มหากาพย์ สัตว์ประหลาด และภาคต่อ มีหนังอะไรให้เรารอดูในปี 2026
ปี 2025 นับเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และฮอลลีวูดยังคงเผชิญความท้าทายมหาศาล ตั้งแต่ประเด็นการใช้ AI ที่กลายเป็นข้อถกเถียงและเต็มไปด้วยกระแสต่อต้าน, การรวมตัวของสตรีมมิงยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix กับสตูดิโอวอร์เนอร์ บราเธอร์ส (Warner Bros.)ไปจนถึงที่ทางของโรงภาพยนตร์ซึ่งดูจะหดแคบลงเรื่อยๆ จากการมาเยือนของสตรีมมิง
และในปี 2026 นี้ดูเป็นอีกปีที่หนังใหญ่หลายเรื่อง ถูกปักเป็น ‘หมุดหมาย’ ของการดูในโรงภาพยนตร์ ไปจนถึงหนังของผู้กำกับหลายคนที่หวนกลับมาทำหนังอีกหน หลังห่างหายไปนาน
เริ่มด้วยหนังบล็อกบัสเตอร์ทุนยักษ์ที่หลายคนตั้งตารอ (และเป็นที่คาดหวังว่าจะทำรายได้มหาศาลจากเหล่าสตูดิโอ) อย่าง The Odyssey (2026) หนังยาวลำดับล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน หลังจากที่เรื่องล่าสุด Oppenheimer (2023) เข้าชิงออสการ์ 13 สาขา และคว้ารางวัลกลับบ้านมาได้ 7 สาขา รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีและผู้กำกับยอดเยี่ยมแห่งปี โดย The Odysseyดัดแปลงมาจากมหากาพย์ชื่อเดียวกันของ โฮเมอร์ นักประพันธ์ชาวกรีกโบราณหลักใหญ่ใจความว่าด้วยการออกเดินทางของ โอดิสซีย์ วีรบุรุษผู้เป็นหนึ่งในหัวเรือการรบในสงครามกรุงทรอย (Trojan War) ที่พยายามหาทางกลับไปยังเกาะอิธากาหลังสงครามจบลง
The Odysseyของโนแลนถูกพิจารณาว่าเป็นโปรเจกต์ยักษ์ตั้งแต่แรก ด้วยทุนสร้าง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นหนังที่ทุนสร้างสูงที่สุดของโนแลน และนักแสดงระดับรวมดาวของฮอลลีวูด ทั้งนักแสดงนำ แมตต์ เดมอน ที่ร่วมงานกับโนแลนมาตั้งแต่ Interstellar (2014)และ Oppenheimer, ทอม ฮอลแลนด์, แอนน์ แฮตธาเวย์, โรเบิร์ต แพตตินสัน ฯลฯ โดย The Odysseyถือเป็นหนึ่งในหนังฟอร์มยักษ์เรื่องสำคัญที่หลายคนตั้งตารอดูในปี 2026 นี้
เช่นเดียวกับ Dune: Part Three (2026)หนังสุดอลังการของ เดนิส วิลเนิฟ ภาคต่อของ Dune (2021)และ Dune: Part Two (2024)ดัดแปลงมาจากDune Messiah (1969)นวนิยายปรัชญาอวกาศของ แฟรงค์ เฮอร์เบิร์ต จับจ้องไปยังการเดินทางและเติบโตของ พอล อะเทรดีส (ทิโมธี ชาลาเมต์) เจ้าชายหนุ่มที่ถูกพรากออกจากบ้านเกิด และกลายเป็นเสมือนผู้ไถ่ให้แก่ผู้ยากแค้นใน Part Two ท่ามกลางสายตาสับสน ระแวดระวังของคนใกล้ชิดที่เริ่มมองว่าเขามีสถานะใกล้เคียงกับพระเจ้า และอาจนำพาหายนะบางอย่างมาสู่มวลมนุษยชาติ
Duneของวิลเนิฟประสบความสำเร็จมาตลอดทั้ง 2 ภาค ไม่ว่าจะในแง่ภาษาภาพยนตร์ การเดินเรื่อง หรือแม้แต่ประเด็นที่หนังวิพากษ์ โดยเฉพาะการกลายเป็นผู้ไถ่ (Messianic Figure) ของตัวละครหลัก ที่ทำให้ตัวหนังเป็นมากกว่าหนังสงครามอวกาศ หากแต่มีลักษณะของการสำรวจความเชื่อและจิตวิญญาณบางอย่างของตัวละครด้วย
นอกจากนีหนังยังเต็มไปด้วยนักแสดงระดับแม่เหล็ก (จริงๆ ก็ตั้งแต่ภาคแรกแล้ว) ไม่ว่าจะ 2 นักแสดงนำอย่างชาลาเมต์และเซนเดย์อา ที่เป็นเสมือนภาพจำของแฟรนไชส์นี้, รีเบกกา เฟอร์กูสัน, อันยา เทย์เลอร์-จอย, ฆาเบียร์ บาเด็ม, ฟลอเรนซ์ พิวจ์ และที่ประกาศมาอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้คือ โรเบิร์ต แพตตินสัน ก็จะร่วมแสดงในมหากาพย์สงครามแห่งอวกาศนี้ด้วยเช่นกัน
พูดถึงภาคต่อแล้วจะไม่กล่าวถึง Avengers: Doomsday (2026) คงเป็นเรื่องผิดบาป โดยเป็นหนังจากสตูดิโอมาร์เวลที่กล่าวกันว่าเล่าเส้นเรื่องต่อจาก Avengers: Endgame (2019)ซึ่งประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยการทำเงินไปกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทั่วโลก และได้รับคำชมเชยว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ปิดแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ได้ลงตัวที่สุด และหลังจากห่างหายไปร่วม 7 ปี สตูดิโอมาร์เวลก็เข็น Doomsday พร้อมคณะนักแสดงนำชุดเดิมอีกครั้ง
หนังกำกับโดยพี่น้องรัสโซคนดีคนเดิม เส้นเรื่องอย่างคร่าวที่สุด เล่าถึง 20 เดือนหลังจากเรื่องราวใน Thunderbolts*(2025) จบลง ด็อกเตอร์ดูม ยอดวายร้ายปรากฏตัวขึ้นคุกคามมนุษยชาติ ทำให้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ในหลายจักรวาลต้องกลับมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านแผนร้ายของดูม
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสตูดิโอมาร์เวลขยับขยายฐานและเส้นเรื่องของตัวละครในสตูดิโอผ่าน The Multiverse Saga หรือการที่แต่ละตัวละคร แต่ละเส้นเรื่อง แยกกันไปมีเรื่องราวของตัวเอง โดยที่เปิดช่องให้แต่ละคนสามารถเข้ามาร่วมหรือมีเส้นเรื่องที่ทาบทับกันอยู่เนืองๆ และในปี 2025 ที่ผ่านมา มาร์เวลเพิ่งพาคนดูเข้าสู่เฟส 6 ของเส้นเรื่อง และ Doomsdayก็นับเป็นหนึ่งในหนังเรื่องหลักของเฟสนี้เช่นกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนจับตาคือ 28 Years Later: The Bone Temple (2026)ภาคต่อของ 28 Years Later (2025)หนึ่งในหนังแฟรนไชส์ไวรัสล้างบางมนุษยชาติ กำกับโดย แดนนี บอยล์ ที่ประสบความสำเร็จสุดขีดด้วยการทำเงินไปทั้งสิ้น 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้าง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เล่าเรื่องของ สไปค์ (อัลฟี วิลเลียมส์) เด็กชายที่โตในเกาะอังกฤษหลังไวรัสระบาดล้างโลก และกระเสือกกระสนพาแม่ผู้ป่วยไข้ด้วยโรคมะเร็ง (ซึ่งเขาไม่รู้จัก) มาหา เอียน (เรล์ฟ ไฟนส์) ชายผู้อ่อนโยนซึ่งอาศัยเพียงลำพังในป่ากว้าง และเคยเป็นหมอเมื่อครั้งที่ไวรัสยังไม่ล้างบางโลกทั้งใบ หากแต่มะเร็งก็คร่าชีวิตแม่ของสไปค์ในที่สุด
การรับมือกับความตายในครั้งนั้น ทำให้เขาตัดสินใจไม่หวนกลับไปบนเกาะ หากแต่ใช้ชีวิตอยู่ในป่า เตรียมใจรับมือกับเหล่าผู้ติดเชื้อซึ่งกลายพันธุ์ไปช้าๆ และพร้อมกันนั้นเขาก็พบกับ จิมมี (แจ็ก โอคอนเนลล์) ชายหนุ่มปริศนาที่สังหารเหล่าผู้ติดเชื้ออย่างเหี้ยมโหดด้วย
ในภาคต่อนี้หนังยังได้ อเล็กซ์ การ์แลนด์ กลับมาเขียนบทอีกครั้ง และผู้กำกับคือ นีอา ดาคอสตา คนทำหนังที่เราอาจคุ้นเคยกับงานเรื่องก่อนของเธออย่าง The Marvels (2023)โดยเส้นเรื่องของภาคนี้ เล่าช่วงเวลาถัดมาจาก 28 Years Later เมื่อสไปค์ได้เจอกับจิมมี ผู้เคียดแค้นชิงชังผู้ติดเชื้อทุกราย ขณะที่เอียนดูจะมองผู้ติดเชื้อผ่านสายตาของการมีความหวังมากกว่าพวกเขา
ว่ากันด้วยเรื่องหนังภาคต่อ The Devil Wears Prada 2 (2026)ถือเป็นอีกเรื่องที่หลายคนเฝ้ารอ เพราะทิ้งห่างจากภาคก่อนหน้าThe Devil Wears Prada (2006)20 ปีพอดิบพอดี โดยเมื่อครั้งที่ออกฉาย ตัวหนังประสบความสำเร็จถล่มทลายด้วยการทำรายได้ไปถึง 326 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อันเป็นตัวเลขที่หนังคอเมดี-ดราม่าส่วนใหญ่แตะไม่ถึง
หนังดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันตีพิมพ์ปี 2003 ของ ลอว์เรน ไวส์เบอร์เกอร์ ว่าด้วยชีวิตสุดหินของ แอนดี (แอนน์ แฮตธาเวย์) หญิงสาวสุดเนิร์ดที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัยหมาดๆ และสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของ มิแรนดา (เมริล สตรีป) บรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นผู้ทรงอิทธิพลของนิวยอร์ก แม้ตัวแอนดีจะไม่มีความรู้หรือความสนใจเรื่องแฟชั่นเลยก็ตาม ทั้งยังต้องรับมือกับความเนี้ยบสุดขีดของมิแรนดา ที่ทำเธอทึ้งหัวตัวเองทุกเมื่อเชื่อวัน หรือการถูก เอมิลี (เอมิลี บลันต์) มือขวาคนสนิทของมิแรนดาถากถางอยู่เนืองๆ ตลอดทั้งเรื่อง หนังจึงพาคนดูสำรวจการเติบโตและเปลี่ยนแปลงของแอนดีในโลกแฟชั่นและการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ควบคู่กันไปกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับมิแรนดา
จะว่าไป The Devil Wears Prada เป็นหนึ่งในหนังที่หลายคนรัก ไม่เพียงแต่มันเล่าเรื่องของการเติบโตและเอาชนะอุปสรรคของตัวละครซึ่ง ‘เป็นรอง’ มาตลอดทั้งเรื่อง หากแต่ผู้กำกับหนัง เดวิด แฟรงเกล ยังสร้างฉากจำที่แสนจะเล่าเรื่อง ทั้งฉากเปิดตัวมิแรนดาที่ทำคนแตกตื่นทั้งบริษัท หรือการเล่าเรื่องการเติบโต เปลี่ยนแปลงของแอนนีผ่านแฟชั่นและการแต่งตัวของเธอ โดยในภาพต่อนี้ หนังเล่าเรื่องช่วงขาลงของนิตยสารสิ่งพิมพ์ และมิแรนดาที่อยู่ในวาระใกล้ปลดระวางเต็มที โดยเธอต้องรับมือกับเอมิลีที่กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของวงการแฟชั่น กับแอนดีที่หวนกลับมาเป็นผู้ช่วยเธออีกหน
นอกจากนี้ ความเก๋ของThe Devil Wears Prada 2 คือที่มันเป็นหนังอีกเรื่องที่เต็มไปด้วยนักแสดงมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะรับบทสมทบหรือรับเชิญ ทั้ง เลดี กาก้า, โดนาเตลลา เวอร์ซาเช, ซิดนีย์ สวีนีย์, ลูซี ลิว, ซีโมน แอชลีย์ ฯลฯ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ The Bride! (2026) หนังสัตว์ประหลาดที่เป็นผลงานกำกับเรื่องที่ 2 ของ แม็กกี จิลเลนฮาล หลังแจ้งเกิดอย่างงดงามจาก The Lost Daughter (2021)โดยหนังดัดแปลงหลวมๆ มาจากนิยายเลื่องชื่อ Frankenstein (1818)เมื่อ แฟรงเกนสไตน์ (คริสเตียน เบล) สิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีชีวิตด้วยแรงประดิษฐ์ของนักวิทยาศาสตร์ ร้องขอมีเพื่อนสักคนที่มีสถานะเช่นเดียวกันกับเขา ไม่ใช่มนุษย์และไม่ใช่คนตาย จึงเป็นที่มาของการถือกำเนิดของ ‘เจ้าสาว’ (เจสซี บัคลีย์) หญิงที่ถูกปลุกให้ฟื้นและทำให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เพื่ออยู่เคียงคู่กับแฟรงเกนสไตน์
จิลเลนฮาลเล่าว่า เธอได้ไอเดียมาจากหนังคลาสสิกเรื่อง Bride of Frankenstein (1935) ซึ่งเจ้าสาวปรากฏตัวในเรื่องเพียงไม่กี่นาที และทำให้เธออยากขยับขยายเส้นเรื่องของหญิงที่ถูกปลุกให้ตื่นมาเป็นคู่ของสิ่งมีชีวิตที่ถูกมองเป็นสัตว์ประหลาด โดยหนังยังได้ เพเนโลเป ครูซ, เจค จิลเลนฮาล น้องชายแท้ๆ ของแม็กกี, ปีเตอร์ สการ์สการ์ด, จอห์น มากาโร มาร่วมแสดงด้วย
นอกเหนือจากที่ The Bride!ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังคลาสสิกแล้ว How to Make a Killing (2026) หนังทริลเลอร์ของ จอห์น แพตตัน ฟอร์ด ก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก Kind Hearts and Coronets (1949)เช่นกัน (แถมยังเหมือนจิลเลนฮาลในแง่ที่เป็นหนังเรื่องที่ 2 ที่เขากำกับอีกต่างหาก) หนังเล่าถึงชีวิตสุดบัดซบของ เรดเฟลโลว (เกล็น โพเวลล์) ชายหนุ่มที่เกิดในครอบครัวมหาเศรษฐี แต่ถูกทอดทิ้งให้ไปเติบโตในสลัมยากจน เขาจึงหาทางแก้แค้นด้วยการทำทุกทางเพื่อทวงคืนมรดกที่ควรจะเป็นของเขา ด้วยการกำจัดบรรดาญาติทั้ง 7 คนที่ขวางทางระหว่างเขากับเงิน 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ทั้งนี้บทหนัง How to Make a Killingถือเป็นหนึ่งในบทที่อยู่ในทำเนียบ ‘บัญชีดำ’ ของฮอลลีวูด ในแง่ที่จะได้รับความคาดหวังว่าจะเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ ซึ่งวัดจากกระแสหลังปล่อยตัวอย่างหนังมาแล้ว How to Make a Killingก็อาจไม่ทำให้สตูดิโอผิดหวังนัก
ฟากยุโรปเอง หนังที่ถูกจับตาตั้งแต่ประกาศว่าจะเริ่มโปรเจกต์คือ De Gaulle (2026) สุดยอดมหากาพย์ฟอร์มยักษ์ของ อันโทนี โบดรี คนทำหนังชาวฝรั่งเศสจาก The Wolf's Call (2019) โดยหนังเล่าชีวประวัติของ ชาร์ล เดอ โกล รัฐบุรุษคนสำคัญของฝรั่งเศสที่มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านนาซีเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยหนังแบ่งออกเป็น 2 เรื่องคือ Tilting Iron (2026)และ The Sovereign Edge (2026)ซึ่งสำรวจชีวิตแต่ละช่วงวัยของเดอ โกล
ขณะที่เยอรมนีเองก็มีหนังที่น่าสนใจคือ Amrum (2025) แม้จะออกฉายในบ้านเกิดเมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมา แต่มันก็ออกฉายในเทศกาลหนังต่างๆ ในปี 2026 โดยเป็นหนังข้ามพ้นวัยของ ฟาติห์ อาคิน คนทำหนังชาวเยอรมันเชื้อสายตุรกี เล่าถึงชีวิตสามัญของเด็กชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างผาสุกอยู่บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในขวบปี 1945 อันเป็นช่วงเวลาสำคัญเมื่อเยอรมนีเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2
ฝั่งเอเชีย ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Look Back (2026)หนังที่ดัดแปลงจากมังงะโดย ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ เล่าเรื่องเด็กหญิง 2 คนที่ตะบี้ตะบันวาดรูปเพื่อจะได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ด้วยกัน กระทั่งเมื่อพวกเธอเติบโตขึ้น เส้นทางชีวิตก็ค่อยๆ ห่างกันไปเรื่อยๆ โดยก่อนหน้านี้ มังงะเคยถูกดัดแปลงเป็นอนิเมะมาแล้วเมื่อปี 2024 และประสบความสำเร็จล้นหลาม ก็น่าจับตาว่าคนทำหนังที่แม่นยำเรื่องการสำรวจความสัมพันธ์อันเปราะบางของมนุษย์อย่างโคเรเอดะ จะถ่ายทอดประเด็นเหล่านี้ออกมาอย่างไรบ้าง
อันที่จริงยังมีหนังอีกมากมายหลายเรื่องทีเดียวที่เตรียมฉายในปี 2026 นี้ นับเป็นอีก 1 ปีที่น่าตื่นเต้นของคนรักหนังอย่างยากจะปฏิเสธ