CEO ‘ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์’ วางกลยุทธ์สิงห์...สร้างคุณค่าให้ชีวิตในทุกมิติ
1 กรกฎาคม 2561 เช็กอินทำงานที่ออฟฟิศ สิงห์ เอสเตท หลังจากนั้นใช้เวลา 7 ปี “กอล์ฟ-ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธุ์” บอกว่าทำกับสิงห์ เอสเตท เกินครึ่งชีวิตขององค์กร เพราะสิงห์อสังหาริมทรัพย์เพิ่งก่อตั้งได้ 11 ปีเท่านั้น จนกระทั่งก้าวสู่ตำแหน่ง CEO-ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
อาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ เพราะชัยรัตน์น่าจะเป็น CEO คนที่ 3 ที่มาจากเก้าอี้ “CFO-ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน” ขององค์กรมาก่อน เรื่องใหม่ถูกจัดระเบียบนำเสนอวิสัยทัศน์บริหารจัดการองค์กร ผ่าน 4 แกนหลักที่เข้าใจง่าย พอร์ตรายได้ที่มี 4 ธุรกิจหลัก แม้ว่าแต่ละ BU ทำรายได้กระจุบกระจิบ แต่เมื่อนำมามัดรวมกันมูลค่าทรัพย์สินปาเข้าไป 70,000 ล้านบาท
ล่าสุด อยู่ระหว่างวางเค้าโครงแผนธุรกิจ 3 ปีหน้า ภาพใหญ่การลงทุนไม่ได้เพิ่มบทบาทโครงการที่อยู่อาศัย น้ำหนักยังวางไปที่ธุรกิจโรงแรมกับออฟฟิศบิลดิ้ง โดยแสวงโอกาสลงทุนภาคอุตสาหกรรม จุดเน้นอยู่ที่เปิดกว้างต้อนรับพันธมิตรร่วมทุนทุกรูปแบบที่ DNA ในการทำธุรกิจเข้ากันได้ รวมทั้งปี 2569 ไม่เน้นการสร้างรายได้เติบโต หันไปชูการทำกำไรเป็นพระเอก
4 พอร์ตธุรกิจ…ดูแลกันและกัน
โดย “ชัยรัตน์” ประกาศทิศทางการเติบโตภายใต้ยุทธศาสตร์ “A Stable Foundation Drives Sustainable Growth” นำเสนอกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร Enriching (Your) Life…การสร้างคุณค่าให้ชีวิต ผ่าน 4 แกนหลัก ภายใต้รหัสย่อ 4S เพื่อสร้างสมดุลให้ธุรกิจ และมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย “Stability-Strength-Synergy-Sincerity”
เริ่มจาก“1.Stability แกนการบริหารธุรกิจ” สิงห์แบ่งพอร์ตโฟลิโอเป็น 4 ธุรกิจหลัก แต่นิยามรายได้เป็น 2 ประเภท คือ การลงทุนที่มีรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม กับอาคารสำนักงานหรือออฟฟิศบิลดิ้ง และการลงทุนที่มีรายได้ไม่ประจำ (Nonrecurring Income) ได้แก่ ธุรกิจที่อยู่อาศัยหรือโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม กับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม
หลักคิดอยู่ที่ทั้ง 4 ธุรกิจหลัก เมื่อใดก็ตามที่เป็นขาขึ้นในจังหวะภาวะเศรษฐกิจแต่ละช่วง จะต้องตระหนักรู้และรับบทบาทนำในการสร้างรายได้ให้กับองค์กร ประมาณว่าดูแลกันและกัน ยกตัวอย่าง ปี 2568 ภาคอสังหาริมทรัพย์ดรอปอย่างเห็นชัด ตัวชูโรงเป็นภาคท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เข้าเป้า 40 ล้านคน แต่ก็ยังเป็นพอร์ตธุรกิจสร้างรายได้หลักอยู่ จุดเน้นจึงเป็นธุรกิจโรงแรมโดยอัตโนมัติ เป็นต้น
วกกลับมาดูข้อมูลตัวเลขแบบรัว ๆ อัพเดต ณ ไตรมาส 3/68 “รายได้น็อนรีเคอริ่ง” ซึ่งก็คือบ้าน-คอนโดฯ มี 10 โครงการแอ็กทีฟ มูลค่ารวม 29,571 ล้านบาท สัดส่วนรายได้ 20% กับนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ขนาด 1,000 ไร่ มูลค่า 3,813 ล้านบาท รายได้สัดส่วน 3%
ขณะที่พอร์ตใหญ่อยู่ที่“รายได้รีเคอริ่ง” ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม 33 แห่งทั่วโลก รวมเกาะในฝันมัลดีฟส์ด้วย จำนวน 4,033 คีย์ แต่คิดเป็นรายได้มากถึง 69% กับออฟฟิศบิลดิ้งอีก 5 แห่ง พื้นที่เช่ารวม 191,640 ตารางเมตร สร้างรายได้สัดส่วน 8% ของรายได้รวม
ภาพสรุปแกนธุรกิจจึงออกมาเป็นรายได้รีเคอริ่ง 80% และน็อนรีเคอริ่ง 20% แนวโน้มดูเหมือนจะยังเป็นภาพหลักในอีก 2-3 ปีหน้า
บาลานซ์ “สินเชื่อ-หุ้นกู้”
“2.Strength แกนการบริหารการเงิน” ต้องบอกเลยว่าเป็นจุดแข็งของ CEO ชัยรัตน์ ที่เป็น Key Person อยู่เบื้องหลังดีลระดมทุนให้กับองค์กร จัดสมดุลออกมาเป็นแหล่งเงินกู้จากธนาคารพันธมิตร 4 รายหลัก บวกกันพันธมิตรสถาบันการเงินเชิงกลยุทธ์ที่เป็นแบงก์ขนาดกลาง รวมกันเป็น 10 ราย สัดส่วน 80%
ที่เหลือเป็นการออกหุ้นกู้อีก 20% โดยมีความสามารถในการระดมทุนเฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านบาท ณ อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้เฉลี่ยที่ 5% บวกลบ
โฟกัสการออกหุ้นกู้ สิงห์ เอสเตท เพิ่งระดมเงินผ่านหุ้นกู้ได้ 4 ปี สามารถระดมทุนได้แล้ว 10,000 กว่าล้านบาท โดยมี 3 ปัจจัยคำนึง คือ 1.จำนวนเงินที่ออกจำหน่ายต้องมีความเหมาะสม สร้างความน่าเชื่อถือในการชำระคืน 2.อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดมีความเหมาะสมกับความเสี่ยงที่ผู้ถือหน่วยได้รับ และเหมาะสมกับสภาวะตลาด และ 3.การรักษาช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย เพื่อเข้าถึงทั้งลูกค้าธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์
“เศรษฐกิจภาพรวมมีปัจจัยท้าทายและกดดันมาก แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา สิงห์ได้รับความไว้วางใจจากทั้งธนาคารและนักลงทุนในหุ้นกู้ เพราะเรามีระเบียบวินัยทางการเงิน และการบริหารความสัมพันธ์ที่หลากหลายกับผู้ให้เงินทุน มีบทพิสูจน์แล้วจากการที่เราสามารถระดมทุนทั้งเงินกู้และหุ้นกู้ในสถานการณ์โควิด”
กลยุทธ์ทางการเงิน ต้องการลดบทบาทการขอสินเชื่อธนาคารลงเหลือสัดส่วน 70% หันมาเพิ่มบทบาทระดมทุนผ่านหุ้นกู้เป็น 30%
เขย่าแผน HR สู่องค์กรคนรุ่นใหม่
“3.Synergy แกนการบริหารคน” ภารกิจเรื่องนี้ท้าทายเป็นอย่างมาก หากวางตัวตั้งด้านบุคลากรปัจจุบันมีพนักงาน 321 คน ทอนออกมาเป็นมูลค่าทรัพย์สินปัจจุบันที่ 70,000 ล้านบาท ความยั่งยืนและความสามารถในการเติบโตจะฝากไว้ที่ใคร ?
ข้อมูลพื้นฐานพบว่า สัดส่วนคร่าว ๆ “ครึ่ง/ครึ่ง” กินตำแหน่งผู้จัดการ สัดส่วน 42% ผู้บริหารระดับ VP 9% และพนักงานทั่วไป 49%
ข้อมูลเร้าใจยิ่งกว่า เมื่อแบ่งตามอายุตัวพบว่า จำนวนมากสุดคือพนักงาน เจน Y สัดส่วน 48.6%, เจน X 36.8% และเจน Z 13% มุมมองของ CEO ชัยรัตน์ คนเจน Y+Z รวมกันคือประชากรส่วนใหญ่ขององค์กรอยู่ที่ 61.6% ตีโจทย์ใหญ่ออกมาเป็น 3 ด้วยกัน
คือ 1.ทำอย่างไรให้พนักงานใน Generation ใหม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผน กำหนดทิศทาง และดำเนินธุรกิจของบริษัท และ 2.ทำอย่างไรให้รูปร่างของโครงสร้างองค์กรปรับเปลี่ยนเป็นทรงพีระมิด คือให้โอกาสพนักงานที่มีประสบการณ์ได้เติบโตขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน ในขณะเดียวกันองค์กรก็เติมคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำงาน
อธิบายง่าย ๆ Shape ของแคเรียร์พาร์ทในองค์กร ระดับผู้จัดการและใกล้เคียง 42% บวกกับ VP อีก 9% หมายความว่าคนครึ่งหนึ่งครองเก้าอี้ผู้จัดการ ทำให้ Shape ของโอกาสก้าวหน้าเป็นรูปทรงกระบอก สิ่งที่กำลังระดมสมองอย่างหนักคือ จะบริหารจัดการอย่างไรให้แคเรียร์พาร์ทในองค์กรสร้างโอกาสการเติบโตให้กับคนรุ่นใหม่ ๆ ได้ด้วย หรือปรับเปลี่ยนให้มี Shape เป็นรูปทรงพีระมิดมากขึ้น
“สิงห์ เอสเตท ไม่ได้โฟกัสตีตลาด 1 แสนล้านบาท ให้ลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของเรา หากแต่อยู่ที่ว่าเราสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายระดับลักเซอรี่-ซูเปอร์ลักเซอรี่ 40-50 คนในแต่ละโครงการได้หรือไม่ ดังนั้น ไอเดียจากคนรุ่นใหม่จึงมีส่วนสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว หน้าที่ของบริษัท คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนกลุ่มนี้กล้าคิด กล้าทำ และกล้าแสดงความคิดเห็น”
คีย์เวิร์ดอยู่ที่“…การปรับเปลี่ยนจากการเติบโตในองค์กรจากรูปทรงกระบอกเป็นรูปทรงพีระมิด อาจไม่เห็นผลสำเร็จในระยะสั้น แต่มีความจำเป็นในระยะยาว หากเราต้องการสร้างฐานบุคลากรคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 60% ของบริษัทให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน”
“Sincerity” พลิกมุมคิด ESG
และ “4.Sincerity แกนการบริหารจัดการความยั่งยืน” สิ่งที่สิงห์ เอสเตท ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ ESG คือการขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการเติบโต
ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและเห็นผลได้จริง ไม่มุ่งเน้นการทำกิจกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ เพราะหากเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ ในมุมธุรกิจเรียกว่าค่าใช้จ่าย แต่หากเป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคม ในมุมธุรกิจเรียกว่า การสร้างรากฐานที่มั่นคง โมเดลนี้เรียกว่า Proactive Governance
คลาสสิกเคสในมุม ESG ของสิงห์ เอสเตท เหตุเกิด ณ โครงการครอสโรดส์ ที่ได้รับสัมปทานพื้นที่เกาะในประเทศมัลดีฟส์ ลงทุนสร้างโรงแรม SAii Lagoon Maldives, Hard Rock Hotel Maldives และ SO/Maldives เพียงแค่คิดนอกกรอบแทนที่จะใช้เงินไปกับการสปอนเซอร์กลุ่มอนุรักษ์หลากรูปแบบ สิงห์ เอสเตท เลือกใช้วิธีการนำไปจ้างจ้างนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล (Marine Scientist) ที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นพนักงานประจำบริษัท และมีทีม SD (Sustainable Development) ที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยเฉพาะ
“โรงแรมที่มัลดีฟส์ เราต้องการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลอย่างรอบคอบ พบว่าพื้นที่สัมปทานมีฝูงโลมาประจำถิ่น ที่โลมาใช้ทั้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งเจริญพันธุ์ รวมทั้งเต่าทะเล เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการก่อสร้างโครงการที่จะต้องไม่ไปรบกวนพวกเขาเหล่านั้น ผลลัพธ์ ปัจจุบันมีฝูงโลมาขนาดที่แตกต่างกัน บ่งบอกว่าเป็นโลมารุ่นพ่อแม่-ลูก กระโดดน้ำอวดแขกนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ได้เก็บภาพประทับใจแบบใกล้ชิด”
อีกสักตัวอย่างจากการขับเคลื่อนโครงการ “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” จับจองพื้นที่โครงการสิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เปิดปฏิบัติการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอนบนพื้นที่ 1,000,000 ตารางเมตร หรือ 625 ไร่ มองเป็นกิจกรรมปลูกป่าทั่วไปก็จะกลายเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR แต่การปลูกป่าของเรา เน้นการใช้ไม้พันธุ์ถิ่น เพื่อเพิ่มอัตราการอยู่รอดของต้นไม้ที่ปลูก เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
กลยุทธ์ ESG แบบมีชั้นเชิงถูกต่อยอดมาสู่การริเริ่มโครงการ “Green Button” เปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าพักโรงแรมในเครือ “SAii Hotels & Resorts” ได้แก่ SAii Laguna Phuket, SAii Phi Phi Island Village, SAii Koh Samui Villa และ SAii Lagoon Maldives มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
วิธีการกดปุ่ม Green Button ในแอปพลิเคชั่น เพื่อเลือกที่จะไม่เปลี่ยนผ้าปูที่นอนในแต่ละวัน ช่วยลดการใช้น้ำ พลังงาน และสารเคมีจากกระบวนการซักรีดได้อย่างมีนัยสำคัญ บริษัทประหยัดเม็ดเงินในส่วนนี้ แต่จะถูกนำมาใช้จ่ายสนับสนุนการปลูกป่าในโครงการ “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” ซึ่งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมให้ผู้เข้าพักเกิดการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่เกี่ยวโยงกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามเทรนด์ของการท่องเที่ยวปัจจุบัน
“ทั้ง 4 แกนหลักขับเคลื่อนเพื่อการสร้างรากฐานที่มั่นคง การเติบโตของธุรกิจที่ยึดมั่นในความสมดุลของพอร์ตโฟลิโอ สมดุลของแหล่งเงินทุน สมดุลของการเติบโตของบุคลากร รวมถึงสมดุลของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของบริษัท ให้รองรับแรงเสียดทานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน”
บรรทัดสุดท้ายของแผนธุรกิจ มีเป้าหมายเพื่อให้ สิงห์ เอสเตท ได้ตอบแทนไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนของบริษัท และได้ “สร้างคุณค่าให้ชีวิตของคุณ” ตามปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างแท้จริง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : CEO ‘ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์’ วางกลยุทธ์สิงห์…สร้างคุณค่าให้ชีวิตในทุกมิติ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net