น้ำท่วมกับการเมือง
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
ท่ามกลางความสูญเสียจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ถล่มภาคใต้หลายจังหวัด ทำให้การเมืองที่กำลังร้อนฉ่าจากการนับถอยหลังยุบสภา ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เพราะตามข้อตกลงของพรรคประชาชน ที่หนุนหลังพรรคภูมิใจไทย ชู “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ให้เวลาทำงาน 4 เดือน พร้อมแก้รัฐธรรมนูญ จากนั้นต้องยุบสภา
หากดูตามระยะเวลาแล้ว เดดไลน์อยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 หรืออาจเร็วกว่านั้นหากรัฐบาลกังวลการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
และช่วงนับถอยหลังนี่เอง เกิดน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้แบบที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน แถมการขยับตัวของรัฐบาลถูกมองว่าล่าช้าเกินไป
โดยเฉพาะ “หาดใหญ่” เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภาคใต้ เสียหายแทบ 100%
ทั้งยังมีผลกระทบทางอ้อมกรณีจัดงานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ไม่ได้ เพราะหาดใหญ่ถือเป็นเมืองหลักการจัดงานของภาคใต้
รวมถึงต้องยกเลิกการเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันกีฬาซีเกมส์ รวม 10 ชนิดกีฬา ช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้
ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉพาะหาดใหญ่ที่เดียว ประเมินแล้วหลายหมื่นล้านบาท หากนับจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ตัวเลขจะยิ่งสูงขึ้นอีก
ความเคลื่อนไหวที่ช้าเกินไปของรัฐบาล จึงเจอกับกระแสต่อว่าอย่างรุนแรงจากผู้ประสบภัย อาสาสมัครที่ไปช่วยเหลือ และสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่
พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐบาลรับมือน้ำท่วมครั้งนี้ได้ต่ำกว่ามาตรฐานสุด ๆ
แม้หลังน้ำลดรัฐบาลพยายามออกมาตรการช่วยเหลือ และฟื้นฟู แต่เหมือนยังไม่เปรี้ยงปร้างนัก
ขนาดนายกฯออกคำสั่งให้เร่งรัดจ่ายเงินชดเชยก้อนแรกหลังละ 9,000 บาท โดยพยายามให้ลัดขั้นตอนมากที่สุด หรือส่งเรื่องผ่านทางออนไลน์
แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นสั่งน้ำมูกเสียอย่างนั้น เพราะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติออกมายอมรับว่า อย่างไรเสียก็ต้องมีเอกสารควบคู่ด้วย
เพราะกังวลว่าหากอนุมัติโดยไม่มีหลักฐานเอกสารชัดเจนเพียงพอ ท้ายที่สุดจะถูกไล่เบี้ยจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ในภายหลัง บวกกับเรื่องการเมือง ยิ่งทำให้ปัญหานี้ถูกขยายออกอย่างมีนัย
การเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2566 พื้นที่ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์กวาดเก้าอี้ สส.มากสุด 17 ที่นั่ง ตามมาด้วย พรรครวมไทยสร้างชาติ 14 ที่นั่ง และภูมิใจไทย 12 ที่นั่งที่เหลือกระจายไปตามพรรคต่าง ๆ
หากดูความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ส.ส.รวมไทยสร้างชาติ บางส่วนย้ายไปสังกัดภูมิใจไทยเรียบร้อย เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนหันไปซบพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน
นั่นหมายความว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ภาคใต้จัดเป็นอีกพื้นที่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ
ภูมิใจไทยถูกยกว่าเป็นพรรคใหญ่หนึ่งใน “บิ๊ก 3” ที่คาดว่าจะกวาดที่นั่ง สส.ได้สูงสุดแข่งกับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน
เมื่อรับมือปัญหาน้ำท่วมได้ไม่ดีเพียงพอ ทำให้คมดาบทั้งหมดมุ่งเข้าหา
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนก็ซัดกันไม่น้อย เพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม
เรียกว่าน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ครานี้ สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองมากกว่าครั้งไหน ๆ เพราะใกล้เลือกตั้งเข้าไปทุกที
สังเกตได้จากโพลสำรวจความนิยมรัฐบาลทรุดฮวบ ชนิดที่โครงการคนละครึ่งพลัส ที่ได้รับเสียงชื่นชมก็ช่วยอุ้มไม่ไหว
พรรคภูมิใจไทยในฐานะรัฐบาล ทางหนึ่งต้องเร่งเยียวยา และพลิกฟื้นเศรษฐกิจกลับมาโดยเร็ว เพื่ออย่างน้อยจะได้มีข้ออ้างช่วงหาเสียง
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านคงพยายามฉีกแผลเรื่องนี้ให้ใหญ่ และยาวนานที่สุด
แต่ถึงจะใช้เรื่องนี้หาข้อได้เปรียบทางการเมืองขนาดไหน อย่างน้อยอย่าให้กระทบกับการดูแลประชาชน และเศรษฐกิจ รวมถึงการวางแผนป้องกันในอนาคต
ไม่เช่นนั้น กระแสที่คาดหวังอาจตีกลับได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น้ำท่วมกับการเมือง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net