โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่าเทียบเรือสีเขียว ความมุ่งมั่นในธุรกิจของฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ส.ค. 2565 เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2565 เวลา 02.43 น.

“ท่าเทียบเรือ” เป็นหนึ่งในกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อย เพราะมีการใช้พลังงานในการขนส่งสินค้า และบริการ จนก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางน้ำและบนบก อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง ผลเช่นนี้จึงทำให้ บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (Hutchison Ports Thailand – HPT) ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านท่าเทียบเรือ และบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่าเรือ

จึงประกาศจุดยืนการดำเนินธุรกิจด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่การเป็นท่าเรือสีเขียว ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้มากขึ้น

สำหรับ HPT ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทั้งยังเป็นบริษัทในกลุ่มฮัทชิสัน พอร์ท ที่มีเครือข่ายท่าเทียบเรือถึง 52 แห่ง กระจายอยู่ใน 26 ประเทศทั่วโลก ทั้งในเอเชีย, ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, ยุโรป, อเมริกา และออสเตรเลีย เป็นต้น ปัจจุบันเปิดให้บริการในท่าเทียบเรือ A2, A3, C1, C2, D1 และกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาส่วนที่เหลือของท่าเทียบเรือชุด D

“อาณัติ มัชฌิมา” ประธานบริหารงานทั่วไป บริษัท ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย เปิดเผยว่า HPT มีเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นท่าเทียบเรือสีเขียว และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่ทั้งนั้น ผู้ประกอบการท่าเรือต้องเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

เนื่องด้วยพื้นที่ในท่าเรือมีกิจกรรมมากมายที่มีส่วนในการสร้างก๊าซเรือนกระจก และอาจมีเสียงดัง รวมถึงเรือขนส่งหลายลำที่มาเทียบท่า ก็มีส่วนสร้างคราบน้ำมันในทะเล ทว่ากิจการท่าเทียบเรือไม่สามารถหยุดการดำเนินธุรกิจได้ เพราะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นจำนวนมากต้องใช้บริการขนส่งทางเรือ

“ที่ผ่านมาเราพยายามเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เพื่อมุ่งสู่ท่าเทียบเรือสีเขียว เราพยายามลดใช้พลังงานลง และหาเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ ยกตัวอย่างเช่น ท่าเทียบเรือชุด A2, A3 และ C1, C2 ที่เปิดดำเนินการในปี 2545, 2549 และ 2550 ตามลำดับ

มีการพัฒนาหลายอย่างสำเร็จเรียบร้อย เช่น เครื่องมือยกขน และอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังมีการหันมาใช้หลอดไฟ LED ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปีถึง 65% ขณะที่ภายในลานวางตู้สินค้าก็เปลี่ยนมาใช้หลอด LED เช่นกัน ทำให้ประหยัดค่าไฟถึง 70%”

นอกจากนั้น ยังมีการใช้ระบบไฮบริด (Retrofit Hybrid System) กับปั้นจั่นยกตู้สินค้าภายในลานแบบล้อยาง ที่ไม่เพียงจะช่วยประหยัดการสิ้นเปลืองพลังงานเชื้อเพลิงมากกว่า 50% หากยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมลภาวะทางเสียง

“อาณัติ” กล่าวต่อว่า สำหรับท่าเทียบเรือชุด D ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาด้วยงบประมาณรวมกว่า 580 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ แอ่งจอดเรือที่ 2 (Basin 2) ความยาวหน้าท่าเฟสแรก 1,000 เมตร รองรับตู้สินค้าผ่านท่ามากถึง 3.5 ล้าน ETU โดยจะใช้ปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าควบคุมจากระยะไกลจำนวน 6 คัน และปั้นจั่นยกตู้สินค้าในลานแบบล้อยางอีก 20 คัน เป็นระบบไฮบริดเช่นกัน

“การใช้ระบบไฮบริดจะทำให้เกิดเสียงรบกวนน้อยกว่าระบบเครื่องยนต์ดีเซล ทั้งยังควบคุมจากระยะไกลด้วยพลังงานไฟฟ้า ผลดีคืออัตราเฉลี่ยการประหยัดพลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ 75% ของการใช้พลังงานเชื้อเพลิงทั้งหมด อีกทั้งยังทำให้สุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ปฏิบัติงานดีขึ้น และผ่อนคลายมากขึ้นด้วย”

นอกจากนี้ ท่าเทียบเรือชุด D ยังนำแพลตฟอร์มหน่วยงานจัดการหน้าท่าแบบดิจิทัล (Landside digital Platform) มาใช้งานที่เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ การส่งข้อมูลการนำเข้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ การชำระเงินแบบอีเพย์เมนต์ การวางบิล และการออกเอกสารกำกับภาษี

รวมถึงเอกสารรับตู้สินค้าขาเข้า ใบกำกับตู้สินค้า ใบตรวจรับสภาพตู้สินค้า หรือใบชั่งน้ำหนัก และประตูเข้า-ออกแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาให้กับลูกค้าอีกด้วย ที่สำคัญ ยังมีการนำรถบรรทุกระบบอัตโนมัติ และรถบรรทุกระบบไฟฟ้ามาใช้งานในระบบท่าเทียบเรือของ HPT

ส่วนท่าเทียบเรือ A และ C มีการใช้รถหัวลากที่เป็นน้ำมัน และเครื่องมือบางส่วนที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ คาดว่าน่าจะเหลือราว 25% ด้วยพื้นที่ในการวางระบบไฟฟ้าที่ยังไม่เอื้อ ตรงนี้จึงต้องพยายามปรับเปลี่ยนต่อไป

“การพัฒนาและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีของ HPT จะทำให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลกับงานมากขึ้น รวมถึงลูกค้าจะได้ประโยชน์ในการใช้บริการสะดวกสบายมากขึ้น ผมคิดว่าการลงทุนกับนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีสู่ธุรกิจสีเขียว ถ้าทำได้ก็ทำ

เพราะจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ คู่ค้าจะเลือกจากความสามารถด้านบริการที่ตอบโจทย์ธุรกิจของเขา ว่าเทคโนโลยีดีไหม ปกป้องสินค้าของเขาได้ดีแค่ไหน เรือมาตรงเวลาไหม ทำให้เขาสามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ตามกำหนดหรือเปล่า หากตอบโจทย์เหล่านี้ได้ เขาก็พร้อมที่จะเลือกใช้บริการ”

“อาณัติ” กล่าวด้วยว่า สำหรับ HPT ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากคู่ค้ามาเสมอ ตั้งแต่ปี 2564 ผ่านมา เพราะเราเติบโต 10% ขณะที่ครึ่งปีผ่านมาเติบโตเกิน 5% ด้วยสัดส่วนลูกค้าที่หลากหลาย ทำให้ธุรกิจของบริษัทสามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้

ไม่ว่าจะเป็นค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ สงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือโควิด-19 ซึ่งผมเชื่อว่าแนวทางการบริหาร รวมทั้งการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ธุรกิจสีเขียวจะทำให้ HPT เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นอกจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการธุรกิจแล้ว HPT ยังให้ความสำคัญกับการจัดการขยะ นโยบายของ HPT จะไม่อนุญาตให้เรือสินค้าใด ๆ ที่จุดจอดเรือปล่อยทิ้งสิ่งปฏิกูล สี หรือผลิตภัณฑ์ซักล้างลงมา รวมถึงเรามีการคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอ

ด้วยหลักการ 3R คือ ลดปริมาณ, นำกลับมาใช้ใหม่ และรีไซเคิล (Reduce, Reuse และ Recycle) อีกทั้งในท่าเทียบเรือยังมีโรงบำบัดน้ำเสีย ที่จะช่วยจัดการน้ำเสียทั้งหมดเพื่อลดปริมาณน้ำเสียอีกด้วย

“ที่สำคัญ ในปี 2565 HPT จัดทำแคมเปญหลัก ๆ 2 โครงการคือ โครงการ “Go Green” เป็นการส่งเสริมแนวความคิดเกี่ยวกับจากขยะสู่ทรัพยากร โดยบริษัทมีการรวบรวมขยะสะอาดจากท่าเทียบเรือและพื้นที่ใกล้เคียงมาเป็นผลิตภัณฑ์รีไซเคิล พร้อมกับบริจาคให้กับประชาชนในชุมชน

ส่วนอีกโครงการคือ โครงการ “Dock School” เป็นการสนับสนุนให้โรงเรียนริเริ่มจัดกิจกรรม “โรงเรียนสีเขียว” (Green Dock School) ของตนเอง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้กับนักเรียน และพัฒนาศักยภาพในด้านสิ่งแวดล้อม โดย HPT จัดโครงการ Dock School เป็นประจำทุกปี”

สำหรับปลายปี 2565 บริษัทมีแผนจัดกิจกรรม Green Dock School ด้วยการปลูกต้นไม้ และจัดกิจกรรมรีไซเคิล สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการให้ความรู้ และช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว อีกทั้งยังร่วมกับคณะพาณิชยนาวีนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จัดทำโครงการ Go Green และ Green Education ด้วยการปลูกต้นไม้ และคืนชีวิตให้กับขยะเหลือใช้ หรือการรีไซเคิลอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...