ACGพลิกเกมรถใหม่ ซบFast Fitหัวหอกดันมาร์จิ้น
#ACG #ทันหุ้น – ACG ฝ่าตลาดรถซบ ยอดขายรถใหม่ชะลอ ชูธุรกิจเซอร์วิสโตแรง ฟากบอสใหญ่ “ภานุมาศ รังคกูลนุวัฒน์” ชี้ Fast Fit ฟื้นชัด ขาดทุนลดฮวบ ลุย 15 สาขาเดินเครื่องเต็มสูบ รับอานิสงส์คนแห่ซ่อมรถ หนุนรายได้ต่อคันพุ่งกว่า 15% มั่นใจ 1–2 ปีข้างหน้าผลงานกลับมาโดดเด่น
นายภานุมาศ รังคกูลนุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ACG เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์มือหนึ่งในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะชะลอตัว ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์มียอดขาย ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามบริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไรไม่ให้ลดลงได้ จากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ลุยเซอร์วิส
ในส่วนของธุรกิจบริการหลังการขาย (Service) ยังคงมีทิศทาง เติบโตต่อเนื่อง จากจำนวนลูกค้าที่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการสร้างรายได้ประจำที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว
ขณะที่ธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ทุกยี่ห้อประเภทรวดเร็ว (Fast Fit) มีแนวโน้ม ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลขาดทุน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันบริษัทมีสาขาที่เปิดให้บริการแล้ว 15 สาขา และคาดว่าในช่วง 1–2 ปีข้างหน้าแนวโน้มผลประกอบการจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าแนวโน้มธุรกิจ Fast Fit ยังมีความต้องการเข้าใช้บริการในระดับสูง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภค เลือกดูแลรักษารถยนต์มากกว่าการซื้อรถยนต์คันใหม่ ส่วนแผนการขยายสาขาในอนาคต บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณา ตามจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม โดยยึดภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก
ทั้งนี้ธุรกิจ Fast Fit มีรายได้รวมสำหรับงวด 9 เดือนดังกล่าวเท่ากับ 153.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.98 โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากรายได้เฉลี่ยต่อคันของรถที่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.48
กำไรเพิ่ม
มีกําไรสุทธิสําหรับงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 จํานวน 24.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.81 จาก 16.76 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 และมีกําไรสุทธิสําหรับไตรมาส 3/2568 จํานวน 7.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 74.83 จาก 4.45 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบไตรมาส 3/2567 สําหรับอัตรากําไรสุทธิสําหรับงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 และไตรมาส 3/2568 เท่ากับร้อยละ 2.48 และร้อยละ 2.54 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.04 และร้อยละ 1.28 ตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567
สําหรับส่วนงานบริการและจําหน่ายอะไหล่มีรายได้สําหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 เพิ่มขึ้น 27.13 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.69 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมสําหรับงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 มีจํานวน 956.06 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.48 จาก 1,117.91 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส มีค้าใช้จ่ายรวมไตรมาส 3/2568 จํานวน 291.52 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.46 จาก 340.79 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากต้นทุนขายที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการลดลงของรายได้จากการขาย และกลุ้มบริษัทมีอัตรากําไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.77 เมื่อเปรียบเทียบกับ 9 เดือนแรก ปี 2567 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทํากําไรที่ดีขึ้น
ธุรกิจตัวแทนจําหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์มีรายได้รวมสําหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 เท่ากับ 861.14 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.69 โดยเมื่อเปรียบเทียบรายไตรมาสมีรายได้รวมไตรมาส 3/2568 เท่ากับ 258.18 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.40 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนสาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้จากส่วนงานจําหน่ายรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง จากปริมาณการจําหน่ายรถยนต์ที่ลดลงร้อยละ 26.91 รวมทั้งปีจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อของสถาบันการเงิน ส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์รวมในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนงานบริการซ่อมบํารุงและจําหน่ายอะไหล่มีผลการดําเนินงานที่ดีขึ้น ซึ่งมีรายได้สําหรับงวด 9เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.30 ขณะที่รายได้ในไตรมาส 3/2568 ปรับตัวลดลงในอัตราที่ไม่มาก ร้อยละ 1.38 โดยสรุปธุรกิจตัวแทนจําหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์มีอัตรากําไรขั้นต้นเท่ากับร้อยละ 18.45 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.54 เมื่อเปรียบเทียบกับ 9 เดือนแรก ปี 2567 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทํากําไรที่ดีขึ้น