ศาลสูงสหรัฐ จ่อชี้ขาด “ภาษีทรัมป์” 9 ม.ค.69 หากภาษีถูกยกเลิก จะเกิดอะไรขึ้น?
ศาลสูงสหรัฐ จ่อชี้ขาด “ภาษีทรัมป์” 9 ม.ค.69 หากภาษีถูกยกเลิก จะเกิดอะไรขึ้น? ภาษีใดบ้างที่ตกอยู่ในความเสี่ยง?
วันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 23.20 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ชะตากรรมของมาตรการภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ กำลังอยู่ในมือของศาลสูงสุดสหรัฐ ซึ่งอาจมีคำวินิจฉัยได้เร็วที่สุดในวันที่ 9 มกราคม 2569 ว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าครอบคลุมวงกว้างดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำตัดสินในปี 2568 ว่ามาตรการภาษีดังกล่าวออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดีภาษีนำเข้ายังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลทรัมป์สามารถยื่นข้อโต้แย้งต่อศาลสูงสุดได้
ในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดหลายคนแสดงท่าทีสงสัยว่า ทรัมป์มีอำนาจตามกฎหมายจริงหรือไม่ในการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียวเพื่อกำหนดภาษีศุลกากร ภายใต้กฎหมายปี 1977 ซึ่งให้อำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดีในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ศาลสูงสุดจะไม่เปิดเผยล่วงหน้าว่าจะมีคำตัดสินในวันใด แต่ศาลได้กำหนดวันที่ 9 มกราคมเป็นวันประกาศคำวินิจฉัย (opinion day) ทำให้วันดังกล่าวเป็นโอกาสแรกที่อาจมีคำตัดสินในคดีภาษีนี้
หากศาลตัดสินไม่เป็นผลดีต่อทรัมป์ จะถือเป็นการบ่อนทำลายนโยบายเศรษฐกิจสำคัญที่เป็นลายเซ็นของเขา และนับเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาว นอกจากนี้คำตัดสินดังกล่าวยังอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการคืนเงินภาษีศุลกากรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ผู้นำเข้าในสหรัฐได้ชำระไปแล้ว โดยขณะนี้มีบริษัทมากกว่า 1,000 แห่งที่ยื่นฟ้องคดีรอไว้แล้ว
ภาษีใดบ้างที่ตกอยู่ในความเสี่ยง
มาตรการที่เป็นประเด็นคือภาษี “วันปลดปล่อย” (Liberation Day) ที่ทรัมป์ประกาศใช้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งกำหนดอัตราภาษีนำเข้าในช่วง 10% ถึง 50% กับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่
ศาลชั้นต้นได้เพิกถอนมาตรการภาษีเหล่านี้ ซึ่งทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA)
ภาษีดังกล่าวประกอบด้วย ภาษีพื้นฐานขั้นต่ำ 10% (พร้อมข้อยกเว้นบางประการ) ภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ในช่วง 10% ถึง 41% สำหรับสินค้าจากประเทศที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ และภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าบางรายการจากเม็กซิโก จีน และแคนาดา ซึ่งทรัมป์อ้างว่าเกี่ยวข้องกับวิกฤตเฟนทานิลในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลสูงสุดครั้งนี้ ไม่ครอบคลุมถึงภาษีที่จัดเก็บกับสินค้าบางประเภทซึ่งอาศัยฐานกฎหมายอื่น เช่น ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ทองแดง และไม้แปรรูป ซึ่งรัฐบาลทรัมป์อาศัยมาตรา 232 แห่งกฎหมายการขยายการค้าปี 1962 โดยผ่านการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปว่าสินค้านำเข้าดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ
ประธานาธิบดีมีอำนาจด้านภาษีเพียงใด
รัฐธรรมนูญสหรัฐ มาตรา 1 กำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีและกำหนดอากร รวมถึงควบคุมการค้ากับต่างประเทศ อย่างไรก็ตามตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติได้มอบอำนาจด้านการค้าบางส่วนให้ฝ่ายบริหารผ่านกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งโดยทั่วไปจะอนุญาตให้ประธานาธิบดีใช้ภาษีได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุผลจำกัด
แม้ทรัมป์จะทดสอบขอบเขตอำนาจเหล่านี้มาแล้วในวาระแรก แต่ในครั้งนี้เขาอ้างอำนาจที่แทบไม่จำกัดภายใต้ IEEPA เพื่อออกคำสั่งฝ่ายบริหารกำหนดภาษี ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากกฎหมายปี 1977 ฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงภาษีศุลกากรไว้โดยตรง
IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการควบคุมธุรกรรมทางการเงินหลากหลายรูปแบบในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยปกติแล้วมักใช้ในรูปแบบมาตรการคว่ำบาตร ทรัมป์อ้างว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงการลักลอบค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติที่เปิดทางให้เขาใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวเพื่อเรียกเก็บภาษี
ศาลชั้นต้นตัดสินอย่างไร
ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจในการจัดเก็บภาษีให้รัฐสภาอย่างชัดแจ้ง IEEPA จึงไม่ได้มอบอำนาจด้านภาษีอย่างไร้ขอบเขตให้แก่ประธานาธิบดี
ศาลเห็นว่าคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับแรกของทรัมป์ที่ประกาศใช้ภาษีทั่วโลก รวมถึงคำสั่งต่อมาที่เพิ่มภาษีกับประเทศที่ตอบโต้สหรัฐ ล้วนเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินดังกล่าว
ขณะเดียวกันคำสั่งฝ่ายบริหารอีกชุดหนึ่งที่เรียกเก็บภาษีกับสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน ก็ถูกตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน เนื่องจากภาษีดังกล่าวไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะฉุกเฉินด้านการค้ายาเฟนทานิลที่รัฐบาลอ้างเป็นเหตุผล
ศาลเน้นย้ำว่าไม่ได้พิจารณาว่า “การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันของประธานาธิบดีมีความเหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพหรือไม่” แต่ตัดสินว่าการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพราะไม่ฉลาดหรือไม่ได้ผล แต่เพราะกฎหมายของรัฐบาลกลางไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น คำตัดสินนี้ได้รับการยืนตามโดยศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ประจำเขตสหพันธ์
ในคดีแยกอีกคดีหนึ่ง ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตันได้วินิจฉัยว่าภาษีบางส่วนของทรัมป์ที่เกี่ยวข้องกับการค้ากับจีนและประเทศอื่น ๆ เป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยคำตัดสินดังกล่าวจำกัดผลเฉพาะต่อธุรกิจผลิตของเล่นแบบครอบครัวสองแห่งที่เป็นโจทก์ในคดี
หากภาษีตาม IEEPA ถูกเพิกถอน จะเกิดอะไรขึ้น
หากมาตรการภาษีตาม IEEPA ถูกยกเลิก รัฐบาลจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีเหล่านี้ต่อไปได้ และยังอาจเผชิญแรงกดดันให้คืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้ว การยกเลิกภาษีจำนวนมากอาจซ้ำเติมความกังวลเกี่ยวกับสถานะการคลังของสหรัฐ โดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดพันธบัตรที่ตั้งคำถามต่อแนวโน้มหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้รัฐบาลทรัมป์เคยอ้างว่ารายได้จากภาษีศุลกากรจะช่วยชดเชยผลกระทบจากการลดภาษีในกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายที่ทรัมป์ลงนามเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568
อย่างไรก็ดีการสูญเสียอำนาจจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA อาจไม่ใช่อุปสรรคถาวรต่อความพยายามของทรัมป์ในการปรับโครงสร้างการค้าโลก เนื่องจากเขายังมีเครื่องมืออื่น เช่น อำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติภายใต้มาตรา 232 แม้อำนาจดังกล่าวจะมีขอบเขตจำกัดมากกว่าที่เขาพยายามใช้ผ่าน IEEPA
นอกจากนี้ประธานาธิบดียังอาจใช้บทบัญญัติหนึ่งในกฎหมายการค้าเพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 15% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วันได้ แต่ต้องเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่สหรัฐเผชิญวิกฤตดุลการชำระเงินรุนแรง เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลด้านดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อย่างรุนแรงและใกล้จะเกิดขึ้น
รัฐบาลยังสามารถเปิดการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการค้าและเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมของประเทศต่าง ๆ ภายใต้มาตรา 301 ได้เช่นกัน แต่กระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลานานกว่ามาก
หากไม่มีคำตัดสินในวันที่ 9 มกราคม 2569 จะเกิดขึ้นเมื่อใด
ผู้พิพากษาศาลสูงสุดจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 9 มกราคม 2569 หลังจากหยุดพักยาวเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยศาลอาจกำหนดวันประกาศคำวินิจฉัยเพิ่มเติมในช่วงสัปดาห์ถัดไป อย่างไรก็ดีกำหนดเวลาที่แน่ชัดจะไม่ถูกเปิดเผยล่วงหน้านอกเหนือจากศาลเอง
อ้างอิง : bloomberg.com