โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'นาฬิกาชีวิต' เรื่องเก่าเล่าใหม่ แต่ใช้ได้ทุกยุค

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

‘นาฬิกาชีวิต’

เรื่องเก่าเล่าใหม่ แต่ใช้ได้ทุกยุค

“นาฬิกาชีวิต” “นาฬิการ่างกาย” “นาฬิกาชีวภาพ” เป็นแนวคิดที่แม้จะถูกเล่ามานานในภูมิปัญญาโบราณ แต่กลับได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากงานวิจัยสมัยใหม่ในสาขา Chronobiology

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือ Life Time : The New Science of the Body Clock, and How It Can Revolutionize Your Sleep and Health ที่เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ Russell Foster

Russell Foster อธิบายว่า ร่างกายมนุษย์มีวงจรที่สัมพันธ์กับแสงและความมืดอย่างลึกซึ้ง

สมองส่วน Suprachiasmatic Nucleus ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมเวลา โดยรับสัญญาณจากแสงธรรมชาติและส่งต่อไปยังระบบต่างๆ ของร่างกายเพื่อกำหนดการทำงานของฮอร์โมนและเซลล์

การละเลยวงจรนี้ เช่น การทำงานกลางคืน การใช้ชีวิตในเมืองที่มีแสงไฟตลอดเวลา หรือการนอนหลับไม่เป็นเวลา ล้วนทำให้ร่างกายเสียสมดุลและนำไปสู่โรคเรื้อรัง

แนวคิดนี้แม้จะเป็นเรื่องเก่าแต่ยังคงมีความร่วมสมัยและสามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกยุคปัจจุบัน

Russell Foster อธิบายว่า ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา แต่มีจังหวะที่ชัดเจนในแต่ละช่วงของวัน

เช่น การผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินที่เพิ่มขึ้นในช่วงกลางคืนเพื่อเตรียมร่างกายเข้าสู่การนอนหลับ การผลิตคอร์ติซอลที่สูงขึ้นในช่วงเช้าเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และการทำงานของระบบย่อยอาหารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในช่วงเย็น

การเข้าใจวงจรเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสุขภาพที่ดีและการใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ

การอธิบายวงจรชีวภาพทีละช่วงเวลา แสดงให้เห็นว่า ร่างกายมนุษย์มีการทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละชั่วโมงของวัน

ช่วงตี 1 ถึงตี 3 เป็นเวลาที่ตับทำงาน คือการขับสารพิษและซ่อมแซมเซลล์ การนอนหลับในช่วงนี้จึงมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกาย

ช่วงตี 5 ถึง 7 โมงเช้า เป็นเวลาที่ลำไส้ใหญ่ทำงานเพื่อขับถ่ายของเสีย การตื่นนอนและดื่มน้ำในช่วงนี้ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดี

ช่วง 9 โมงเช้าถึงเที่ยง เป็นเวลาที่สมองและหัวใจทำงานอย่างเต็มที่ เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจ

ส่วนช่วงบ่ายสองถึงสี่โมงเย็น เป็นเวลาที่ร่างกายมีพลังงานสูง เหมาะสำหรับการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงกาย

ช่วงหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม เป็นเวลาที่ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีที่สุด การรับประทานอาหารเย็นในช่วงนี้จึงเหมาะสมที่สุด

ช่วงสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน เป็นเวลาที่ร่างกายเริ่มผลิตเมลาโทนินเพื่อเตรียมเข้าสู่การนอนหลับ การพักผ่อนในช่วงนี้ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและปรับสมดุลฮอร์โมน

มนุษย์ยุคเก่าเผชิญกับการทำงานหนักในไร่นา ส่วนมนุษย์ยุคปัจจุบันเผชิญกับการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ

แต่แก่นของ “นาฬิกาชีวิต” ยังคงเหมือนเดิม คือการเตือนให้มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างมีจังหวะและสมดุล

การนำเรื่อง “นาฬิกาชีวิต” มาเล่าใหม่ จึงเป็นการตีความใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบัน เช่น การจัดตารางการทำงาน การพักผ่อน และการออกกำลังกายให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานได้ดีที่สุด

การรู้จักเวลาที่เหมาะสมในการคิดสร้างสรรค์ เวลาที่เหมาะสมในการพักผ่อน สามารถช่วยให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขมากขึ้น

เพราะการละเลย “นาฬิกาชีวิต” อาจนำไปสู่โรคเรื้อรังหลายชนิด

งานวิจัยจาก Nature Reviews Endocrinology ชี้ว่า การทำงานกลางคืนหรือการนอนหลับไม่สม่ำเสมอสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน เนื่องจากการรบกวนวงจรชีวภาพทำให้ระดับฮอร์โมนอินซูลินและคอร์ติซอลผิดปกติ

งานวิจัยจาก The Lancet พบว่า คนที่มีรูปแบบการนอนหลับไม่สอดคล้องกับ “นาฬิกาชีวิต” มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติทางอารมณ์

การเข้าใจและปรับชีวิตให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตจึงเป็นวิธีการป้องกันโรคเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพ

Russell Foster ย้ำว่า การนอนหลับที่มีคุณภาพไม่ใช่เพียงการนอนให้ครบชั่วโมง แต่ต้องนอนในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับ “นาฬิกาชีวิต” เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้เต็มที่

ญี่ปุ่น ซึ่งมีวัฒนธรรมการทำงานหนักและการนอนหลับน้อย งานวิจัยจาก Journal of Occupational Health พบว่า คนญี่ปุ่นจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพจากการละเลย “นาฬิกาชีวิต” เช่น โรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

ขณะที่ยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนีและสแกนดิเนเวีย มีการนำแนวคิด Chronotype มาใช้ในการจัดตารางการทำงานและการเรียน โดยปรับเวลาให้สอดคล้องกับจังหวะชีวภาพของแต่ละบุคคล

เช่น คนที่เป็น Morning Type จะทำงานในช่วงเช้า ส่วนคนที่เป็น Evening Type จะทำงานในช่วงบ่ายหรือเย็น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง

ในสหรัฐอเมริกา งานวิจัยจาก Harvard Medical School ชี้ว่า การปรับเวลาการเรียนของนักเรียนมัธยมให้เริ่มสายขึ้นช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับและผลการเรียน เนื่องจากวัยรุ่นมี “นาฬิกาชีวิต” ที่แตกต่างจากผู้ใหญ่

“นาฬิกาชีวิต” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเก่าที่เอามาเล่าใหม่ แต่เป็นการเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และการประยุกต์ใช้ในสังคมร่วมสมัย

“นาฬิกาชีวิต” สะท้อนความจริงที่ว่า มนุษย์ไม่สามารถดำรงอยู่โดยแยกตัวออกจากจังหวะของจักรวาลได้ การใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับ “นาฬิกาชีวิต” จึงเป็นการยอมรับว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า

การละเลย “นาฬิกาชีวิต” ไม่เพียงทำให้สุขภาพเสีย แต่ยังเป็นการปฏิเสธความจริงที่ว่า มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติและเวลาอย่างสมดุล

ปรัชญาตะวันออก เช่น เต๋าและพุทธ เน้นการดำเนินชีวิตอย่างมีจังหวะและสมดุล ขณะที่ปรัชญาตะวันตก เช่น แนวคิดของ Martin Heidegger ที่มองว่ามนุษย์ดำรงอยู่ในเวลา ก็สามารถเชื่อมโยงกับการตระหนักถึง “นาฬิกาชีวิต” ได้เช่นกัน

ดังนั้น การออกแบบเมืองและสังคมที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตเป็นทั้งสิ่งที่ท้าทายและมีความสำคัญ

เมืองสมัยใหม่มักถูกออกแบบให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งขัดกับ “นาฬิกาชีวิต” ของมนุษย์ การทำงานกลางคืน การเปิดร้านค้าและบริการตลอดเวลา และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ล้วนทำให้มนุษย์ละเลยจังหวะชีวภาพ

การออกแบบเมืองที่สอดคล้องกับ “นาฬิกาชีวิต” อาจหมายถึงการกำหนดเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นตาม Chronotype ของแต่ละบุคคล

การจัดตารางเรียนที่สอดคล้องกับวงจรชีวภาพของเด็กและวัยรุ่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้มีแสงธรรมชาติที่เพียงพอเพื่อกระตุ้น “นาฬิกาชีวิต” และการสร้างนโยบายด้านสาธารณสุขที่ส่งเสริมการนอนหลับและการพักผ่อน

“นาฬิกาชีวิต” เป็นเรื่องเก่าที่เอาเล่าใหม่ที่ยังคงใช้ได้ทุกยุค เพราะแก่นแท้ของมันคือการเตือนให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างมีจังหวะและสมดุล ไม่ว่าจะเป็นยุคเก่าที่พึ่งพาธรรมชาติหรือยุคใหม่ที่พึ่งพาเทคโนโลยี

แนวคิด “นาฬิกาชีวิต” ยังคงมีคุณค่าและสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การอธิบายวงจรชีวภาพแต่ละช่วงเวลา ตอกย้ำว่า “นาฬิกาชีวิต” เป็นเรื่องเล่าที่ไม่เคยล้าสมัยและยังคงเป็นแนวทางที่มนุษย์สามารถใช้เพื่อสร้างสมดุลในชีวิตได้เสมอ

ไม่ว่าจะเป็น การใช้เพื่อปรับพฤติกรรมส่วนบุคคล การออกแบบนโยบายสาธารณะ หรือการสร้างเมืองที่สอดคล้องกับจังหวะชีวภาพของมนุษย์

“นาฬิกาชีวิต” จึงเป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ที่ใช้ได้ทุกยุคและเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีและมีความสมดุลในทุกมิติของชีวิตนั่นเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘นาฬิกาชีวิต’ เรื่องเก่าเล่าใหม่ แต่ใช้ได้ทุกยุค

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...