรรมการเป็นครั้งแรก และให้มีการจัดตั้งดาต้าบูโร (Data Bureau) ขึ้นเป็นศูนย์กลางข้อมูลทางการเงิน เพื่อเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานไว้ในที่เดียว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามธุรกรรมต้องสงสัยและสนับสนุนการสืบสวนคดี

“ปัญหาหลักที่ผ่านมา คือ ข้อมูลทางการเงินของแต่ละหน่วยงาน อยู่แบบเดี่ยว ๆ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ครบถ้วน ทำให้ผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างระหว่างกฎหมายและระบบตรวจสอบหลบหนีได้”

รองนายกฯกล่าวว่า จากการประชุมมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม 3 ด้าน คือ 1.ทุกหน่วยงานเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล เปิดเผยจุดอ่อนของตัวเอง ทำให้เข้าใจภาพรวมของระบบการเงินไทยทั้งระบบ

2.จัดตั้งดาต้าบูโร (Data Bureau) โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะเร่งไปหารือในรายละเอียดทั้งหมด และกลับมารายงานภายใน 2 สัปดาห์

ไล่บี้ “ทอง-คริปโต-แลกเงิน”

และ 3.การผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่สากล โดยเฉพาะติดตามธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การซื้อขายทองคำ รถหรู อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินมีค่าที่อาจใช้ฟอกเงิน ซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์ “ระบุตัวตนทางการเงิน” (KYC) ที่ชัดเจน

“ตอนนี้เราเริ่มเห็นภาพมากขึ้น 80-90% รู้แล้วว่าช่องทางไหนคือประตูโหว่ของบ้านเรา และจะต้องปิดให้ได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่จับโจรเป็นราย ๆ แต่ต้องแก้ที่ระบบให้เห็นทั้งตัวช้าง ภายใน 4 เดือน และจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง โดยคาดว่าจะสรุปผลดำเนินงานชัดเจนภายในเดือน ธ.ค. 2568 และเริ่มทดลองใช้ดาต้าบูโรกับคดีจริง ร่วมกับหน่วยงานด้านการปราบปรามทันที”

รองนายกฯกล่าวว่า ดาต้าบูโร มีขึ้นเพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้ง 1.สกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี/สินทรัพย์ดิจิทัล) ทั้งส่วนที่อยู่ภายใต้กำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. และส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น Private Wallet หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ 2.Money Changer หรือผู้ประกอบธุรกิจที่รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และ 3.ตลาดการซื้อขายทองคำ ทั้งทองคำแบบกายภาพ และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง

ส่องพฤติกรรม-ตามเส้นเงิน

นายเอกนิติอธิบายว่า การทำงานของ “ดาต้าบูโร” จะทำหน้าเหมือน “ศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของประเทศ” เพื่อแก้ปัญหาที่หน่วยงานต่างคนต่างถือข้อมูลและไม่สามารถเชื่อมโยงร่วมกันได้ โดยเน้นตรวจสอบ 3 หัวใจหลัก ของธุรกรรมต้องสงสัย ได้แก่ 1.พิสูจน์ตัวตน (KYC/Profiling) ตรวจว่าบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นตัวจริงหรือใช้นอมินี รวมถึงตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อป้องกันการใช้บัญชีปลอม

2.ตรวจจับพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติจากโปรไฟล์ เช่น กรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย แต่มีเงินไหลเข้าออกเยอะ หรือแจ้งเป็นนักธุรกิจโรงแรม แต่มีเงินไหลเข้า-ออกผิดปกติ

3.ติดตามเส้นทางการเงิน (Transaction) การไหลเข้า-ออกของเงิน ซึ่งจะตรวจสอบธุรกรรมผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐและช่องทางที่อยู่นอกการกำกับ เช่น ผ่านระบบธนาคาร แพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ Exchange

“เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยได้อย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน หากพบช่องว่างกฎหมาย คณะอนุกรรมการจะร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมธุรกรรมที่ตกหล่น”

ปิดช่องโหว่เส้นทาง “ทองคำ”

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย ว่า ตามที่คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน มีคำสั่งให้จัดตั้งดาต้าบูโรขึ้นมานั้น เป็นการให้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดูว่า มีช่องว่างในเชิงระบบตรงไหนบ้าง เพื่อจะอุดช่องว่างดังกล่าว อย่างกรณี “ทองคำ” ก็จะดูทั้งระบบตั้งแต่การผลิต การแปรรูป นำเข้า ส่งออก ขายปลีก รวมถึงการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชั่น ไปจนถึงการส่งไปหลอม

“เนื่องจากการซื้อขายทองคำไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีแต่เอกสารนำเข้า-ส่งออก แล้วก็ถูกเอาไปใช้ โดยหาไม่เจอว่าไปไหนบ้าง ก็ต้องเอาข้อมูลมาดูทั้งหมด แต่ยังไปไม่ถึงขนาดว่าจะให้ใครกำกับ เพราะตอนนี้ต้องรู้ก่อนว่า ถ้าจะกำกับ จะไปกำกับตรงไหน ก็ต้องสรุปออกมาว่ามีจุดช่องโหว่ตรงไหนบ้าง สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงธุรกิจร้านแลกเงิน ก็ต้องประเมินดูช่องโหว่ก่อนแล้ว จึงจะออกมาตรการ คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์จะมีแนวทางออกมา”

ธปท.สั่งแบงก์-อีมันนี่ยกระดับ

ขณะที่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศยกระดับกระบวนการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันและเร่งแก้ไขปัญหาทุนเทา รวมทั้งสกัดกั้นการใช้ระบบการเงินในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ 1.ยกระดับการติดตามและการตรวจสอบ เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า รวมถึงการให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยในการรับหรือโอนเงินจากบัญชีเงินฝาก และรายงานความผิดปกติให้ ธปท.ทราบ

นอกจากนี้ ธปท.จะพิจารณาปรับปรุง/ออกคำสั่งและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการให้ชัดเจนขึ้น 2.ยกระดับการกำกับดูแลและตรวจสอบผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับให้เข้มงวดยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ให้บริการ Authorized Money Transfer Agent, Authorized Money Changer, ผู้ให้บริการ e-Wallet และการตรวจสอบธุรกรรมทองคำที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตได้อย่างครอบคลุม

ธปท.ตั้งทีมเชื่อมทุกธุรกรรม

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ยกระดับการสกัดเงินสีเทา โดยข้อมูลที่อยู่ภายใต้ของ ธปท. อาจเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถบอกได้ครบถ้วน จึงต้องมีการเชื่อมโยง “Connect the Dots” เพื่อดูการไหลเข้าและไหลออกของเงิน ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีการตั้งคณะทำงานชุดใหญ่ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้

ในส่วนของ ธปท. ก็มีการตั้งคณะทำงานภายใน เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ มาเชื่อมกัน ทั้งธุรกรรมเงินฝาก การถอนเงิน หรือธุรกรรมของ Money Changer (ร้านแลกเงิน) หรือ Money Transfer ธุรกรรม FX (การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ) หรือธุรกรรมของสำนักงาน ก.ล.ต. บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ธปท.

“ต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาเชื่อมกัน และเพื่อให้ ธปท.พร้อมที่จะไปเชื่อมกับคนอื่นด้วย คณะทำงานได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในส่วนนี้ และผู้ว่าการ ธปท.ได้สั่งให้เดินหน้าเต็มที่”

ขณะเดียวกัน ธปท.ได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการแบบเชิงรุกมากขึ้น ให้ดูพฤติกรรมเงินเข้าและเงินออก เมื่อเทียบกับโปรไฟล์ เช่น ขายหมูปิ้ง แต่มีเงินเข้าออกจำนวนมาก เป็นต้น

“เบื้องต้น ธปท.จะขอความร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้กำกับก่อน ซึ่งธนาคารทุกแห่งก็พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการตาม เพราะเป็นเรื่องที่หากใครเจอก็จะเสียชื่อ จึงได้การตอบรับที่ดี ดังนั้นหากทำเชิงรุกกันมากขึ้น ก็จะมีคนช่วยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการ Identify ธุรกรรมต้องสงสัย”

ปิดล้อม “เศรษฐกิจนอกระบบ”

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า สถาบันการเงินมีการยกระดับกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ลูกค้าเข้มข้นและระมัดระวังอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ระดับสากล เนื่องจากหากไม่ทำตามกฎเกณฑ์จะไม่มีประเทศไหนอยากร่วมงานกับไทย

อย่างไรก็ดี ที่มาและที่ไปของเงินมาจากช่องทางที่หลากหลาย ข้อมูลต่าง ๆ กระจัดกระจาย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถมองเห็นข้อมูลข้ามธนาคาร หรือข้ามระบบ เนื่องจากปัจจุบันมีการให้บริการผ่านกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์รูปแบบเดิมด้วย ดังนั้น กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อาจจะยังตามไปไม่ทัน

“การ Connect the Dots ธนาคารอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูล แต่การประมวลข้อมูล โดยการรวมศูนย์ข้อมูลธนาคารพาณิชย์นั้นทำไม่ได้ เพราะติดปัญหากฎหมาย เช่น กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต่าง ๆ เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น การเชื่อมโยง Connect the Dots จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา นายผยงได้สะท้อนถึงปัญหา “เศรษฐกิจนอกระบบ” ที่รวมถึงเงินสีเทามาอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าประเทศไทย มีเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งรวมถึงเงินเทาสัดส่วนสูงถึง 48% ของจีดีพี เรียกว่าสูงอันดับต้น ๆ ของโลก พร้อมทั้งระบุว่า ทองคำ และคริปโตเคอร์เรนซี ถือเป็นสินทรัพย์ที่เป็นตัวส่งผ่านความมั่งคั่งไปยังเศรษฐกิจนอกระบบ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศและจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย ที่จะต้องมีนโยบายและมาตรการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและจริงจัง

KBANK เร่งประชุมรับมือ

นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในสัปดาห์หน้า ธนาคารจะมีการประชุมหารือภายใน เรื่องแนวทางการดูแลกระบวนการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมต่าง ๆ โดยเบื้องต้นจะเป็นการหารือว่ามีเรื่องไหนที่จะต้องทำเพิ่มเติม หรือทำมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันธนาคารจะเข้มงวดอยู่แล้วก็ตาม ทั้งกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (e-KYC) หรือการตรวจสอบข้อเท็จจริงของลูกค้า หรือตัวตนของลูกค้า

ปกติธนาคารจะมีการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (STR : Suspicious Transaction Report) ไปยัง ปปง.อยู่แล้ว การยกระดับสกัดเงินเทาของ ธปท. อาจจะต้องการให้สถาบันการเงินหรือธนาคารดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น หรือมีการติดตามผลภายหลังจากมีการรายงานธุรกรรม STR ไปแล้ว ปรับเปลี่ยนการทำงานเชิงรุกมากขึ้น

“เช่น ธนาคารจะต้องรายงานธุรกรรมความผิดปกติ กรณีเดิมหากมีการถอนเงินเกิน 2 ล้านบาท แต่กรณีมีการโอนเงิน 1.9 ล้านบาท แต่โอนแบบถี่ ๆ รวมถึงโอนไปยังบัญชีปลายทางที่ไม่คุ้นเคย ตรงนี้ธนาคารอาจจำเป็นต้องพิจารณากรอบระยะเวลา วงเงิน และบัญชีปลายทางมากขึ้น หรือกรณีลูกค้าบางกลุ่ม จำเป็นต้องขอเอกสารเพิ่มเติม”

แบงก์พร้อมขานรับ

นายสุปรีชากล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีเกณฑ์ออกมา ซึ่งในช่วงแรกคงต้องยอมรับอาจจะลำบากขึ้นเหมือนในช่วงสกัดบัญชีม้า แต่เชื่อว่าภาพรวมระบบและประเทศจะดีขึ้น เพราะอะไรเทา ๆ แบงก์ไม่ชอบอยู่แล้ว

“พวกนี้ไม่ได้ทิ้งเงินไว้ในบัญชีนาน ไม่ได้มาขอสินเชื่อแบงก์ ไม่ได้มีประโยชน์กับแบงก์ แต่แบงก์จำเป็นต้องให้บริการทุกคน ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่หลังจากนี้มีหลักเกณฑ์ กฎหมายชัดเจน เราสามารถปฏิเสธ เป็นพนักพิงให้เรา”

“ร้านแลกเงิน” ช่องโหว่ตัวตน

นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) และประธานกรรมการ บริษัท ทเวลฟ์ วิคทอรี่ เอ็กเชน จำกัด (Twelve Victory) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้หลายหน่วยงาน ทั้ง ปปง., ธปท., ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับ และหน่วยงานอื่น ๆ ร่วมกันยกระดับมาตรฐานเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล หรือ FATF เพื่อป้องกันการฟอกเงิน เนื่องจากหากไทยไม่ดำเนินการ ประเทศอื่นไม่อยากเข้ามาลงทุนหรือค้าขายร่วมกับไทย

สำหรับผู้ประกอบการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Changer : MC) ปัจจุบันมีใบอนุญาต (License) กว่า 2,000 บริษัท แต่มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่ได้ดำเนินตามกฎหมาย ไม่มีตัวตน หรือชื่อเจ้าของไม่ตรงกับใบอนุญาตด้วย ซึ่ง ธปท.ต้องการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตหรือธุรกรรมต้องสงสัย และเชื่อมโยงเส้นทางการเงินให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ธปท.ยังไม่ได้มีหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับสำหรับธุรกิจแลกเงินออกมาเพิ่มเติม แต่ปกติร้านแลกเงิน หรือในส่วนของ Twelve Victory กรณีมีลูกค้ามาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ จะต้องตรวจสอบชื่อจากบัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต เพื่อตรวจสอบรายชื่อในถังข้อมูลว่าเป็นบุคคลต้องสงสัยตามรายชื่อที่ ปปง.ประกาศหรือไม่ รวมถึงการเก็บหลักฐานการซื้อขาย และจัดเก็บข้อมูลกลุ่มลูกค้า โดยแยกกลุ่มเป็นความเสี่ยงสูง เสี่ยงกลาง และเสี่ยงต่ำ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดาต้าบูโรไล่บี้ ‘เส้นเงินเทา’ ปิดช่องโหว่ ‘ทอง-คริปโต-แลกเงิน’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...