โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

"บิ๊กก้อง" ร่วมประชุมปราบสแกมที่จีน ย้ำต้องทำที่ต้นตอ-ไม่ให้ที่พักพิง

Khaosod

อัพเดต 15 พ.ย. 2568 เวลา 12.58 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2568 เวลา 12.58 น.

พล.ต.ท.จิรภพ หัวหน้าศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมประชุมขับเคลื่อนปราบสแกมกับ 6 ประเทศ ย้ำ “ต้องปราบที่ต้นตอ–ไม่ให้ใครเป็นที่พักพิงของแก๊งสแกม”

วันที่ 15 พ.ย.2568 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) พร้อม พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. และคณะตำรวจไทย ร่วมประชุมรัฐมนตรี 6 ชาติ ขับเคลื่อนข้อริเริ่มร่วมปราบปรามสแกมออนไลน์–ย้ำไม่ให้มี “Safe Haven” ของแก๊งหลอกลวงในอนุภูมิภาค 6 ประเทศ จีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม

โดยเมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ณ นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการประชุมระดับรัฐมนตรี ว่าด้วยความร่วมมือ ในการปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ โดยที่ประชุมได้หารือสถานการณ์การหลอกลวงข้ามชาติ และโทรคมนาคมออนไลน์ ที่ทวีความรุนแรง สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม และสิทธิประโยชน์ของประชาชนทุกประเทศอย่างร้ายแรง และได้บรรลุฉันทามติร่วมในการยกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม จนนำไปสู่ “ข้อริเริ่มร่วมว่าด้วยการปราบปรามและจัดการอาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ (Joint Initiative to Combat and Govern Telecom and Online Fraud Crimes)”

โดยมีข้อสรุปความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

  • ปฏิบัติการร่วมกวาดล้าง “สวนสแกม–เขตพนัน–หลอกลวง” และดำเนินการอย่างครบวงจร
  • จัดปฏิบัติการร่วม เพื่อล้อมปราบเขต/นิคมที่เป็นฐานพนันออนไลน์และศูนย์สแกม
  • จับกุมผู้ต้องสงสัยร่วมกัน ประสานการสอบสวน–เก็บพยานหลักฐานในคดีเดียวกัน และพร้อมแลกเปลี่ยนพยานหลักฐานระหว่างกัน ส่งมอบพยานหลักฐานทางคดีอย่างเป็นระบบ
  • ส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศที่ต้องการตัว แบบครบถ้วน เพื่อมิให้เกิดอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทำผิดในต่างประเทศ
  • อายัด–ยึด–ติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี เพื่อนำส่งคืนผู้เสียหายหรือรัฐที่เกี่ยวข้อง
  • จัดตั้งกลไกประชุมอย่างเป็นทางการ 6 ฝ่าย ทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับกรม/สำนักงาน
  • จัดตั้ง “กลไกระดับรัฐมนตรี 6 ฝ่าย ว่าด้วยการร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์”
  • จัดประชุมประจำปีโดยหมุนเวียนเจ้าภาพทั้ง 6 ประเทศ เพื่อรายงานความคืบหน้า ปัญหาอุปสรรค และร่วมกันกำหนดแผนปฏิบัติการระยะต่อไป
  • ภายใต้กลไกระดับรัฐมนตรี จะมีการประชุมระดับกรม/สำนักงานเป็นประจำ ทำหน้าที่แปลงมติระดับนโยบายให้เป็นการปฏิบัติจริงและติดตามผลอย่างใกล้ชิด
  • พัฒนาระบบประสานงานคดี–ข่าวกรองข้ามแดนร่วมกัน
  • จัดทำและปรับปรุงช่องทางแลกเปลี่ยนข่าวกรองเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม Call Center เว็บไซต์/แอป ตัวการสำคัญ บัญชีม้า และสกุลเงินดิจิทัล
  • กำหนดมาตรฐานร่วมด้านการสอบสวนดิจิทัล
  • สนับสนุนการติดตามเส้นทางเงินและข้อมูล เพื่อเชื่อมคดีข้ามประเทศให้เป็น “คดีเดียวกัน”
  • ขยายความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และบริษัทเทคโนโลยี
  • สนับสนุนปฏิบัติการร่วมระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
  • แลกเปลี่ยนกรณีศึกษาและแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ระบบชำระเงิน และ Crypto Exchange
  • เชิญชวน NGO และบริษัทเทคโนโลยี ร่วมมือด้านการแชร์ข้อมูล–แจ้งเตือน การปิดเว็บไซต์–ปิดหมายเลข–ปิดบัญชี การวิจัยกฎหมาย–แนวทางปฏิบัติ การพัฒนาเทคโนโลยีและฝึกอบรม (AI, Big Data, OSINT, Blockchain Analytics ฯลฯ) และจัดทำแคมเปญรณรงค์ป้องกันเหยื่อแบบหลายภาษา ข้ามพรมแดน
  • ยืนยันกรอบยุทธศาสตร์ร่วมภายใต้ความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (MLC) และหลักนิติธรรม
  • ทุกประเทศจะใช้กฎหมายภายในของตนอย่างเต็มที่ในการปราบปรามศูนย์สแกมในเขตแดนตนเอง และ ไม่ปล่อยให้มี “Safe Haven” ของแก๊งสแกมเมอร์ในภูมิภาค
  • ยึดกรอบ Global Security Initiative, Global Governance Initiative และ MLC เป็นทิศทางร่วมด้านความมั่นคง
  • เน้นหลักความโปร่งใส ยึดหลักนิติธรรม และผลประโยชน์ร่วมกันเป็นฐานของทุกโครงการความร่วมมือ

ทั้งนี้ ในที่ประชุม พล.ต.ท.จิรภพ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล เสนอข้อคิดเห็นเชิงนโยบาย และข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ ยืนยันว่าไทยไม่มีฐานคอลเซ็นเตอร์ หากได้รับแจ้งข่าวว่ามีการลักลอบกระทำผิดที่ใด ทีมงานประสานงานของไทยจะเข้าตรวจค้นจับกุมและรายงานผลให้ประเทศที่แจ้งมาทุกกรณี

นอกจากนี้ยังได้กล่าวอีกว่า ปัญหา “สแกมเซ็นเตอร์” ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มิใช่เพียงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่เป็น “เครือข่ายอาชญากรรมข้ามพรมแดน” ที่ทำร้ายประชาชนทุกประเทศ พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยเป็นทั้งประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบของตนเอง จะดำเนินการอย่างจริงจังและรวดรวดเร็ว โดยให้ทุกประเทศเทศสามารถติดตามตรวจสอบได้ และประเทศไทยก็คาดหวังว่าทุกประเทศจะปฏิบัติต่างตอบแทนเช่นเดียวกัน

ซึ่งจากผลการสืบสวนเชิงลึกของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti-Cyber Scam Center: ACSC) ที่เป็นการบูรณาการข้อมูลจากธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และหน่วยข่าวกรองทางเทคนิค พบว่าเส้นทางการเงินจากบัญชีม้า ส่วนใหญ่ถูกโอนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ที่อยู่ IP และสัญญาณเทคนิคจำนวนมากชี้ไปยังพื้นที่นอกประเทศไทย โดยส่วนใหญ่พบว่าศูนย์สแกมจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนและเขตเศรษฐกิจของบางประเทศในภูมิภาค ซึ่งไทยได้ส่งมอบข้อมูลดังกล่าวให้ประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการแล้ว จึงขอความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องดำเนินการแบบตรงไปตรงมาเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

โดย พล.ต.ท.จิรภพ ยังย้ำว่า “การปราบสแกมเมอร์ต้องปราบที่ต้นตอ – ไม่ให้ใครเป็นที่พักพิงของแก๊งสแกม ซึ่งสำหรับประเทศที่มีฐานปฏิบัติการในดินแดน ตนเองต้องรับผิดชอบในการดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยให้ศูนย์สแกมดำรงอยู่ คือการ “ให้ที่พักพิงแก่อาชญากร” ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม และความเป็นมิตรที่แท้จริงระหว่างประเทศ”

นอกจากนี้ยังย้ำว่า “ประเทศไทยจะไม่ยอมให้สแกมเซ็นเตอร์มีที่ยืนในประเทศ ทุกเบาะแสที่ได้รับจะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาดโดยไม่ละเว้นผู้ใด อาชญากรรมไม่มีพรมแดน ดังนั้น การปราบปรามก็ต้องไม่มีพรมแดนเช่นกัน อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่าตำรวจ และผู้บังคับใช้กฎหมายทุกประเทศ ล้วนมีความต้องการช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างจริงใจ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพลเมืองของประเทศใดก็ตาม”

พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.จิรภพฯ ยังได้เสนอให้จัดตั้งทีมปฏิบัติการร่วม ทีมเฉพาะกิจระหว่างประเทศ เพื่อเข้าปฏิบัติการทลายฐานสแกมเซ็นเตอร์ในพื้นที่จริง โดยใช้กลไกระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ของ ACSC โดยตั้งเป้าตอบสนองต่อเบาะแสสำคัญภายใน 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังเสนอการสร้างกลไกความโปร่งใสและความรับผิดชอบร่วมกัน โดยควรมีการรายงานความคืบหน้าต่อประเทศผู้ได้รับผลกระทบอย่างสม่ำเสมอ และ เสนอให้มีคณะทำงานร่วมทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามผล เพื่อให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าความร่วมมือเกิดขึ้นจริง

โดยเสนอมาตรการเร่งด่วนระดับภูมิภาค ดังนี้

มาตรการที่ 1: ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล Real-time จัดทำฐานข้อมูลกลางของบัญชีม้า หมายเลขโทรศัพท์ และ IP ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม และใช้ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ เพื่อให้ทุกประเทศสามารถ “บล็อก–อายัด–ตรวจสอบ” ได้พร้อมกัน

มาตรการที่ 2: แต่งตั้งผู้ประสานงานไซเบอร์ประจำการ (Cyber Liaison Officer) ให้แต่ละประเทศส่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไปประจำการในประเทศที่เป็นฐานปฏิบัติการสำคัญ ทำหน้าที่เป็น “สายตรง” เพื่อให้การขอข้อมูลและการปฏิบัติการร่วมเกิดขึ้น “ภายในวันเดียว”

มาตรการที่ 3: กำหนดมาตรการร่วมควบคุมโทรคมนาคม เข้มงวดการลงทะเบียนซิมการ์ดด้วยระบบยืนยันตัวตน (รวมถึง Face Recognition) จำกัดจำนวนซิมต่อบุคคล ติดตามซิมต้องสงสัย และหากพบพื้นที่มีการใช้สัญญาณเพื่อหลอกลวงในวงกว้าง ให้ร่วมกันพิจารณาการ “ตัดสัญญาณชั่วคราว” จนกว่าจะตรวจสอบแล้วเสร็จ

ซึ่งมาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยและกัมพูชา ซึ่งได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ในการประชุม GBC เพื่อปราบปรามไซเบอร์สแกมโดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอยืนยันว่า จะขับเคลื่อนบทบาทของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ให้เป็นศูนย์กลางประสานงานระดับภูมิภาคในการปราบปรามสแกมเมอร์ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการปฏิบัติการร่วมของ 6 ประเทศเป็นรูปธรรม รวดเร็ว และสามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "บิ๊กก้อง" ร่วมประชุมปราบสแกมที่จีน ย้ำต้องทำที่ต้นตอ-ไม่ให้ที่พักพิง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...