โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ศาลสูงสหรัฐ จ่อชี้ขาด “ภาษีทรัมป์” 9 ม.ค.69 หากภาษีถูกยกเลิก จะเกิดอะไรขึ้น?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 16.52 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. เวลา 09.52 น.

ศาลสูงสหรัฐ จ่อชี้ขาด “ภาษีทรัมป์” 9 ม.ค.69 หากภาษีถูกยกเลิก จะเกิดอะไรขึ้น? ภาษีใดบ้างที่ตกอยู่ในความเสี่ยง?

วันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 23.20 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ชะตากรรมของมาตรการภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ กำลังอยู่ในมือของศาลสูงสุดสหรัฐ ซึ่งอาจมีคำวินิจฉัยได้เร็วที่สุดในวันที่ 9 มกราคม 2569 ว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าครอบคลุมวงกว้างดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำตัดสินในปี 2568 ว่ามาตรการภาษีดังกล่าวออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดีภาษีนำเข้ายังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลทรัมป์สามารถยื่นข้อโต้แย้งต่อศาลสูงสุดได้

ในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดหลายคนแสดงท่าทีสงสัยว่า ทรัมป์มีอำนาจตามกฎหมายจริงหรือไม่ในการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียวเพื่อกำหนดภาษีศุลกากร ภายใต้กฎหมายปี 1977 ซึ่งให้อำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดีในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ศาลสูงสุดจะไม่เปิดเผยล่วงหน้าว่าจะมีคำตัดสินในวันใด แต่ศาลได้กำหนดวันที่ 9 มกราคมเป็นวันประกาศคำวินิจฉัย (opinion day) ทำให้วันดังกล่าวเป็นโอกาสแรกที่อาจมีคำตัดสินในคดีภาษีนี้

หากศาลตัดสินไม่เป็นผลดีต่อทรัมป์ จะถือเป็นการบ่อนทำลายนโยบายเศรษฐกิจสำคัญที่เป็นลายเซ็นของเขา และนับเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาว นอกจากนี้คำตัดสินดังกล่าวยังอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการคืนเงินภาษีศุลกากรมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ผู้นำเข้าในสหรัฐได้ชำระไปแล้ว โดยขณะนี้มีบริษัทมากกว่า 1,000 แห่งที่ยื่นฟ้องคดีรอไว้แล้ว

ภาษีใดบ้างที่ตกอยู่ในความเสี่ยง

มาตรการที่เป็นประเด็นคือภาษี “วันปลดปล่อย” (Liberation Day) ที่ทรัมป์ประกาศใช้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งกำหนดอัตราภาษีนำเข้าในช่วง 10% ถึง 50% กับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่

ศาลชั้นต้นได้เพิกถอนมาตรการภาษีเหล่านี้ ซึ่งทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA)

ภาษีดังกล่าวประกอบด้วย ภาษีพื้นฐานขั้นต่ำ 10% (พร้อมข้อยกเว้นบางประการ) ภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ในช่วง 10% ถึง 41% สำหรับสินค้าจากประเทศที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ และภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าบางรายการจากเม็กซิโก จีน และแคนาดา ซึ่งทรัมป์อ้างว่าเกี่ยวข้องกับวิกฤตเฟนทานิลในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลสูงสุดครั้งนี้ ไม่ครอบคลุมถึงภาษีที่จัดเก็บกับสินค้าบางประเภทซึ่งอาศัยฐานกฎหมายอื่น เช่น ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ผลิตภัณฑ์ทองแดง และไม้แปรรูป ซึ่งรัฐบาลทรัมป์อาศัยมาตรา 232 แห่งกฎหมายการขยายการค้าปี 1962 โดยผ่านการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปว่าสินค้านำเข้าดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ประธานาธิบดีมีอำนาจด้านภาษีเพียงใด

รัฐธรรมนูญสหรัฐ มาตรา 1 กำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีและกำหนดอากร รวมถึงควบคุมการค้ากับต่างประเทศ อย่างไรก็ตามตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติได้มอบอำนาจด้านการค้าบางส่วนให้ฝ่ายบริหารผ่านกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งโดยทั่วไปจะอนุญาตให้ประธานาธิบดีใช้ภาษีได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุผลจำกัด

แม้ทรัมป์จะทดสอบขอบเขตอำนาจเหล่านี้มาแล้วในวาระแรก แต่ในครั้งนี้เขาอ้างอำนาจที่แทบไม่จำกัดภายใต้ IEEPA เพื่อออกคำสั่งฝ่ายบริหารกำหนดภาษี ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากกฎหมายปี 1977 ฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงภาษีศุลกากรไว้โดยตรง

IEEPA ให้อำนาจประธานาธิบดีในการควบคุมธุรกรรมทางการเงินหลากหลายรูปแบบในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยปกติแล้วมักใช้ในรูปแบบมาตรการคว่ำบาตร ทรัมป์อ้างว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงการลักลอบค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติที่เปิดทางให้เขาใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวเพื่อเรียกเก็บภาษี

ศาลชั้นต้นตัดสินอย่างไร

ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจในการจัดเก็บภาษีให้รัฐสภาอย่างชัดแจ้ง IEEPA จึงไม่ได้มอบอำนาจด้านภาษีอย่างไร้ขอบเขตให้แก่ประธานาธิบดี

ศาลเห็นว่าคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับแรกของทรัมป์ที่ประกาศใช้ภาษีทั่วโลก รวมถึงคำสั่งต่อมาที่เพิ่มภาษีกับประเทศที่ตอบโต้สหรัฐ ล้วนเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินดังกล่าว

ขณะเดียวกันคำสั่งฝ่ายบริหารอีกชุดหนึ่งที่เรียกเก็บภาษีกับสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน ก็ถูกตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน เนื่องจากภาษีดังกล่าวไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะฉุกเฉินด้านการค้ายาเฟนทานิลที่รัฐบาลอ้างเป็นเหตุผล

ศาลเน้นย้ำว่าไม่ได้พิจารณาว่า “การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันของประธานาธิบดีมีความเหมาะสมหรือมีประสิทธิภาพหรือไม่” แต่ตัดสินว่าการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพราะไม่ฉลาดหรือไม่ได้ผล แต่เพราะกฎหมายของรัฐบาลกลางไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น คำตัดสินนี้ได้รับการยืนตามโดยศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ประจำเขตสหพันธ์

ในคดีแยกอีกคดีหนึ่ง ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตันได้วินิจฉัยว่าภาษีบางส่วนของทรัมป์ที่เกี่ยวข้องกับการค้ากับจีนและประเทศอื่น ๆ เป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยคำตัดสินดังกล่าวจำกัดผลเฉพาะต่อธุรกิจผลิตของเล่นแบบครอบครัวสองแห่งที่เป็นโจทก์ในคดี

หากภาษีตาม IEEPA ถูกเพิกถอน จะเกิดอะไรขึ้น

หากมาตรการภาษีตาม IEEPA ถูกยกเลิก รัฐบาลจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีเหล่านี้ต่อไปได้ และยังอาจเผชิญแรงกดดันให้คืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้ว การยกเลิกภาษีจำนวนมากอาจซ้ำเติมความกังวลเกี่ยวกับสถานะการคลังของสหรัฐ โดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดพันธบัตรที่ตั้งคำถามต่อแนวโน้มหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้รัฐบาลทรัมป์เคยอ้างว่ารายได้จากภาษีศุลกากรจะช่วยชดเชยผลกระทบจากการลดภาษีในกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายที่ทรัมป์ลงนามเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568

อย่างไรก็ดีการสูญเสียอำนาจจัดเก็บภาษีภายใต้ IEEPA อาจไม่ใช่อุปสรรคถาวรต่อความพยายามของทรัมป์ในการปรับโครงสร้างการค้าโลก เนื่องจากเขายังมีเครื่องมืออื่น เช่น อำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติภายใต้มาตรา 232 แม้อำนาจดังกล่าวจะมีขอบเขตจำกัดมากกว่าที่เขาพยายามใช้ผ่าน IEEPA

นอกจากนี้ประธานาธิบดียังอาจใช้บทบัญญัติหนึ่งในกฎหมายการค้าเพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 15% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วันได้ แต่ต้องเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่สหรัฐเผชิญวิกฤตดุลการชำระเงินรุนแรง เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลด้านดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อย่างรุนแรงและใกล้จะเกิดขึ้น

รัฐบาลยังสามารถเปิดการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการค้าและเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมของประเทศต่าง ๆ ภายใต้มาตรา 301 ได้เช่นกัน แต่กระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลานานกว่ามาก

หากไม่มีคำตัดสินในวันที่ 9 มกราคม 2569 จะเกิดขึ้นเมื่อใด

ผู้พิพากษาศาลสูงสุดจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 9 มกราคม 2569 หลังจากหยุดพักยาวเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยศาลอาจกำหนดวันประกาศคำวินิจฉัยเพิ่มเติมในช่วงสัปดาห์ถัดไป อย่างไรก็ดีกำหนดเวลาที่แน่ชัดจะไม่ถูกเปิดเผยล่วงหน้านอกเหนือจากศาลเอง

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...