ดาต้าบูโรไล่บี้ ‘เส้นเงินเทา’ ปิดช่องโหว่ ‘ทอง-คริปโต-แลกเงิน’
รัฐบาลเดินหน้าเชื่อมข้อมูลสกัด “เงินเทา-เศรษฐกิจนอกระบบ” ปิดช่องโหว่ “ทอง-คริปโต-แลกเงิน” “เอกนิติ” ผุด “ดาต้าบูโร” เชื่อมโยงข้อมูลติดตามเส้นเงิน-ธุรกรรมต้องสงสัยฟอกเงิน ดีเดย์เปิดปฏิบัติการภายในธันวาคมนี้ ธปท.จี้แบงก์-ร้านแลกเงิน-อีมันนี่ ยกระดับตรวจสอบ-รายงานธุรกรรมเชิงรุก พร้อมวางแผนเกาะติดเส้นทาง “ทองคำ” ตั้งแต่โรงถลุง-แพลตฟอร์มซื้อขาย “ผยง ศรีวณิช” ชี้กฎเกณฑ์ยังไล่ตามไม่ทัน หนุนปฏิบัติการ connect the dots สกัดเงินเทา ฟาก “ร้านแลกเงิน” ยอมรับมีช่องโหว่ยืนยันตัวตนลูกค้า
นายกฯทำสงครามสแกมเมอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กับ 15 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สมาคมธนาคารไทย และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ
นายอนุทินกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยได้มีการรวมกันเพื่อการประกาศสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์ สงครามนี้เป็นสงครามที่เราจะต้องชนะเท่านั้น เพื่อปกป้องประชาชนทุกคนจากภัยสแกมเมอร์ที่กำลังบ่อนทำลายประเทศ ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับประเทศ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ด้านการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจนไม่สามารถประเมินค่าได้
“การลงนามวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสาร แต่เป็นอาวุธที่จะใช้ในการต่อสู้กับอาชญากรอย่างเป็นระบบ ถือเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง รัฐบาลพร้อมสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน ทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และนโยบายทรัพยากรทุกอย่าง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากภัยสแกมเมอร์” นายอนุทินกล่าว
“ดาต้าบูโร” เกาะติดเส้นเงินเทา
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย โดยมีเป้าหมายอุดช่องโหว่เชิงระบบ โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ประชุมร่วมคณะอนุกรรมการเป็นครั้งแรก และให้มีการจัดตั้งดาต้าบูโร (Data Bureau) ขึ้นเป็นศูนย์กลางข้อมูลทางการเงิน เพื่อเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานไว้ในที่เดียว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามธุรกรรมต้องสงสัยและสนับสนุนการสืบสวนคดี
“ปัญหาหลักที่ผ่านมา คือ ข้อมูลทางการเงินของแต่ละหน่วยงาน อยู่แบบเดี่ยว ๆ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ครบถ้วน ทำให้ผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างระหว่างกฎหมายและระบบตรวจสอบหลบหนีได้”
รองนายกฯกล่าวว่า จากการประชุมมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม 3 ด้าน คือ 1.ทุกหน่วยงานเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล เปิดเผยจุดอ่อนของตัวเอง ทำให้เข้าใจภาพรวมของระบบการเงินไทยทั้งระบบ
2.จัดตั้งดาต้าบูโร (Data Bureau) โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะเร่งไปหารือในรายละเอียดทั้งหมด และกลับมารายงานภายใน 2 สัปดาห์
ไล่บี้ “ทอง-คริปโต-แลกเงิน”
และ 3.การผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่สากล โดยเฉพาะติดตามธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การซื้อขายทองคำ รถหรู อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินมีค่าที่อาจใช้ฟอกเงิน ซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์ “ระบุตัวตนทางการเงิน” (KYC) ที่ชัดเจน
“ตอนนี้เราเริ่มเห็นภาพมากขึ้น 80-90% รู้แล้วว่าช่องทางไหนคือประตูโหว่ของบ้านเรา และจะต้องปิดให้ได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่จับโจรเป็นราย ๆ แต่ต้องแก้ที่ระบบให้เห็นทั้งตัวช้าง ภายใน 4 เดือน และจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง โดยคาดว่าจะสรุปผลดำเนินงานชัดเจนภายในเดือน ธ.ค. 2568 และเริ่มทดลองใช้ดาต้าบูโรกับคดีจริง ร่วมกับหน่วยงานด้านการปราบปรามทันที”
รองนายกฯกล่าวว่า ดาต้าบูโร มีขึ้นเพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้ง 1.สกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี/สินทรัพย์ดิจิทัล) ทั้งส่วนที่อยู่ภายใต้กำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. และส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น Private Wallet หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ 2.Money Changer หรือผู้ประกอบธุรกิจที่รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และ 3.ตลาดการซื้อขายทองคำ ทั้งทองคำแบบกายภาพ และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง
ส่องพฤติกรรม-ตามเส้นเงิน
นายเอกนิติอธิบายว่า การทำงานของ “ดาต้าบูโร” จะทำหน้าเหมือน “ศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของประเทศ” เพื่อแก้ปัญหาที่หน่วยงานต่างคนต่างถือข้อมูลและไม่สามารถเชื่อมโยงร่วมกันได้ โดยเน้นตรวจสอบ 3 หัวใจหลัก ของธุรกรรมต้องสงสัย ได้แก่ 1.พิสูจน์ตัวตน (KYC/Profiling) ตรวจว่าบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นตัวจริงหรือใช้นอมินี รวมถึงตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อป้องกันการใช้บัญชีปลอม
2.ตรวจจับพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติจากโปรไฟล์ เช่น กรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย แต่มีเงินไหลเข้าออกเยอะ หรือแจ้งเป็นนักธุรกิจโรงแรม แต่มีเงินไหลเข้า-ออกผิดปกติ
3.ติดตามเส้นทางการเงิน (Transaction) การไหลเข้า-ออกของเงิน ซึ่งจะตรวจสอบธุรกรรมผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐและช่องทางที่อยู่นอกการกำกับ เช่น ผ่านระบบธนาคาร แพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ Exchange
“เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยได้อย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน หากพบช่องว่างกฎหมาย คณะอนุกรรมการจะร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมธุรกรรมที่ตกหล่น”
ปิดช่องโหว่เส้นทาง “ทองคำ”
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย ว่า ตามที่คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน มีคำสั่งให้จัดตั้งดาต้าบูโรขึ้นมานั้น เป็นการให้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดูว่า มีช่องว่างในเชิงระบบตรงไหนบ้าง เพื่อจะอุดช่องว่างดังกล่าว อย่างกรณี “ทองคำ” ก็จะดูทั้งระบบตั้งแต่การผลิต การแปรรูป นำเข้า ส่งออก ขายปลีก รวมถึงการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชั่น ไปจนถึงการส่งไปหลอม
“เนื่องจากการซื้อขายทองคำไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีแต่เอกสารนำเข้า-ส่งออก แล้วก็ถูกเอาไปใช้ โดยหาไม่เจอว่าไปไหนบ้าง ก็ต้องเอาข้อมูลมาดูทั้งหมด แต่ยังไปไม่ถึงขนาดว่าจะให้ใครกำกับ เพราะตอนนี้ต้องรู้ก่อนว่า ถ้าจะกำกับ จะไปกำกับตรงไหน ก็ต้องสรุปออกมาว่ามีจุดช่องโหว่ตรงไหนบ้าง สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงธุรกิจร้านแลกเงิน ก็ต้องประเมินดูช่องโหว่ก่อนแล้ว จึงจะออกมาตรการ คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์จะมีแนวทางออกมา”
ธปท.สั่งแบงก์-อีมันนี่ยกระดับ
ขณะที่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศยกระดับกระบวนการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันและเร่งแก้ไขปัญหาทุนเทา รวมทั้งสกัดกั้นการใช้ระบบการเงินในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ 1.ยกระดับการติดตามและการตรวจสอบ เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า รวมถึงการให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยในการรับหรือโอนเงินจากบัญชีเงินฝาก และรายงานความผิดปกติให้ ธปท.ทราบ
นอกจากนี้ ธปท.จะพิจารณาปรับปรุง/ออกคำสั่งและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการให้ชัดเจนขึ้น 2.ยกระดับการกำกับดูแลและตรวจสอบผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับให้เข้มงวดยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ให้บริการ Authorized Money Transfer Agent, Authorized Money Changer, ผู้ให้บริการ e-Wallet และการตรวจสอบธุรกรรมทองคำที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตได้อย่างครอบคลุม
ธปท.ตั้งทีมเชื่อมทุกธุรกรรม
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ยกระดับการสกัดเงินสีเทา โดยข้อมูลที่อยู่ภายใต้ของ ธปท. อาจเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถบอกได้ครบถ้วน จึงต้องมีการเชื่อมโยง “Connect the Dots” เพื่อดูการไหลเข้าและไหลออกของเงิน ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีการตั้งคณะทำงานชุดใหญ่ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้
ในส่วนของ ธปท. ก็มีการตั้งคณะทำงานภายใน เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ มาเชื่อมกัน ทั้งธุรกรรมเงินฝาก การถอนเงิน หรือธุรกรรมของ Money Changer (ร้านแลกเงิน) หรือ Money Transfer ธุรกรรม FX (การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ) หรือธุรกรรมของสำนักงาน ก.ล.ต. บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ธปท.
“ต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาเชื่อมกัน และเพื่อให้ ธปท.พร้อมที่จะไปเชื่อมกับคนอื่นด้วย คณะทำงานได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในส่วนนี้ และผู้ว่าการ ธปท.ได้สั่งให้เดินหน้าเต็มที่”
ขณะเดียวกัน ธปท.ได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการแบบเชิงรุกมากขึ้น ให้ดูพฤติกรรมเงินเข้าและเงินออก เมื่อเทียบกับโปรไฟล์ เช่น ขายหมูปิ้ง แต่มีเงินเข้าออกจำนวนมาก เป็นต้น
“เบื้องต้น ธปท.จะขอความร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้กำกับก่อน ซึ่งธนาคารทุกแห่งก็พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการตาม เพราะเป็นเรื่องที่หากใครเจอก็จะเสียชื่อ จึงได้การตอบรับที่ดี ดังนั้นหากทำเชิงรุกกันมากขึ้น ก็จะมีคนช่วยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการ Identify ธุรกรรมต้องสงสัย”
ปิดล้อม “เศรษฐกิจนอกระบบ”
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า สถาบันการเงินมีการยกระดับกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ลูกค้าเข้มข้นและระมัดระวังอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ระดับสากล เนื่องจากหากไม่ทำตามกฎเกณฑ์จะไม่มีประเทศไหนอยากร่วมงานกับไทย
อย่างไรก็ดี ที่มาและที่ไปของเงินมาจากช่องทางที่หลากหลาย ข้อมูลต่าง ๆ กระจัดกระจาย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถมองเห็นข้อมูลข้ามธนาคาร หรือข้ามระบบ เนื่องจากปัจจุบันมีการให้บริการผ่านกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์รูปแบบเดิมด้วย ดังนั้น กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อาจจะยังตามไปไม่ทัน
“การ Connect the Dots ธนาคารอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูล แต่การประมวลข้อมูล โดยการรวมศูนย์ข้อมูลธนาคารพาณิชย์นั้นทำไม่ได้ เพราะติดปัญหากฎหมาย เช่น กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต่าง ๆ เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น การเชื่อมโยง Connect the Dots จึงเป็นเรื่องสำคัญ”
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา นายผยงได้สะท้อนถึงปัญหา “เศรษฐกิจนอกระบบ” ที่รวมถึงเงินสีเทามาอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าประเทศไทย มีเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งรวมถึงเงินเทาสัดส่วนสูงถึง 48% ของจีดีพี เรียกว่าสูงอันดับต้น ๆ ของโลก พร้อมทั้งระบุว่า ทองคำ และคริปโตเคอร์เรนซี ถือเป็นสินทรัพย์ที่เป็นตัวส่งผ่านความมั่งคั่งไปยังเศรษฐกิจนอกระบบ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศและจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย ที่จะต้องมีนโยบายและมาตรการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและจริงจัง
KBANK เร่งประชุมรับมือ
นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในสัปดาห์หน้า ธนาคารจะมีการประชุมหารือภายใน เรื่องแนวทางการดูแลกระบวนการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมต่าง ๆ โดยเบื้องต้นจะเป็นการหารือว่ามีเรื่องไหนที่จะต้องทำเพิ่มเติม หรือทำมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันธนาคารจะเข้มงวดอยู่แล้วก็ตาม ทั้งกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (e-KYC) หรือการตรวจสอบข้อเท็จจริงของลูกค้า หรือตัวตนของลูกค้า
ปกติธนาคารจะมีการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (STR : Suspicious Transaction Report) ไปยัง ปปง.อยู่แล้ว การยกระดับสกัดเงินเทาของ ธปท. อาจจะต้องการให้สถาบันการเงินหรือธนาคารดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น หรือมีการติดตามผลภายหลังจากมีการรายงานธุรกรรม STR ไปแล้ว ปรับเปลี่ยนการทำงานเชิงรุกมากขึ้น
“เช่น ธนาคารจะต้องรายงานธุรกรรมความผิดปกติ กรณีเดิมหากมีการถอนเงินเกิน 2 ล้านบาท แต่กรณีมีการโอนเงิน 1.9 ล้านบาท แต่โอนแบบถี่ ๆ รวมถึงโอนไปยังบัญชีปลายทางที่ไม่คุ้นเคย ตรงนี้ธนาคารอาจจำเป็นต้องพิจารณากรอบระยะเวลา วงเงิน และบัญชีปลายทางมากขึ้น หรือกรณีลูกค้าบางกลุ่ม จำเป็นต้องขอเอกสารเพิ่มเติม”
แบงก์พร้อมขานรับ
นายสุปรีชากล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีเกณฑ์ออกมา ซึ่งในช่วงแรกคงต้องยอมรับอาจจะลำบากขึ้นเหมือนในช่วงสกัดบัญชีม้า แต่เชื่อว่าภาพรวมระบบและประเทศจะดีขึ้น เพราะอะไรเทา ๆ แบงก์ไม่ชอบอยู่แล้ว
“พวกนี้ไม่ได้ทิ้งเงินไว้ในบัญชีนาน ไม่ได้มาขอสินเชื่อแบงก์ ไม่ได้มีประโยชน์กับแบงก์ แต่แบงก์จำเป็นต้องให้บริการทุกคน ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่หลังจากนี้มีหลักเกณฑ์ กฎหมายชัดเจน เราสามารถปฏิเสธ เป็นพนักพิงให้เรา”
“ร้านแลกเงิน” ช่องโหว่ตัวตน
นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) และประธานกรรมการ บริษัท ทเวลฟ์ วิคทอรี่ เอ็กเชน จำกัด (Twelve Victory) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้หลายหน่วยงาน ทั้ง ปปง., ธปท., ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับ และหน่วยงานอื่น ๆ ร่วมกันยกระดับมาตรฐานเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล หรือ FATF เพื่อป้องกันการฟอกเงิน เนื่องจากหากไทยไม่ดำเนินการ ประเทศอื่นไม่อยากเข้ามาลงทุนหรือค้าขายร่วมกับไทย
สำหรับผู้ประกอบการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Changer : MC) ปัจจุบันมีใบอนุญาต (License) กว่า 2,000 บริษัท แต่มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่ได้ดำเนินตามกฎหมาย ไม่มีตัวตน หรือชื่อเจ้าของไม่ตรงกับใบอนุญาตด้วย ซึ่ง ธปท.ต้องการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตหรือธุรกรรมต้องสงสัย และเชื่อมโยงเส้นทางการเงินให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ธปท.ยังไม่ได้มีหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับสำหรับธุรกิจแลกเงินออกมาเพิ่มเติม แต่ปกติร้านแลกเงิน หรือในส่วนของ Twelve Victory กรณีมีลูกค้ามาซื้อขายเงินตราต่างประเทศ จะต้องตรวจสอบชื่อจากบัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต เพื่อตรวจสอบรายชื่อในถังข้อมูลว่าเป็นบุคคลต้องสงสัยตามรายชื่อที่ ปปง.ประกาศหรือไม่ รวมถึงการเก็บหลักฐานการซื้อขาย และจัดเก็บข้อมูลกลุ่มลูกค้า โดยแยกกลุ่มเป็นความเสี่ยงสูง เสี่ยงกลาง และเสี่ยงต่ำ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดาต้าบูโรไล่บี้ ‘เส้นเงินเทา’ ปิดช่องโหว่ ‘ทอง-คริปโต-แลกเงิน’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net