โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดโจทย์ใหญ่ นโยบายเศรษฐกิจที่ SME ‘อยากได้จริง’

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังเดินอยู่บนความเปราะบาง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจถูกพูดถึงแทบทุกเวที แต่สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ คำถามสำคัญไม่ใช่ “จะมีมาตรการอะไรออกมาอีก” หากแต่เป็นนโยบายแบบไหนที่ช่วยให้ธุรกิจรายเล็กรอดและโตได้จริง

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะองค์กรที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการฐานราก มองว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้ หากเอสเอ็มอียังติดอยู่ในวงจรเดิม รายได้ลด กำไรบาง ต้นทุนสูง และเข้าถึงโอกาสได้ยากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า วันนี้เอสเอ็มอีไม่ได้ต้องการ “ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า” แต่ต้องการ นโยบายเศรษฐกิจที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และออกแบบระบบนิเวศใหม่ให้เอสเอ็มอีสามารถยืนอยู่ในระบบได้อย่างเป็นธรรม

“เอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอ กำลังซื้อหด รายได้ลด แต่ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์กลับสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องแข่งขันกับทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม”

โดยมองว่า หากรัฐบาลยังคงใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมที่ไม่แตะโครงสร้างปัญหา เอสเอ็มอีจะยิ่งอ่อนแรง และกลายเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

SME ไม่ได้ขออภิสิทธิ์ แต่ขอ “ระบบที่เป็นธรรม”

นายแสงชัยย้ำว่า สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษเหนือใคร แต่ต้องการระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม ทั้งแหล่งทุนในระบบ เทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และตลาด ปัจจุบัน SME จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยสูง ขณะที่ทักษะแรงงานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และนวัตกรรม ยังเป็นเรื่องไกลตัว ส่งผลให้ผลิตภาพต่ำและแข่งขันได้ยากในตลาดที่เปลี่ยนเร็ว

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช

“ถ้าไม่ยกระดับผลิตภาพ เอสเอ็มอีจะไม่มีทางแข่งได้ ไม่ว่าจะในประเทศหรือตลาดโลก”

จากการรวบรวมเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้สรุปภาพนโยบายเศรษฐกิจที่พี่น้องเอสเอ็มอี “อยากเห็น” ออกมาเป็น 4 แกนหลัก ซึ่งไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงแนวคิด แต่เป็นโจทย์เชิงปฏิบัติที่รัฐต้องตัดสินใจ

1. เศรษฐกิจผลิตภาพภาครัฐรัฐต้องเร็ว โปร่งใส และลดต้นทุนที่มองไม่เห็น

แกนแรกคือ “เศรษฐกิจผลิตภาพภาครัฐ” แสงชัยมองว่าการยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐ คือจุดเริ่มต้นของการลดต้นทุนให้เอสเอ็มอี ทั้งต้นทุนเวลา ต้นทุนกฎระเบียบ และต้นทุนความไม่แน่นอน

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้รัฐนำเทคโนโลยี AI ระบบลีน (LEAN) และการบริหารจัดการข้อมูลมาใช้ในการออกแบบบริการภาครัฐ พร้อมปฏิรูปกฎหมายและระเบียบที่ซ้ำซ้อน เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

ขณะเดียวกัน การนำบล็อกเชนมาใช้ในกระบวนการของรัฐ จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดคอร์รัปชัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าปราบปรามทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ นอมินี และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่บิดเบือนการแข่งขัน

“การแข่งขันต้องเป็นธรรม ถ้ายังปล่อยให้เศรษฐกิจนอกระบบทำลายระบบใน เอสเอ็มอีในระบบจะไปต่อไม่ได้”

2. เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มเลิกขายถูก แข่งด้วยคุณค่า

แกนที่สองคือ “เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม” ซึ่งสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่ารัฐต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้น

นายแสงชัยเสนอให้ปรับโครงสร้างการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตร จากสินค้ามูลค่าต่ำ สู่สินค้ามูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมใช้กลไกการร่วมลงทุนรัฐ–เอกชน (PPP) ในโครงการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ลดการนำเข้า และพึ่งพาตนเองมากขึ้น

นอกจากนี้ การเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4+1 ภูมิภาค จะช่วยกระจายการค้า การลงทุน และรายได้สู่ท้องถิ่น พร้อมสร้างความแข็งแรงจากฐานราก

“เราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ ‘ไทยแลนด์แบรนด์’ ไม่ใช่แค่ขายของ แต่ขายคุณค่า” แสงชัยกล่าว

3. เศรษฐกิจแต้มต่อแก้หนี้ สร้างโอกาส ลดเหลื่อมล้ำ

แกนที่สามคือ “เศรษฐกิจแต้มต่อ” ซึ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบ ดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรมให้เอสเอ็มอี แรงงาน และครัวเรือน

นายชัยมองว่า การแก้หนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่คือการคืนโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถลุกขึ้นใหม่ได้ พร้อมกับการปรับโครงสร้างระบบการศึกษา เพื่อ “ลงทุนในปัญญา” และลดความยากจนข้ามรุ่น

“ถ้าไม่สร้างแต้มต่อ คนจะเริ่มเกมเศรษฐกิจด้วยความเสียเปรียบตลอดชีวิต” เขากล่าว

4. เศรษฐกิจผลิตภาพกำลังคนทักษะสูงคนต้องเก่ง ธุรกิจต้องฉลาด

แกนสุดท้ายคือ “เศรษฐกิจผลิตภาพกำลังคนทักษะสูง” ซึ่งมุ่งยกระดับเกษตรกร แรงงาน และเอสเอ็มอี ให้สามารถใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล AI และนวัตกรรมได้จริง

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเสนอให้พลิกบทบาทเกษตรกรเป็น “ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร” และยกระดับเอสเอ็มอีสู่ธุรกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเน้นว่านวัตกรรมต้อง “มีไว้ใช้ ไม่ใช่มีไว้โชว์” ควบคู่ไปกับการส่งเสริม ESG และเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน ความพอประมาณ และภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

เอสเอ็มอีพร้อมเดิน แต่รัฐต้องเปิดทาง นายแสงชัยทิ้งท้ายว่า เอสเอ็มอีไทยพร้อมปรับตัว พร้อมเรียนรู้ และพร้อมลงทุน หากมีนโยบายที่ชัดและต่อเนื่อง

“ถ้ารัฐออกแบบระบบถูก SME จะไม่ใช่ภาระ แต่จะกลายเป็นพลังหลักของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...