โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หวั่นเวียดนามฮุบตลาดจีน หมดยุคผูกขาดทุเรียนไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ย 2565 เวลา 14.35 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2565 เวลา 02.46 น.

หมดยุคผูกขาดทุเรียนไทยในตลาดจีน หลัง “เวียดนาม” ได้ไฟเขียวจากจีนให้นำเข้าทุเรียนสดได้ ผู้ส่งออกไทยกังวลราคาถูกกว่า-ขนส่งใกล้กว่า-รสชาติ-รูปพรรณแยกไม่ออก แห่เข้าไปตั้งล้งในเวียดนาม จีนแก้เกี้ยวตั้งจุดรับซื้อทั้งไทยและเวียดนาม ชี้ทุเรียน “ฟิลิปปินส์-ลาว-เขมร” จ่อคิวทะลักเข้าจีนอีก แนะไทยยกระดับเป็น “ทุเรียนพรีเมี่ยม” หนีตลาดล่าง

แม้ว่าในปี 2564 ประเทศไทยสามารถส่งออกทุเรียนสดไปจีน คิดเป็นปริมาณ 807,226 ตัน และแนวโน้มปี 2565 จะส่งไปได้เกินกว่า 1 ล้านตัน จนทำให้ “ทุเรียนไทย” ครองส่วนแบ่งตลาดจีนสูงที่สุด แต่นับจากนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ได้ประกาศลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 อนุญาตให้ “ประเทศเวียดนาม” ส่งทุเรียนผลสดเข้าจีนได้เป็นประเทศที่ 2 ด้วยการรับรองการขึ้นทะเบียนรายชื่อสวน 51 สวน และโรงคัดบรรจุอีก 25 ราย

ขณะที่ผลผลิตมีประมาณ 700,000 ตัน ขณะที่สื่อจีนเองก็รายงานข่าวการนำเข้าทุเรียนเวียดนาม ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เป็นลำดับที่ 2 ต่อจากประเทศไทยด้วย

ล่าสุดจีนได้นำเข้าทุเรียนสดลอตแรกจากเวียดนาม เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา จำนวน 20 ตู้ ประมาณ 500 ตัน โดยทุเรียนดังกล่าวใช้เวลาไม่ถึง 2 วัน “ขายหมดเกลี้ยง” ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับวงการทุเรียนไทย ในข้อที่ว่าในอนาคตอันใกล้ ประเทศจะสูญเสียโอกาสครองตลาดทุเรียนอันดับ 1 ในจีน และราคาจะปรับลดลงตามผลผลิตทุเรียนที่เข้าไปตีตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น

นอกจากเวียดนามแล้วยังมี ประเทศฟิลิปปินส์ จะส่งออกทุเรียนไปจีนได้ภายในปลายปีนี้ ตามมาด้วย สปป.ลาว-กัมพูชา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาทำข้อตกลงพิธีสารจากจีน เพื่อนำเข้าทุเรียนสดได้เช่นเดียวกัน

ผู้ส่งออกไทยแห่ไปตั้งล้งที่เวียดนาม

นางสาวลิลพัชร์ ทองโสภา เจ้าของบริษัท เดอะลิส อินเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทส่งออกทุเรียนไทยรายใหญ่ที่ขยายฐานไปประเทศเวียดนาม กล่าวว่า ได้ส่งทุเรียนเวียดนามจำนวน 1 ตู้ ไปเปิดตลาดที่ “เจียงหนาน” ซึ่งเป็นตลาดผลไม้ใหญ่ที่สุดของจีน โดยทุเรียนสามารถขายหมดภายใน 1 ชั่วโมง เนื่องจากช่วงนี้ทุเรียนในตลาดเจียงหนานมีน้อยวันละ 9-10 ตู้

ดังนั้นทุเรียนเวียดนามที่ส่งเข้าไปจึงช่วยกระตุ้นตลาดที่มีช่องว่างและคนจีนรอคอยทดลองรสชาติทุเรียนเวียดนาม ซึ่งราคาก็ไม่ได้ต่างกันมากสามารถทำตลาดได้ดี ทุเรียนเวียดนามกล่องขนาด 18 กก. ราคากล่องละ 800-950 หยวน ส่วนทุเรียนไทย 980-1,000 หยวน เมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วไม่มีความแตกต่างกันเลย ทั้งรูปทรง-เปลือกสวย การควบคุมอุณหภูมิทำได้ดี ทุเรียนไม่แตก มีความสุกพอดี

ต่อจากนี้ไป “เวียดนาม” จะกลายเป็นคู่แข่งทุเรียนไทยอย่างเป็นทางการ ทุเรียนเวียดนามมีตลาดไปได้ไกล ด้วยราคาที่ถูกกว่าเกือบ 50% เพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและระยะทางขนส่งที่รวดเร็ว ทำให้ทุเรียนตัดแก่กว่าไทย รสชาติตรงกับความชื่นชอบของตลาดจีน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการส่งออกทุเรียนไทยที่ต้องเตรียมการคือ

1) การขนส่งติดด่านเวียดนาม หากมีทุเรียนไทยและทุเรียนเวียดนามส่งออกพร้อม ๆ กันจำนวนมาก 2) การแข่งขันด้านราคา ทุเรียนเวียดนามราคา “ถูกกว่า” ทุเรียนไทยเกือบ 50% ด้วยต้นทุนการผลิต การดูแล ต้นทุนการขนส่งต่ำกว่า และจำนวนใบรับรอง GAP และ GMP ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผลผลิตทุเรียนเวียดนามมีมาก การส่งออกจะแข่งขันราคากันมากขึ้น และ 3) คุณภาพทุเรียนเวียดนาม มีโอกาสพัฒนาให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพเช่นเดียวกับทุเรียนไทย และมาตรการควบคุมการตัดทุเรียนอ่อน โดยสวนทุเรียนที่ได้ใบรับรอง GAP ทางการเวียดนามมีการเข้มงวดมาก

“ทุเรียนไทยที่ส่งไปตลาดจีนตอนนี้มีปริมาณน้อย ดังนั้นทุเรียนเวียดนามจะช่วยเติมเต็ม แต่เป็นทุเรียนนอกฤดู มันยังวัดกันไม่ได้ ต้องรอดูสถานการณ์อีก 2-3 เดือน (ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม) ข้างหน้า ตอนนั้นทุเรียนเวียดนามจะออกตรงกับทุเรียนภาคใต้ของไทย ส่วนทุเรียนภาคตะวันออกจะออกในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

นอกจากนี้เรายังพบว่า กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกทุเรียนไทย โรงคัดบรรจุไทย-เวียดนามนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดียวกัน มีเถ้าแก่ใหญ่ในไทย-จีนเป็นคนคนเดียวกัน โดยบริษัทต่าง ๆ ในไทยได้เข้าไปขยายสาขาตั้งโกดังที่เวียดนาม แต่ยังมีจำนวนไม่มาก เพราะจำนวนสวนและโรงคัดบรรจุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยังน้อย การแข่งขันด้านราคาตอนนี้ยังไม่สูง

แต่การขยายสาขารับซื้อทุเรียนเวียดนามที่ราคาถูกกว่าจะลดการผูกขาดทุเรียนไทย ทางเดอะลิสฯเองก็มีโกดังอยู่ 3 แห่ง ภาครัฐ-ภาคเอกชนไทยต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเรื่องการขนส่งทางบกติดที่ด่าน และรถไฟลาว-จีนที่จะผ่านด่านบ่อเต็น-โหยวอี้กวน ควรเจรจาให้ผ่านเข้าไปจีนได้ไม่ต้องย้ายตู้สินค้า” นางสาวลิลพัชร์กล่าว

ทำไมทุเรียนเวียดนามเติบโต

ด้าน นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายสมาคมผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย และเจ้าของล้ง “ดรากอน เฟรช ฟรุท” จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นผู้ส่งออกทุเรียนไทยรายใหญ่ กล่าวว่า ทุเรียนเวียดนามมีโอกาสเติบโตในตลาดจีน ด้วยเหตุผล 3 ข้อหลัก ๆ คือ 1) ระยะทางขนส่งใกล้กว่า 2) ต้นทุน-ค่าแรงต่ำกว่า มีการใช้ปุ๋ย-สารเคมีน้อยกว่า และ 3) ทุเรียนตัดแก่เป็นที่ชื่นชอบตลาดจีน

ตอนนี้ทางล้ง ดรากอน เฟรช ฟรุท ได้ศึกษาดูลู่ทางที่จะเข้าไปตั้งโกดังรับซื้อทุเรียนในเวียดนามเช่นกัน เพราะทุเรียนเวียดนามถูกกว่าไทยเฉลี่ย กก.ละ 100 บาท เริ่มตั้งแต่ต้นทุนการผลิตของสวนเวียดนาม ถูกกว่าไทยอยู่ที่ประมาณ 20 บาท/กก. (ต้นทุนสวนทุเรียนไทยเฉลี่ย 35-50 บาท/กก.)

ส่วนราคาที่ผู้ส่งออกซื้อทุเรียนเวียดนามได้ประมาณ 125 บาท/กก. ขณะที่ราคาทุเรียนไทยที่ผู้ส่งออกซื้อได้ประมาณ 200-220 บาท/กก. แต่ตอนนี้ปริมาณทุเรียนเวียดนามยัง “น้อยกว่า” ทุเรียนไทยมาก ประมาณ 30-50% ขณะที่พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ ช่วงที่ทุเรียนไทยออกมาชนกับทุเรียนเวียดนาม 7-8 เดือน หรือเกือบทั้งปี จะทำให้ราคาทุเรียนไทยลดต่ำลง ยกเว้น 3 เดือนช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และเวียดนามยังไม่มีระบบการรับซื้อ ไม่แบ่งคัดเป็นเบอร์

“ทางออกทุเรียนไทยต้องทำส่วนแบ่งการตลาดด้วยคุณภาพ เพราะต่อไปยังมีประเทศฟิลิปปินส์ที่จีนกำลังจะอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนได้แล้ว และกัมพูชาที่ขอนำเข้าเช่นเดียวกัน ราคาทุเรียนเวียดนามที่ถูกกว่าทำให้ผู้ประกอบการในไทยเล็งเปิดสาขาในเวียดนามเพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญของการส่งออกทุเรียนไทยต้องเร่งแก้ไข คือ ระบบการขนส่งทางบก ที่เป็นคอขวดระหว่างประเทศที่ 3 ส่วนทางรถไฟจีน-ลาว การขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ข้ามแดนมีค่าใช้จ่ายสูง ที่ผ่านมามีการขนส่งทางรถไฟน้อยมาก มีเพียง 200 ตู้จากการส่งออกทั้งหมด 100,000 ตู้” นายสัญชัยกล่าว

ต้องขายทุเรียนพรีเมี่ยม

นางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว อัครราชทูตที่ปรึกษา สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำปักกิ่ง ให้ข้อมูลสถานการณ์ทุเรียนตลาดจีน หลังเวียดนามส่งออกทุเรียนไปลอตแรกอย่างเป็นทางการว่า ถือเป็นการทดลองตลาด สร้างกระแสการตื่นตัวคึกคักมาก มีรีวิวกดโหวตเปรียบเทียบทุเรียนไทย-เวียดนาม ดังนั้นในอนาคตทุเรียนไทยไม่ใช่ผู้ส่งออกทุเรียนสดเพียงรายเดียวที่ได้รับอนุญาตนำเข้าจีนอีกต่อไปแล้ว และฟิลิปปินส์เป็นประเทศต่อไป ตามด้วย สปป.ลาว-กัมพูชา และยังมีทุเรียนแช่แข็งจากมาเลเซียด้วย

ดังนั้น ทุเรียนสดไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านซัพพลาย ส่วนแบ่งทางการตลาด “จะถูกแย่งชิงไป” จากที่จีนเคยนำเข้าทุเรียนไทย 95-97% ต่อไปราคาทุเรียนไทยจะถูกลง จึงต้องวางแผนล่วงหน้า ด้านการขนส่งภาครัฐ-เอกชนต้องผลักดันเร่งเปิดด่านการค้าทางบกที่ค้างอยู่ 2-3 ด่านเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทางรถไฟจีน-ลาว และแก้ปัญหาการขนส่งคอขวดที่ด่าน

“การวางโพซิชั่นของทุเรียนไทย เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเป้าหมายกลุ่มแมสจะแข่งขันกับทุเรียนเวียดนามด้วยราคาที่ค่อนข้างถูก ถ้าทำตลาดทุเรียนพรีเมี่ยมจะเป็นโอกาสดึงส่วนแบ่งการตลาดกลุ่มบนของจีน และกลุ่มชนชั้นกลางที่พร้อมจะจ่ายถ้าสินค้าดีมีคุณภาพ จากรูปลักษณ์ภายนอกทุเรียนไทยและทุเรียนเวียดนามไม่ต่างกัน

ดังนั้น ต้องสร้างความแตกต่างของทุเรียนไทย ทำแบรนดิ้งสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อเพิ่มมูลค่า อาจจะมีนำเสนอทุเรียนพันธุ์ใหม่ ๆ ทำ rare item เพิ่มจากหมอนทองที่เป็นฐาน การแปรรูปสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ป้อนตลาดจีน สร้างคิวอาร์โค้ดให้ตรวจสอบย้อนกลับ และการทำประชาสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ ๆ ทันสมัย ที่มีอิมแพ็กต์แรง ๆ เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์ การร่วมมือกับผู้ประกอบการทำไลฟ์สตรีมมิ่งออนไลน์ ที่มียอดผู้ติดตามจำนวนมาก

“ช่วงนี้ทุเรียนในตลาดจีนราคาสูง เพราะทุเรียนไทยมีน้อย โดยราคาทุเรียนเวียดนามช่วงต้นเดือนกันยายนก่อนที่จะมีการนำเข้าอย่างเป็นทางการ กล่องละ 650-950 หยวน ทุเรียนไทยกล่องละ 1,000-1,300 หยวน แต่เมื่อนำเข้าทุเรียนเวียดนามอย่างเป็นทางการแล้ว ปรากฏราคาทุเรียนเวียดนามได้เพิ่มสูงขึ้นใกล้เคียงกับทุเรียนไทย เนื่องจากทุเรียนเวียดนามที่นำเข้ามีปริมาณไม่มาก อย่างตอนนี้ราคาทุเรียนเวียดนามกล่องละ 950-1,000 หยวน ทุเรียนไทย 1,000-1,100 หยวน ทำให้ผู้บริโภคจีนมีทางเลือกมากขึ้น” น.ส.ปทุมวดีกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...