เงินเฟ้อไทย พ.ย. 68 ลดลง 0.49% คาดทั้งปี -0.15% ถึง -0.20% ติดลบในรอบ 4 ปี
เงินเฟ้อไทย เดือน พ.ย. 68 ติดลบ 0.49% ลดลงต่อเนื่อง 8 เดือนติด จากราคาพลังงาน - มาตรการลดค่าครองชีพภาครัฐ คาดทั้งปีอยู่ที่ -0.15% ถึง -0.20% โดยเป็นการติดลบในรอบ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ -0.85%
3 ธ.ค. 2568นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนพฤศจิกายน 2568 เท่ากับ 100.15 เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งเท่ากับ 100.64 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.49% (YoY) ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แต่เป็นการลดลงในอัตราที่ชะลอตัว (เดือนตุลาคม 2568 ลดลง 0.76%) โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงลดลงมาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้าครัวเรือน และน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับลดลงตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากลดลงต่อเนื่องมา 3 เดือน จากการสูงขึ้นของราคาผักสด อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนตุลาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.76% (YoY) โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 3 จาก 132 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (บรูไน ติมอร์-เลสเต สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม สปป.ลาว)
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.49% (YoY) ในเดือนนี้ มีการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการ ดังนี้
หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 1.13% (YoY) จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะ
- สินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน)
- ของใช้ส่วนบุคคล (น้ำยาระงับกลิ่นกาย สบู่ถูตัว ครีมนวดผม แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว แป้งผัดหน้า)
- รถยนต์ ค่าโดยสารเครื่องบิน เสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ)
- สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดบางชนิด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยารีดผ้า น้ำยาถูพื้น ผลิตภัณฑ์ฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว)
ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าทัศนาจรต่างประเทศและในประเทศ ค่าบริการขนขยะ และค่าแต่งผมบุรุษและสตรี
หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.54% (YoY) จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ
- อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว)
- ผักสด (ผักชี ผักบุ้ง มะเขือ ผักคะน้า ผักกาดขาว พริกสด แตงกวา ถั่วฝักยาว)
- เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต)
- ผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม)
- ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน ปลาทูนึ่ง ปลาหมึกกล้วย)
- เครื่องประกอบอาหาร (กะทิสำเร็จรูป น้ำพริกแกง น้ำมันพืช)
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด (มะม่วง องุ่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม ส้มเขียวหวาน) ไข่ไก่ ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า เนื้อสุกร และกระเทียม
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 0.66% (YoY) เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนตุลาคม 2568 ที่สูงขึ้น 0.61% (YoY) ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2568 สูงขึ้น 0.15% (MoM) ตามการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.28% (MoM) จากสินค้าสำคัญที่ราคาปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด (ผักชี พริกสด ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง มะเขือ ผักกาดขาว มะนาว แตงกวา) เนื่องจากยังมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้การเพาะปลูกได้รับผลกระทบและมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง
อาหารโทรสั่ง (Delivery) เนื่องจากสิ้นสุดช่วงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ และเนื้อสุกร เนื่องจากมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูท่องเที่ยวและได้รับอานิสงค์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่มีสินค้าราคาปรับลดลง อาทิ ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะละกอสุก องุ่น อะโวคาโด) ไข่ไก่ ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว และน้ำดื่มบริสุทธิ์
และหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.06% (MoM) จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ค่าโดยสารเครื่องบิน เนื่องจากมีความต้องการเดินทางช่วงไฮซีซันเพิ่มขึ้น และของใช้ส่วนบุคคล (โฟมล้างหน้า น้ำยาระงับกลิ่นกาย ผ้าอนามัย ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว) เนื่องจากช่วงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการได้สิ้นสุดลง
นอกจากนี้ รถปิคอัพ และค่าเช่าบ้าน ปรับราคาสูงขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีสินค้าที่ราคาปรับลดลง อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาถูพื้น ค่าบริการขนขยะ ผลิตภัณฑ์ฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว) และเสื้อผ้า (เสื้อเชิ้ตสตรี กางเกงขาวยาวบุรุษและสตรี)
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ย 11 เดือน (มกราคม – พฤศจิกายน) ของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ลดลง 0.12% (AoA)
“เราคาดว่าเงินเฟ้อทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ -0.15% ถึง -0.20% โดยเป็นการติดลบในรอบ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2563 ที่ -0.85% โดย ปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และมาตรการภาครัฐช่วยค่าครองชีพ ดังนั้น คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อเดือนธ.ค. 68 จะอยู่ที่ -0.48% ถึง -1.08% ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อไม่มากที่ 0.01-0.05%”
สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสเข้ามาช่วย กระตุ้นความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนต.ค.-พ.ย. 2568 ดังนั้น หากมีมาตรการต่าง ๆ ทั้งคนละครึ่งพลัส และมาตรการลดดอกเบี้ยครัวเรือนต่าง ๆ ในระยะยาวมากขึ้น ทั้งหมดจะเป็นส่วนช่วยครัวเรือนด้านอุปสงค์ และจะช่วยให้เงินเฟ้อขึ้นมา
ในส่วนของแนวโน้มเงินเฟ้อปี 2569 (ณ เดือน ธ.ค. 68) คาดอยู่ที่ 0.0-1.0% บนพื้นฐานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ 1.2-2.2% น้ำมันดิบดูไบ (ทั้งปี) 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน (ทั้งปี) 32.0-33.0 บาท/ดอลลาร์สหรัฐส่วนเงินเฟ้อในไตรมาส 1 ปี 2569 มองแนวโน้มเป็นบวก ถึงแม้ว่าราคาพลังงานยังติดลบอยู่ แต่ราคาสินค้าเกษตรกระเตื้องมากขึ้น จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้เงินเฟ้อไตรมาสแรกเป็นบวกได้
สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่
(1) ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากนโยบายรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ประกอบกับเกษตรกรมีแนวโน้มลดปริมาณการเพาะปลูกสินค้าที่ราคาต่ำในปีก่อนหน้า ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรบางประเภทจะเข้าสู่ตลาดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
(2) ภาคการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 34.9 ล้านคน (เพิ่มขึ้นจาก 33.4 ล้านคน ในปี 2568) และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านบาท ทำให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องอาจปรับราคาสูงขึ้น
ขณะที่ปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่
(1) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2568
(2) ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้าครัวเรือน ค่าโดยสารสาธารณะ และการตรึงราคาก๊าซ LPG
(3) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียง 1.7% ในปี 2569 ต่ำกว่าปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 2.0% และเป็นการขยายตัวต่ำกว่า 3.0% เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ทำให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ และขาดแรงส่งไปยังเงินเฟ้อด้านอุปสงค์
(4) มีแนวโน้มนำเข้าเงินเฟ้อต่ำจากต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศสำคัญขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้มีการผลิตและการส่งออกสินค้าที่ราคาลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ไทยนำเข้าสินค้าราคาต่ำ โดยเฉพาะเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์