‘มิคาอิล กอร์บาชอฟ’ ผู้นำสหภาพโซเวียตคนสุดท้าย ลาโลกในวัย 91
‘มิคาอิล กอร์บาชอฟ’ ผู้นำสหภาพโซเวียตคนสุดท้าย ลาโลกในวัย 91
นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตคนสุดท้าย ซึ่งเป็นผู้ปูทางไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเย็น และการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีตสหภาพโซเวียต เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี หลังจากเจ็บป่วยมานาน แต่ไม่มีการให้รายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของเขาแต่อย่างใด
ในระหว่างการดำรงตำแหน่งไม่ถึง 7 ปี กอร์บาชอฟได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายซึ่งส่งผลให้เกิดการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต และมีการปลดปล่อยประเทศในยุโรปออกจากการควบคุมของรัสเซีย รวมทั้งทำให้เกิดการสิ้นสุดของการเผชิญหน้าด้านนิวเคลียร์ระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตก ซึ่งกินเวลายาวนานหลายทศวรรษก่อนหน้านั้น
กอร์บาชอฟเป็นผู้นำเสนอนโยบายเพื่อปฏิรูปสหภาพโซเวียต และเดินหน้ารณรงค์เพื่อยุติปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศผ่านการผลักดันนโยบาย “กลาสนอสต์” หรือการเปิดกว้าง และ “เปเรสทรอยกา” ที่แปลว่าการปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก
อย่างไรก็ดีนโยบายของเขาซึ่งรวมถึงการปลดปล่อยนักโทษการเมือง อนุญาตให้มีการอภิปรายได้อย่างเปิดเผยรวมถึงมีการเลือกตั้งแบบหลายฝ่าย ให้อิสระกับผู้คนในการเดินทาง ยุติการกดขี่ทางศาสนา ลดคลังอาวุธนิวเคลียร์ สร้างสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับชาติตะวันตก รวมถึงไม่ต่อต้านการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ในรัฐบริวารของอดีตสหภาพโซเวียตในยุโรปตะวันออก ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการปะทุขึ้นของสงครามและความไม่สงบในพื้นที่ที่มีปัญหาจากความตึงเครียดทางชาติพันธ์ุที่เคยถูกกดขี่มานาน การนัดหยุดงานและความไม่สงบของแรงงานหลังมีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้มีนักปฏิรูปและปัญญาชนหลายคนออกมาต่อต้านและท้าทายนโยบายรวมถึงอำนาจของกอร์บาชอฟ โดยหัวหน้าของคนกลุ่มนี้คือนายบอริส เยลต์ซิน อดีตบุตรบุญธรรมของเขาที่กลายมาเป็นศัตรูคนสำคัญ และประธานาธิบดีคนแรกของรัสเซีย
แม้การดำเนินนโยบายของเขาจะไม่ได้รับการสนับสนุนมากนักที่บ้าน แต่ก็ทำให้กอร์บาชอฟกลายเป็นผู้นำสหภาพโซเวียตที่ผู้นำชาติตะวันตกพากันหลงไหล โดยในเดือนพฤศจิกายน 2528 เขาได้เริ่มการประชุมสุดยอดซึ่งนำไปสู่การลดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แม้ว่าพื้นที่อื่นๆ ของโลกจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและนโยบายที่กอร์บอชอฟริเริ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตที่อ่อนแอง่อนแง่นอยู่แล้วกลับพังทลายลง นำไปสู่ความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างหนักสำหรับชาวรัสเซีย 290 ล้านคน และเร่งการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
พื้นที่ภายใต้การปกครองของอดีตสหภาพโซเวียตที่เคยเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่หวาดกลัวของโลกได้แตกออกเป็น 15 ประเทศ ซึ่งทำให้ชาวรัสเซียพากันตำหนิกอร์บาชอฟต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1991 ขณะที่ผู้ที่เคยเป็นพันธมิตรของเขาก็พากันละทิ้ง และทำให้กอร์บาชอปกลายเป็นผู้รับบาปเพียงคนเดียวสำหรับปัญหาและความล่มสลายที่เกิดขึ้น
กอร์บาชอฟได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1990 จากบทบาทของเขาที่ยุติสงครามเย็น และได้รับรางวัลอีกมากมายจากทั่วทุกมุมโลกในช่วงหลายปีหลังจากนั้น แต่กลับเป็นผู้ที่ถูกดูหมิ่นอย่างหนักในบ้านเกิดของตนเอง
กระนั้นก็ดีกอร์บาชอปได้ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 1992 ว่าเขามองว่าตนเองเป็นคนริเริ่มการปฏิรูปที่จำเป็นสำหรับประเทศ สำหรับยุโรปรวมถึงสำหรับโลก พร้อมกับยอมรับว่าหากมีโอกาสอีกครั้งเขาจะเริ่มต้นเรื่องดังกล่าวทั้งหมดซ้ำอีกหรือไม่ ซึ่งคำตอบของเขาคือแน่นอน และยังจะทำด้วยความมุ่งมั่นที่มากขึ้นอีกด้วย
ในบันทึกความทรงจำที่เขาเขียนขึ้นในปี 1996 กอร์บาชอฟระบุว่า วิกฤติในประเทศจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ความโกลาหลครั้งใหญ่ได้ แต่รัสเซียได้เลือกเส้นทางแห่งเสรีภาพที่ไม่อาจเพิกถอนได้ และไม่มีใครที่จะสามารถทำให้มันหวนคืนกลับสู่ความเป็นเผด็จการได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดีกอร์บาชอปได้ยกย่องประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยระบุว่าปูตินได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพและศักดิ์ศรีของรัสเซีย หลังทศวรรษอันวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แต่เขาก็คัดค้านข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในการควบคุมเสรีภาพสื่อ
กอร์บาชอฟได้ออกมาพูดต่อต้านการรุกรานยูเครนของปูติน โดยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการยุติการสู้รบโดยเร็ว และเริ่มการเจรจาสันติภาพทันที พร้อมย้ำว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มีค่ามากไปกว่าชีวิตมนุษย์ การเจรจาบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และการยอมรับในผลประโยชน์ เป็นวิธีเดียวที่เป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ ที่รุนแรง
สำนักข่าวทาสส์ของรัสเซียรายงานว่า ร่างของผู้นำคนสุดท้ายของอดีตสหภาพโซเวียตจะถูกนำไปฝังที่สุสานในกรุงมอสโก ถัดจากร่างของภรรยาของเขาที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งไปก่อนหน้านี้
ขณะที่นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า ประธานาธิบดีปูตินเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของกอร์บาชอฟ และจะมีการส่งสารแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของเขาด้วย