ดีเอสไอ พบธุรกิจ "ลูกก๊กอาน" ในไทย เป็นบริษัทลวง 5 แห่ง ไร้พนักงาน-ไร้กิจการจริง
ดีเอสไอ พบธุรกิจ "ลูกก๊กอาน" ในไทย เป็นบริษัทลวง 5 แห่ง ไร้พนักงาน-ไร้กิจการจริง ส่อโยงฟอกเงิน "เครือข่ายปรินซ์กรุ๊ป"
วันที่ 9 ธ.ค. 2568 จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กำหนดแนวทางการสืบสวนเครือข่ายของนายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เครือข่ายของบริษัท ปรินซ์ฯ และรายชื่อชาวต่างชาติ 43 คน ทางการสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นบัญชีให้เป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ อาทิ นายยิม เลียก นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นายก๊ก อาน
ล่าสุด วันที่ 9 ธ.ค. รายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอ ได้มีการตรวจสอบข้อมูลการประกอบธุรกิจ กิจการในไทยของนายก๊ก อาน สัญชาติกัมพูชา มีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ของประเทศกัมพูชา และลูกทั้ง 3 คนของก๊กอาน ได้แก่ น.ส.จุรี คล่องกิจกล น.ส.ภูเฌอหลิน คล่องกิจกล (ยุไล่) และนายกิตติศักดิ์ คล่องกิจกล พบข้อมูลเบื้องต้นว่า ลูกทั้ง 3 คนของนายก๊กอาน มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทการให้การบริการประมาณ 5 แห่งในไทย โดยมีสถานะเป็นกรรมการของบริษัทฯ จึงได้ขยายผลตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกกระทั่งทราบว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจแล้ว คลายลักษณะเป็น "Paper Company" กล่าวคือ สถานที่ที่จดทะเบียนไว้ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจ ณ ที่นั้น ๆ เช่น อ้างว่าบริษัทอยู่ในอาคารแห่งหนึ่ง แต่พนักงานทำงานไม่มีจริง แต่กลับใช้ชื่อที่อยู่ตรงนั้นอ้างเป็นที่ตั้งของบริษัท อย่างไรก็ตาม ในบรรดา 5 บริษัทนี้ กลับพบว่าก่อนหน้านี้ยังพอมี 1 บริษัทในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่อาจมีการดำเนินธุรกิจจริง แต่ปัจจุบันก็ไม่มีแล้ว และยังมีอีกบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการหางาน การจัดหางานออนไลน์ ดีเอสไอพบข้อมูลว่าไปแจ้งจดที่อยู่ในพื้นที่เขตสาทร กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่ามีการขอใช้พื้นที่ของนิติบุคคลแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีการดำเนินธุรกิจจริงเช่นกัน ซึ่งการขอใช้พื้นที่นิติบุคคลอื่น เพื่อจดทะเบียนเป็นสถานที่ของบริษัทนั้น ดีเอสไอพบข้อมูลอันน่าสนใจต่อว่า มันจะมีลักษณะเป็นบริษัทเคลื่อนที่ อาทิ ประเภทธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) ซึ่งบางทีก็ไม่มีเงินในการจ้างพนักงาน หรือไปเช่าสถานที่ แต่ในความเป็นจริงมันจำเป็นต้องมีสถานที่อยู่เพื่อแจ้งจดทะเบียน และใช้เป็นที่อยู่ในการรับส่งจดหมาย เพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะหากเป็นอาคารที่มีชื่อเสียงในย่านเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่บ้านเช่าทั่วไปก็จะดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงทำให้มีพวกบริษัทที่ทำธุรกิจเช่าพื้นที่จริงและซอยห้องเพื่อปล่อยเช่าเป็นตัวเลขที่ในระบบคอมพิวเตอร์ แต่ห้องจริง ๆ ไม่มี แต่ลูกค้าสามารถใช้ที่อยู่ของตึกนั้นได้ เพราะบริษัทมันมีการเช่าต่อจากตัวตึกจริง ยกตัวอย่าง นายเอ (นามสมมติ) จดทะเบียนตั้งบริษัทขึ้นมา 1 แห่ง และไปขอเช่าชั้น 15 ในอาคารออฟฟิศแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในกลางย่านเศรษฐกิจ จากนั้นนายเอ ก็กำหนดตัวเลขซอยห้องออกมาเป็น 15/1-15/100 เป็นต้น เพื่อให้คนอื่นมาเช่าพื้นที่ต่อจากนายเอ แต่คนที่มาเช่าพื้นที่ต่อนั้นจะไม่ได้เข้ามาอยู่จริง เพราะมันไม่มีห้องให้อยู่ และไม่มีการจ้างพนักงานจริง แต่เมื่อมีจดหมายหรือสิ่งของของลูกค้ามาส่ง นายเอก็จะรับผิดชอบดูแลให้ เพราะลูกค้าจ่ายค่าเช่าเลขที่ห้องให้กับนายเอ ดังนั้น บริษัทของลูกก๊กอานแห่งนี้ที่อยู่ในตึกออฟฟิศย่านสาทร และบริษัทอื่น ๆ รวม 5 บริษัท ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง ไม่มีการจ้างพนักงานใด ๆ
รายงานว่า การตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายในประเทศไทยของลูก ๆ ก๊กอาน แล้วไม่พบว่ามีการประกอบธุรกิจจริง หรือมีการเลิกประกอบธุรกิจไปแล้ว หลังจากนี้เราจะต้องขยายผลไปตรวจสอบดูเรื่องเส้นทางการเงิน ว่าระหว่างที่บริษัทต่าง ๆ ได้จดประกอบธุรกิจนั้น มีการส่งงบการเงินของบริษัทอย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องงบการเงิน เราได้มีการประสานขอข้อมูลกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงแล้ว ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างรอรับข้อมูลรายงานกลับมา เพราะแม้ว่าบริษัทฯ จะไม่มีการประกอบธุรกิจแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการจดเลิกประกอบกิจการแต่อย่างใด นอกจากนี้ หากบริษัทเหล่านี้มีการจดแจ้งเรื่องบัญชีธนาคารนิติบุคคลในการรับโอนเงินหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ก็สามารถดูเรื่องเงินหมุนเวียนได้ด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราเห็นถึงธุรกรรมต้องสงสัย ว่าบริษัทฯ ทั้ง 5 แห่งนี้ที่จดทะเบียนขึ้นมา เป็นเพียงบริษัทที่เปิดขึ้นมาบังหน้าเพื่อการฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร
รายงานว่า ข้อสงสัยว่าเหตุใดลูกก๊กอาน จดทะเบียนตั้งบริษัทต่าง ๆ แล้วไปเสียค่าเช่าสถานที่เพื่อให้เป็นสถานที่ที่ตั้งออฟฟิศของบริษัท คล้ายเป็นการวางเงินไว้โดยที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริงนั้น ดีเอสไอก็มีการตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกันว่า บางทีอาจจะมีการประกอบธุรกิจจริงมาก่อน แต่พอไม่ประสบความสำเร็จก็เลยเลิกประกอบกิจการไป ก็เป็นไปได้ หรืออาจเป็นกรณีภายหลังเกิดเรื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี หลายคนไปอยู่ต่างประเทศแล้วไม่มีใครอยู่ไทยคอยดำเนินการจัดการธุรกิจ จึงไม่มีใครบริหาร บริษัทจึงเลิกดำเนินการไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ประเด็นข้อสงสัยเรื่องนี้เราก็ได้มีการสอบถามกับเจ้าของอาคารที่ให้เช่า ยืนยันว่าไม่เคยเห็นว่ามีการประกอบกิจการจริง ไม่เคยเห็นพนักงานมาทำงาน