ชาวเน็ตอยากได้ “เศรษฐกิจอายุยืน-ปฏิรูปการเมือง” เป็นของขวัญปีใหม่ 2569
Social Listening เผยคนไทย 38% อยากได้ "สุขภาพดี" เป็นของขวัญอันดับหนึ่ง รับเทรนด์ Longevity Economy มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท ดัชนีความคาดหวังพุ่งเป้า "ปฏิรูปพรรคการเมือง-เลือกตั้ง" สูงถึง 29% สะท้อนความตื่นตัวก่อนศึกเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่วิกฤตหนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 7.4 แสนบาทต่อครัวเรือน เป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
31 ธันวาคม 2568 - เรียลวอชท์ แล๊ป (RealWatch Lab) หน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลภายใต้ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผย รายงานวิเคราะห์ทัศนคติของผู้บริโภคบนสื่อสังออนไลน์ (Social Media Data Analytics) ระหว่างวันที่ 1-28 ธันวาคม 2568 พบว่า ทิศทางความต้องการของคนไทยในปี 2569 มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงทางสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองเป็นสำคัญ
จากการประมวลผลข้อมูลพบว่า "สุขภาพที่ดีและแข็งแรง" คือสิ่งที่ชาวเน็ตปรารถนาเป็นอันดับหนึ่ง (38%) ซึ่งรายงานระบุว่าเป็นผลมาจากความกังวลด้านสุขภาวะจิตใจที่มีผู้ได้รับผลกระทบสูงถึง 13.4 ล้านคน ประกอบกับการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" (Aged Society) มาตั้งแต่ปี 2567 โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด
Longevity Economy: โอกาสใหม่ท่ามกลางสังคมสูงวัย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน AI Data-driven Technology ของเรียลวอชท์ แล๊ป (RealWatch Lab) พบว่า "สุขภาพที่แข็งแรง" กลายเป็นของขวัญที่ชาวเน็ตปรารถนามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งถึง 38% โดยเน้นไปที่ความมั่นคงทางจิตใจ ความคิดบวก และการมีสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่องของครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่น่าสนใจว่าคนไทยกว่า 13.4 ล้านคนกำลังเผชิญปัญหาด้านสุขภาพจิต ท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและโครงสร้างประชากรที่ประเทศไทยเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" มาตั้งแต่ปี 2567
ความต้องการนี้สะท้อนสู่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่าตลาด Health & Wellness ของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.29 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 28.4% ในปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "เศรษฐกิจอายุยืน" หรือ Longevity Economy ที่คนไทยให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น
พฤติกรรมการใช้จ่ายปี 2569: จากสินค้าแฟชั่นสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ
ในด้านของขวัญเชิงวัตถุที่อยากได้เป็นอันดับสองคือ เสื้อผ้าและเครื่องประดับ (27%) ซึ่งครอบคลุมไปถึงนาฬิกาเพื่อสุขภาพและสินค้าแบรนด์เนม ตามมาด้วยอันดับสามคือการได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวผ่านมื้ออาหารพิเศษ (16%) ในขณะที่อันดับสี่คือเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์ (10%) ที่เน้นนวัตกรรมตอบโจทย์การใช้ชีวิตสมัยใหม่ เช่น เครื่องอบฆ่าเชื้อ UV และกล่องยาอัจฉริยะ ส่วนอันดับสุดท้ายคือความปรารถนาในด้านการเงินและความมั่งคั่ง (9%)
เสียงสะท้อนจากโซเชียล: ปฏิรูปพรรคการเมืองคือทางออกของประเทศ
นอกจากความต้องการส่วนบุคคลแล้ว ความคาดหวังต่อส่วนรวมในปี 2569 ของชาวเน็ตไทยพุ่งเป้าไปที่ "การปฏิรูปพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง" มาเป็นอันดับหนึ่ง (29%) เพื่อเตรียมรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตามมาด้วยการคาดหวังเรื่องภาษีที่เป็นธรรมและสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น (28%) และความต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ควบคู่กับการลงมือทำจริง (25%) ซึ่งทั้งสามประเด็นนี้รวมกันสูงถึง 82% ของเสียงสะท้อนทั้งหมดบนโลกออนไลน์
ปากท้องและความเสี่ยง: วิกฤตหนี้ครัวเรือนและมาตรการภาษีตอบโต้
ความคาดหวังในอันดับถัดมาคือเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรและการควบคุมการนำเข้า (14%) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความกังวลต่อมาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน (4%) ซึ่งถือเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสภาพัฒน์ฯ ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยในปี 2568 พุ่งแตะ 740,596 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 86.8% ต่อ GDP มูลค่ารวมกว่า 16.31 ล้านล้านบาท ภาวะหนี้ที่อยู่ในระดับสูงนี้กลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อของประชาชน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สุขภาพ การเมือง และเศรษฐกิจ คือสามเสาหลักแห่งปี
สรุปภาพรวมในปี 2569 ความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์สะท้อนให้เห็นว่า ภาคประชาชนกำลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติหลัก คือ การปฏิรูปการเมืองเพื่อเสถียรภาพนโยบาย การบริหารจัดการหนี้สินเพื่อฟื้นฟูกำลังซื้อ และการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจอายุยืนเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ซึ่งสถานการณ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีที่มีการเลือกตั้งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินทิศทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี
อย่างไรก็ดีภาคเกษตรกรรมยังคงมีความกังวลต่อเสถียรภาพราคาสินค้าและการควบคุมการนำเข้า (14%) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากมาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ที่กดดันโครงสร้างการค้าโลก