โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'ทรัมป์'ใช้อำนาจบาตรใหญ่อะไรในการ'รุกรานเวเนซุเอลา'และจับตัวผู้นำประเทศอื่น?

The Better

อัพเดต 04 ม.ค. เวลา 00.08 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. เวลา 13.10 น. • THE BETTER
นี่คืออำนาจที่เหมือน'กษัตริย์'ในการทำสงครามโจมตีประเทศอื่นของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

"การรุกรานเวเนซุเอลา" ของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นที่น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง

ประการแรก มันคือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างซึ่งๆ หน้า ทั้งยังทำลายระเบียบโลกที่สหรัฐฯ พยายามรั้งไว้ในมือของตน หลังจากนี้จะไม่มีใครเคารพสหรัฐฯ ในฐานะผู้ควบคุมระเบียบโลกอีก เพราะ ทรัมป์ เป็นผู้ทำลายมันด้วยมือของเขาเอง

ประการที่สอง เรื่องนี้ทำให้เราเห็นการใช้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เบ็ดเสร็จยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในการทำสงครามโดยไม่ต้องบอกกล่าวใคร แต่อ้าง "ความมั่นคง" และ "ภัยคุกคาม" ก็สามารถสั่งให้กองทัพรุกรานประเทศอื่นได้แล้ว

เพราะตามปกติ การที่ประเทศหนึ่งๆ จะส่งทหารไปรุกรานประเทศอื่นได้ จะต้องขอความเห็นจากรัฐสภาอันเป็นตัวแทนของประชาชนเสียก่อน แต่ในระยะหลัง ผู้นำสหรัฐฯ ใช้ช่องอำนาจที่ได้รับมอบจากสภาตามอำเภอใจหลายครั้งในการโจมตีชาติอื่นโดยไม่ต้องซาวเสียงจากสภาให้มันยุ่งยาก

ทว่า แต่ไหนแต่ไรมา การส่งทหารไปรุกรานประเทศอื่นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่เคยที่จะส่งทหารไปจับกุมผู้นำของประเทศอื่น เพราะปฏิบัติการมักมีระยะที่จำกัด (ก่อนที่จะขออำนาจจากรัฐสภา) เหมือนที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาในวันนี้

ทรัมป์ขึ้นชื่อเรื่องใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย แต่นี่เป็นการใช้อำนาจที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนแม้แต่ในกฎหมายฉบับใดๆ

นี่คืออำนาจประหนึ่ง "ซีซาร์" หรือ "กษัตริย์" อันเป็นอำนาจที่คนอเมริกันควรจะรังเกียจเพราะตนเป็นสาธารณรัฐและอยู่ในระบอบประชาธิปไตย

นานมาแล้วผมเคยเขียนถึงความพยายามของ "คนวงใน" ในรัฐบาลทรัมป์ที่มีแนวคิดแบบ "ระบอบกษัตริย์" ด้วยการสนับสนุนให้ประธานาธิบดีมีอำนาจเด็ดขาดเหมือนระบอบราชาธิปไตย

ทรัมป์ เองแม้จะไม่แสดงท่าทีเห็นด้วยอย่างออกนอกหน้า แต่เขาเป็นประธานาธิบดีที่ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร (Executive power) อย่างเต็มพิกัดจนหลายครั้งเกินพิกัดเพราะสั่งการโดยปราศจากการถ่วงดุลและตรวจสอบโดยอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative power) และอำนาจตุลาการ (Judicial power)

ระบบการเมืองของสหรัฐฯ นั้นถูกออกแบบมาให้มีการถ่วงดุลระหว่างอำนาจสามฝ่ายแบบนี้ และการถ่วงดุลจะเกิดดุลยภาพก็ต่อเมื่อสมาชิกในกลุ่มอำนาจสามฝ่ายตระหนักว่าตนไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตนได้รับเลือกมาปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวโดยประชาชน และหากไม่ตระหนักเช่นนั้น อำนาจสามฝ่ายจะต้องถ่วงกันโดยกลุ่มการเมือง/พรรคการเมืองที่มีจุดยืนต่างกัน

แต่ในระยะหลัง พวกฝ่ายขวา (คือพวกรีพับลิกัน) มีแนวโน้มที่จะทำให้อำนาจสามฝ่ายถูกรวบเป็นหนึ่งเดียวเข้าไปทุกที พอมันถูกรวบเป็นก้อนเดียวด้วยการกุมอำนาจทั้งสามฝ่าย อำนาจก็จะไปกระจุกตัวอยู่ที่ฝ่ายบริหารหรือประธานาธิบดี ทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจสั่งการที่เบ็ดเสร็จโดยไม่ต้องแจ้งรัฐสภาฯ เพราะเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภามาจากพรรคเดียวกัน และไม่ต้องการกลัวฝ่ายตุลาการจะตีความกฎหมายเข้าขวางเพราะประธานาธิบดีและรัฐสภาใช้อำนาจเสียงส่วนใหญ่ตั้งคนของตนเข้าไปเป็นตุลาการ

ทั้งหมดนี้ มีบางคนเห็นว่าเป็นเพราะรีพับลิกันหรือฝ่ายขวาดำเนินการอย่างบนดินและใต้ดินมาหลายปีเพื่อสร้างเหตุปัจจัยดังกล่าว จนทำให้ฝ่ายขวาสามารถควบคุมเงื่อนไขที่ทำให้ "ประธานาธิบดีมีสภาพเหมือนกษัตริย์ที่ถูกเลือกตั้งเข้ามา" หรือ Elective Kingship บ้างก็เรียกว่า Elected King

ภาวะที่เรียกว่า Elective Kingship เป็นสิ่งที่ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อสองร่้อยกว่าปีก่อนกังวลกันมาก เพราะพวกตนก็โค่นล้มอำนาจของกษัตริย์อังกฤษที่เห็นว่าเป็นทรราชย์ แต่พอจะออกแบบระบบการปกครองของประเทศใหม่ ก็กลัวว่า หากไม่มีการตรวจสอบอำนาจกันดีๆ คนที่เลือกมาจะเป็นทรราชย์เอาได้เหมือนกัน

ผ่านมาสองร้อยกว่าปี สิ่งที่บรรพบุรุษชาวอเมริกันหวั่นเกรงก็เริ่มจะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เพราะพวกฝ่ายขวาที่มีแนวโน้มเป็น "อำนาจนิยม" เข้าไปทุกที (โดยที่พวกการเมืองอเมริกันก็มักจะประณามประเทศศัตรูว่าเป็นอำนาจนิยมและเผด็จการ ขณะที่ตัวเองนั้นกำลังเดินเข้าไปทางวิถีแบบนั้นใกล้เข้าไปเรื่อยๆ)

กระนั้นก็ตาม แม้พวกฝ่ายขวาจะเป็นพวกที่ทำให้เกิด Elective Kingship ในเชิงโครงสร้าง (นั่นคือสร้างสถานะนี้ขึ้นมาโดยอาศัยช่องโหว่ของระบบและการใช้สื่อสร้างกระแสนิยมฝ่ายขวา) แต่ฝ่ายเสรีนิยม คือพวกเดโมแครตเองก็มีส่วนสำคัญในการมอบอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างหนึ่งในกับประธานาธิบดี

นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า War Powers Resolution หรือ WPR

สิ่งนี้คือการที่รัฐสภาสหรัฐฯ (ซึ่งแต่เดิมเป็นผู้อนุมัติให้ประธานาธิบดีทำสงครามได้) เปิดทางให้ประธานาธิบดีใช้กำลังทางทหารได้โดยไม่ต้องแจ้งรัฐสภาตั้งแต่แรก เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใช้คำว่า "ไม่ต้องแจ้ง" แต่เลี่ยงบาลีไปใช้คำว่า "ประธานาธิบดีต้องแจ้งให้รัฐสภาทราบภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหาร"

การให้อำนาจไปโดยปริยายแบบนี้เรียกว่า statutory authorization คือการให้อำนาจโดยฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารโดยมีขอบเขตในกฎหมายที่กำหนดไว้

ขอบเขตของกฎหมายเรียกว่าไม่ใช่ขอบเขตจะดีกว่า เพราะประธานาธิบดีมีสิทธิ์รุกรานประเทศอื่นภายในเวลา 48 ชั่วโมง (ซึ่งก็มากพอแล้วสำหรับปฏิบัติการในเวเนซุเอลา)

ไม่เพียงเท่านั้น "ขอบเขต" ที่ที่ตีกรอบไว้ยังให้เวลาเพิ่มขึ้นไปอีก แต่เลี่ยงบาลีโดยใช้คำว่า "กฎหมายห้ามมิให้กองกำลังอยู่ในพื้นที่นานเกิน 60 วัน" และยังเพิ่มระยัเวลาให้อีกด้วยซ้ำว่า "มีระยะเวลาถอนกำลังเพิ่มเติมอีก 30 วัน หากไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา"

ระยะเวลาเพียงเท่านี้มากพอแล้วสำหรับผู้นำสหรัฐ ในการส่งปฏิบัติการทางทหารไปทำอะไรที่รวยรัดรวดเร็ว เช่น โจมตีเป้าหมายที่ล็อคไว้นานแล้ว หรือจับตัวบุคคลที่เป็นอันตรายต่อสหรัฐฯ (หรือคนที่สหรัฐฯ ต้องการตัวด้วยเหตุผลอื่น)

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจจาก WPR มาแล้ว คือ ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน อำนาจ WPR กับสงครามในอดีตยูโกสลาเวีย บอสเนีย โคโซโว อิรัก และเฮติ โดยเฉพาะในโคโซโว คลินตันยังคงดำเนินการโจมตีทางอากาศในโคโซโวต่อไปอีกกว่าสองสัปดาห์ในปี 1999 หลังจากเลยกำหนด 60 วันไปแล้วด้วยซ้ำ

ต่อมาในสมัยของรัฐบาลบารัก โอบามา ซึ่งทำการแทรกแซงทางทหารในลิเบียปี 2011 โดย ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ให้การต่อสภาคองเกรสในเดือนมีนาคม 2011 ว่ารัฐบาลโอบามาไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรสสำหรับการแทรกแซงทางทหารในลิเบียหรือสำหรับการตัดสินใจอื่นใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ นั่นก็คืออ้างอำนาจของ WPR นั่นเอง

ในปี 2013 โอบามาได้ขออนุมัติจากรัฐสภาเพื่อใช้กำลังทหารในซีเรีย แต่รัฐสภาปฏิเสธคำขอทั้งยังผ่านกฎหมายห้ามรัฐบาลสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันทางการทหารในซีเนีย แต่ถึงแม้จะมีข้อห้าม โอบามา ก็ได้ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในซีเรีย และสหรัฐอเมริกาก็เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มตัวในประเทศนั้น โดยลากยาวจนมาถึงสมัยแรกของ ทรัมป์ ด้วยซ้ำ

นี่คือ ลักษณะของการใช้ WPR ที่ไม่เพียงให้อำนาจประธาธิบดีแบบเบ็ดเสร็จ แต่ประธานาธิบดีหลายๆ คนยังละเมิดอำนาจที่กำหนดไว้โดยรัฐสภาด้วยซ้ำ แสดงถึงแนวโน้มที่ฝ่ายบริหารจะเป็น King มากขึ้นทุกทีเพราะไม่ต้องฟังการถ่วงดุลอำนาจใดๆ เลย

หรือจะเรียกให้ถูกก็คือ กลายเป็น Tyrant หรือกษัตริย์ที่เป็นทรราชย์เข้าไปทุกวัน

ยิ่งการกระทำของ ทรัมป์ ตั้งแต่รับตำแหน่งมาจนถึงการรุกรานเวเนซุเอลา สะท้อนว่าเขาใช้อำนาจประหนึ่งเป็น Tyrant เพราะไม่เพียงแต่จะใช้อำนาจเกินตัวหลายๆ กรณีเท่านั้น แต่ยังใช้อำนาจ WPR ที่ดูจะล้ำเส้นด้วย

การรุกรานเวเนซุเอลาครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่การส่งกำลังทหารโจมตีเมืองหลวงของประเทศเท่านั้น แต่ได้จับตัวประธานาธิบดีและภรรยาไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินขอบเขตของการ "ป้องกันตัวเอง" และ "ความมั่นคง" ไปมาก ไม่ว่า ทรัมป์ จะอ้างเหตุผลอะไรก็ตาม โดยที่รัฐสภาและตุลาการก็เป็นคนของเขา จึงไม่ต้องห่วงเรื่อง "ขัดต่อรัฐธรรมนูญ"

นี่จะเป็นการเซ็ตของเขตใหม่ของการใช้อำนาจเยี่ยงทรราชย์ผ่าน WPR ซึ่งจะล้ำขอบเบตไปเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ อาจทำแบบนี้กับประเทศปรปักษ์ใดๆ ก็ได้ เพียงเพื่อรักษาอำนาจของตน

และในกรณีของเวเนซุเอลานั้นไม่ใช่แต่การ "เชือดไก่ให้ลิงดู" เพื่อให้ประเทศลาติอเมริกาอื่นๆ อย่าคิดนอกใจไปคบกับแกนอำนาจอื่น (เพราะลาตินอเมริกาคือหลังบ้านและพื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ) แต่ยังเป็นการริดรอนแกนพันธมิตรระหว่างเวเนซุเอลา ประเทศฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกา ไปจนถึงรัสเซีย และจีนด้วย

เกมแห่งอำนาจที่ลึกล้ำนี้จึงต้องใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของ WPR และความเป็นประชาธิปไตย เพราะสหรัฐฯ ต้องเป็นประเทศ "อำนาจนิยม" ที่ทัดเทียมกับคู่กรณีให้ได้ แม้ว่าปากจะบอกว่าตัวเองเป็น "ผู้นำโลกเสรี" ก็ตาม

แต่ทำตรงกันข้ามที่ปากบอกเข้าไปทุกที

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพถ่ายจากระยะไกลแสดงให้เห็นเปลวไฟที่ฐานทัพฟูเอร์เต ติอูนา ซึ่งเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลา หลังเกิดเหตุระเบิดหลายครั้งในกรุงการากัส เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...