ความขัดแย้ง “ยุโรป-จีน” ด้านอุตฯ ชิป กำลังเข้าสู่จุดแตกหัก
ความขัดแย้งด้านความมั่นคงเทคโนโลยีและการพึ่งพาจีน ทำให้ผู้ผลิตชิปในยุโรปตกอยู่ในภาวะชี้เป็นชี้ตาย ท่ามกลางแรงกดดันต่อซัพพลายเชนรถยนต์โลก
วันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 12.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความพยายามของยุโรปในการยืนหยัดต่อกรกับจีน และรักษาเทคโนโลยีไว้ภายในภูมิภาค กำลังเข้าใกล้จุดแตกหัก ท่ามกลางข้อพิพาทในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ผลิตชิปรายหนึ่งอย่าง Nexperia BV ถูกศาลเนเธอร์แลนด์แยกออกจากเจ้าของชาวจีน และขณะนี้บริษัทซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านชิปรุ่นเก่า (legacy chips) กำลังเร่งปกป้องความเป็นอิสระของตน หากบริษัทที่มีฐานอยู่ในเมืองไนเมเคินประสบความสำเร็จ ยุโรปจะสามารถรักษาความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อันมีค่าไว้ได้ และนับเป็นชัยชนะที่หาได้ยากในการเผชิญหน้ากับจีน
เบเนเดตตา จิราร์ดี ผู้ประสานงานโครงการของ Hague Centre for Strategic Studies กล่าวว่า การผลักดันกรณี Nexperia เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของยุโรปในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า การลดความเสี่ยง (de-risking) หมายถึงอะไร โดยหมายถึงเป้าหมายของยุโรปในการลดการพึ่งพาจีน พร้อมแสดงจุดยืนว่ายุโรปต้องการอธิปไตยและความเป็นอิสระในประเด็นเทคโนโลยี แม้จะยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับคู่ค้ารายสำคัญอย่างจีน
นับตั้งแต่ศาลดัตช์เข้ามาแทรกแซงโครงสร้างความเป็นเจ้าของของ Nexperia เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ความขัดแย้งดังกล่าวได้คุกคามการผลิตรถยนต์ทั้งในยุโรปและทั่วโลก ด้านหนึ่งคือแกนหลักของบริษัทซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของผู้จัดการทรัพย์สินที่ศาลแต่งตั้งในเนเธอร์แลนด์ ขณะที่อีกด้านคือโรงงานผลิตสำคัญซึ่งยังสอดคล้องกับ Wingtech Technology Co. อดีตเจ้าของ ซึ่งเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ราว 30% ของหุ้นอยู่ในมือหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับรัฐจีน
ขณะที่ Nexperia พยายามขยายกำลังการผลิตนอกจีน Wingtech ก็เร่งความพยายามในการทวงคืนการควบคุมบริษัทผู้ผลิตชิปซึ่งตนถือครองมาตั้งแต่ปี 2562 โดยได้เริ่มการเจรจากับผู้ดูแลทรัพย์สินที่ศาลแต่งตั้งเพื่อหาทางยุติข้อพิพาท พร้อมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดของเนเธอร์แลนด์ต่อการระงับสิทธิความเป็นเจ้าของของตน
การพิจารณาคดีในวันพุธนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าจะมีทางออกอย่างรวดเร็ว หรือกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อ ศาลอัมสเตอร์ดัมอาจสั่งให้มีการสอบสวนการบริหารงานของ Nexperia หากเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย หรือในทางกลับกัน มาตรการที่ใช้กับ Wingtech และผู้ก่อตั้งอาจถูกยกเลิก หากศาลตัดสินไม่ให้มีการสอบสวน
การพิจารณาคดีครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลในวงกว้าง ไม่เพียงต่ออนาคตของ Nexperia เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ และความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย
เบื้องหลังความขัดแย้ง ทั้ง Nexperia ฝั่งจีนและฝั่งเนเธอร์แลนด์ต่างเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะต้องดำเนินธุรกิจโดยปราศจากกัน สำหรับ Nexperia China นั่นหมายถึงการหาแหล่งจัดซื้อ เวเฟอร์ ทางเลือก ส่วนบริษัทแม่ในเนเธอร์แลนด์ต้องเร่งขยายโรงงานอื่น ๆ ให้มีกำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการลูกค้า ซึ่งทั้งสองแนวทางล้วนมีความซับซ้อนสูง
หยาง รูบี ประธาน Wingtech กล่าวว่าNexperia China ได้ดำเนินการกู้การผลิตด้วยตัวเอง เพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่เธอเรียกว่า “การแทรกแซงที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์” รวมถึงการจัดหาเวเฟอร์จากแหล่งอื่นในจีน โดยย้ำว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน ไม่ใช่การตัดขาดห่วงโซ่อุปทานเดิมทั้งหมด
ตามคำกล่าวของหยาง ฝั่งเนเธอร์แลนด์กำลังลงทุนราว 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายโรงงานอื่น ๆ โดยตั้งเป้าให้ 90% ของกำลังการผลิตอยู่นอกจีนภายในกลางปี 2569 ซึ่งเธอมองว่าสะท้อนเจตนาที่ชัดเจนในการแยกตัวออกจากจีน
แผนขยายกำลังการผลิตในมาเลเซียและฟิลิปปินส์มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตหลายหมื่นล้านชิ้นต่อปี แม้บริษัทจะยืนยันว่าเร่งแผนขยายกำลังการผลิต แต่ปฏิเสธให้รายละเอียดเชิงตัวเลข
ท่ามกลางแรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง OnSemi ของสหรัฐ ที่ส่งสัญญาณพร้อมขยายกำลังการผลิตเพื่อแย่งคำสั่งซื้อ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลรุนแรง
ข้อพิพาทดังกล่าวยังทำให้ธนาคารถอนวงเงินสนับสนุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ รวมถึงวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนที่ยังไม่ได้ใช้มูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี Nexperia ระบุว่าบริษัทยังปลอดหนี้และมีสภาพคล่องแข็งแกร่ง
ความขัดแย้งปะทุสู่สาธารณะเมื่อเดือนตุลาคม หลังศาลอัมสเตอร์ดัมสั่งให้สิทธิความเป็นเจ้าของของ Wingtech ถูกนำไปอยู่ในทรัสต์ จากข้อกล่าวหาว่ามีการถ่ายโอนเทคโนโลยีจากยุโรปไปจีนอย่างไม่เหมาะสม และสั่งพักงาน จาง เสวียเจิ้ง ผู้ก่อตั้ง Wingtech จากตำแหน่งซีอีโอของ Nexperia โดย Wingtech ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
ผลจากคำสั่งศาลทำให้โรงงานในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีศักยภาพผลิตกว่า 50,000 ล้านชิ้นต่อปี หยุดร่วมมือกับบริษัทแม่ในเนเธอร์แลนด์ และนำไปสู่การระงับการส่งเวเฟอร์ไปจีน
นอกจากข้อพิพาทภายใน บทบาทของรัฐบาลก็เข้ามาเกี่ยวข้อง เนเธอร์แลนด์ใช้อำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่จีนจำกัดการส่งออกจากโรงงานในประเทศ แม้สถานการณ์จะผ่อนคลายลงบ้าง แต่ปักกิ่งยังคงกดดันให้เนเธอร์แลนด์ถอย
นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้ Nexperia จะไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก แต่ชิปของบริษัทซึ่งใช้ควบคุมพลังงานและการทำงานพื้นฐาน ถูกใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชนิด
ท้ายที่สุด แม้ข้อพิพาทจะยุติลงได้ แต่ชื่อเสียงของ Nexperia ได้รับความเสียหายไปแล้ว และอาจสร้างความไม่แน่นอนในระยะยาวเจคอบ เฟลด์กอยส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่า“เมื่อประเทศต่าง ๆ แข่งขันแย่งชิงการควบคุมแต่ละขั้นของห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ จุดเปราะบางเหล่านี้จะยิ่งปรากฏชัด …ความเสี่ยงแบบนี้แทบไม่อยู่ในเรดาร์ของใครมาก่อน”
อ้างอิง : www.bloomberg.com