โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อ่างทองโมเดลจาก ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ สู่ ‘นวัตกรรมหัตถศิลป์’ ยกระดับจักสานพื้นบ้านสู่ตลาดโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 พ.ย. 2568 เวลา 16.48 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 09.48 น.

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานบ้านตลาดใหม่ ผสานภูมิปัญญา-นวัตกรรม ดัน 'จักสาน' อาชีพเสริมขึ้นแท่น "รายได้หลัก" ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจฐานราก-รายได้ภาคเกษตรผันผวน เล็งใช้ 'กี่ทอ' พลิกเกมลดต้นทุนผลิต 50% ลดเวลาผลิตจาก 7 วันเหลือ 3 วัน ปั๊มยอดรับออร์เดอร์ส่งออก ญี่ปุ่น-อเมริกา

3 พฤศจิกายน 2568-จังหวัดอ่างทองถูกจัดเป็น "เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ" มีเศรษฐกิจหลักผูกพันกับภาคเกษตร โดยเฉพาะการทำนาข้าว ทำให้รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่มีความผันผวนตามผลผลิตและราคาพืชผลเป็นสำคัญ ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจดังกล่าว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ จึงได้ยกระดับกิจกรรมหัตถกรรมพื้นบ้านที่เดิมเป็นเพียง รายได้เสริม สำหรับสมาชิก 20 ราย ในช่วงว่างเว้นฤดูทำนา ให้กลายเป็น กลไกสร้างความมั่นคงทางรายได้ ให้กับเศรษฐกิจฐานราก

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นจากการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยนำการสนับสนุนเงินทุนจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือSME D Bank มาใช้ในการจัดซื้อและดัดแปลงเครื่องมือ เช่น "กี่ทอผ้า" เพื่อมาใช้ในการทอหวาย การประยุกต์ใช้นวัตกรรมนี้ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิต: ลดระยะเวลาการผลิตต่อชิ้นจาก 7 วัน เหลือเพียง 3 วัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แต่ยังเป็นการสร้างความพร้อมด้านกำลังการผลิต เพื่อรองรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการขยายตลาดต่างประเทศ

ผลิตภัณฑ์จักสานจากหวายและไม้ไผ่ของวิสาหกิจฯ ซึ่งมีราคาระหว่าง 850 บาท ถึงหลักหมื่นบาท และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 10 ปี ได้รับการพัฒนาดีไซน์ให้มีความโมเดิร์นขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และตลาดสากล ควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าของลวดลายดั้งเดิม เช่น ลายพระราชทานและลายดอกมะพลับ ซึ่งเป็นลายประจำจังหวัด

แม้รายได้รวมของวิสาหกิจฯจะลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงหลังโควิด-19 (จากยอดขายรวม 30,000-70,000 บาทต่อเดือน) แต่ความสามารถในการปรับตัวนี้ทำให้วิสาหกิจฯยังคงเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการรุกตลาดออนไลน์และการเจรจาสั่งซื้อตัวอย่างสินค้า (Pilot Order) เพื่อส่งออกไปยังญี่ปุ่นผ่านศูนย์ศิลปชีพระหว่างประเทศ และส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาผ่านคนกลาง สะท้อนถึงการใช้ภูมิปัญญาเป็นฐานในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

นางฐิติพัชร์ รวยทรัพย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานบ้านตลาดใหม่ กล่าวถึงความเป็นมาของกลุ่มว่า "จังหวัดอ่างทองเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำนาเป็นหลัก เมื่อว่างจากฤดูทำนาก็มาทำจักสานเพื่อเป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระบุง กระจาด กระด้ง ตะแกรง ชะลอม"

กลุ่มวิสาหกิจฯ ก่อตั้งขึ้นโดยมีสมาชิกเริ่มต้น 10 คน และปัจจุบันขยายเพิ่มเป็น 20 คน ผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วยงานจักสานจากวัสดุธรรมชาติ ได้แก่ หวายและไม้ไผ่ ในหลายรูปแบบ เช่น ตะกร้าหูหิ้ว กระเป๋าถือสตรี โคมไฟ และของที่ระลึก ซึ่งจากเดิมที่การทำจักสานเป็นเพียงรายได้เสริม ปัจจุบันได้กลายเป็นรายได้หลัก ของสมาชิก เนื่องจากรายได้จากการทำนามีความผันผวนและไม่แน่นอน

กลยุทธ์นวัตกรรมลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ปัญหาสำคัญที่กลุ่มเผชิญคือ การขาดแคลนหวายในช่วงฤดูฝน ถึงแม้ไม้ไผ่จะมีเพียงพอ กลุ่มจึงเริ่มนำ ใบลาน เข้ามาใช้เป็นวัสดุทดแทนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
ความก้าวหน้าครั้งสำคัญคือการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการผลิต โดยเฉพาะการสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือSME D Bank ในรูปแบบของ การพัฒนาที่ไม่ใช่สินเชื่อ (Non-Financial Support)ผ่าน "SME D Partner by CSR" และ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับวิสาหกิจชุมชนโดยทั่วไป ในการจัดซื้อเครื่องมือ เช่น กี่ทอผ้า ซึ่งวิสาหกิจฯได้นำมาดัดแปลงใช้สำหรับ “ทอหวาย”

"ตอนนี้เราใช้นวัตกรรมกี่ทอผ้ามาประยุกต์ทำทอหวาย ทำให้เวลาในการผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์ในการทำ 1 ชิ้น ปัจจุบันเหลือเพียง 3 วัน ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และสามารถทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีกำไรมากขึ้น" นางฐิติพัชร์กล่าว

วิสาหกิจฯยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยเริ่มทำ กระเป๋าให้มีความโมเดิร์น เพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งดำเนินการออกแบบลายสินค้าเอง และควบคุมคุณภาพ (Quality Control หรือ QC) ด้วยตนเอง

ผลิตภัณฑ์จักสานของวิสาหกิจฯมีราคาตั้งแต่ 850 บาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท โดยสินค้าที่ขายดีที่สุดคือ กระเป๋าถือทรงรี ซึ่งสามารถผลิตได้ประมาณ 50 ชิ้นต่อเดือน การผลิต 1 ชิ้นโดยเฉลี่ยใช้เวลา 5-7 วัน โดยรายได้เฉลี่ย ของสมาชิกอยู่ที่ 3,000 - 5,000 บาทต่อคน ต่อเดือน ขณะที่รายได้รวมของทั้งวิสาหกิจอยู่ที่ 30,000 - 70,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19

ช่องทางการจำหน่ายสำคัญ:

  • หน้าร้านและศูนย์การค้า: วิสาหกิจฯนำสินค้าไปจำหน่ายที่ศูนย์ศิลปาชีพ สนามบินสุวรรณภูมิ, ภูเก็ต, และสยามพารากอน รวมถึงการออกงานอีเวนต์ตามหน่วยงานราชการ
    • ออนไลน์: ปัจจุบันมีการขายผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก และอยู่ระหว่างการขยายสู่แพลตฟอร์ม ติ๊กต๊อก โดยพบว่า ยอดขายหน้าร้านยังคงสูงกว่าออนไลน์ในอัตรา 70:30 อย่างไรก็ตาม ยอดขายออนไลน์เริ่มเติบโตขึ้นจากการเข้ามาช่วยดูแลของลูกหลาน
    • อีเวนต์ราชการ: งานอีเวนต์ที่เมืองทองธานีเป็นจุดทำรายได้สูงสุด โดยสามารถทำยอดขายได้ หลักแสนบาทต่อครั้ง ในงานที่จัดปีละ 3 ครั้ง แต่ยอดขายจากอีเวนต์ก็ลดลงจากเมื่อก่อนเช่นกัน
    • โครงการรัฐบาล: การเข้าร่วมโครงการ "คนละครึ่ง" ในทุกครั้งช่วยเพิ่มยอดขายให้กับวิสาหกิจฯได้อย่างมีนัยสำคัญ

บุกตลาดต่างประเทศ: ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

วิสาหกิจฯได้ขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดส่งออก โดยลูกค้าคนไทยยังคงมีสัดส่วนมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการที่นิยมสินค้าจักสานที่ใช้ในโอกาสใส่ชุดไทย อย่างไรก็ตาม กลุ่มกำลังเร่งเจาะตลาดต่างประเทศ:

  • สหรัฐอเมริกา (เมกา): มีการส่งออกผ่านคนกลางชาวไทย โดยเริ่มส่งออกครั้งแรกจำนวน 20 ชิ้น และมีเป้าหมายในสเต็ปต่อไปที่จะส่งออกแบบละ 100 ชิ้น
  • ญี่ปุ่น: ได้รับการติดต่อผ่านศูนย์ศิลปชีพระหว่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การนัดดูงานและสั่งซื้อสินค้าตัวอย่าง 20 ชิ้นเพื่อนำไปทดลองจำหน่าย โดยวางแผนที่จะสั่งซื้อรอบต่อไป แบบละ 100 ชิ้น เพื่อนำเข้าจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น

สืบสานภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์ในอนาคต

วิสาหกิจฯให้ความสำคัญกับการสืบทอดภูมิปัญญาการจักสานจากบรรพบุรุษ โดยผลิตภัณฑ์จักสาน เช่น ป้านน้ำชา เชี่ยนหมาก กระเป๋า กระบุง และตะกร้า มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี

โดยมีลายจักสานที่เป็นที่ต้องการของตลาดสูง ได้แก่ ลายพระราชทาน ลายขอ ลายพิกุลสี่ทิศ ซึ่งขายดีมาก นอกจากนี้ยังมี ลายดอกมะพลับ ซึ่งเป็นลายประจำจังหวัดอ่างทอง

"เราอยากให้จักสานของเรามีการสืบทอด เพราะเราต้องการสืบทอดภูมิปัญญาจากปู่ย่าตายายให้ครบถ้วน" นางฐิติพัชร์กล่าว

ในอนาคต วิสาหกิจฯมีแผนที่จะ เพิ่มสมาชิกรุ่นใหม่ นอกเหนือจากลูกหลานรุ่นที่ 4 ในครอบครัว โดยตั้งเป้าขยายฐานไปยังเยาวชนตั้งแต่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไปจนถึงนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับงานจักรสานต่อไป

การดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมผนวกกับนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการค้าในระดับสากล แม้จะเผชิญกับปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...