ความใฝ่ฝันและวีรกรรมในวัยเด็ก ที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง - linxikun
ความใฝ่ฝันและวีรกรรมในวัยเด็ก ที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง
.
สมัยวัยเด็ก บ้านผู้เขียนเป็นร้านเสริมสวย (เตี่ยง หม่อ โผ่ว) ชื่อ เสียงโสภา ที่เป็นตำนานแห่ง ซวง ล้วง ตัก หลัก เอ๋า 萱銮噠叻后 Xuān luán dā lè hòu หรือหลังตลาดสวนหลวง ชุมชนคนแต้จิ๋ว 潮州人 Cháozhōu rén เตี่ย จิว นั้ง ย่านปทุมวัน
.
เรียนประถมปลายที่ ส.พ.ช. สามัญวัดพลับพลาชัย ช่วงระหว่างปี 2516-2519 อายุ 12-15 ขวบ ผู้เขียนบ้าจักรยานมาก ชอบนั่งรถโกโก้(บ.ศิริมิตร) สาย 55 ไปแถววรจักร แหล่งรวมและศูนย์กลางจำหน่ายจักรยานและอะไหล่จักรยาน เคยไปเช่าจักรยานปั่นกับเพื่อนรักชื่อคก(มงคล) เพื่อนร่วมห้อง ป.7/14 แถวซอยวงเวียน 22 หลัง หั่ว เคี้ยว ป่อ เต็ก เซียง ตึ๊ง 華僑報德善堂 Huáqiáo bào dé shàn táng และที่สนามหลวง อ่วง แก ชั้ง 皇家田 Huángjiā tián
.
และเคยมีจักรยานมาแล้ว 2 คัน
คันแรก จำได้คร่าวๆว่าสีน้ำตาล แต่ลืมว่ามีที่มาอย่างไร ที่ผู้เขียนไปวรจักรบ่อยๆเพราะไปซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนเองบ้าง จ้างร้านแถวบ้านเปลี่ยนให้บ้าง เช่น แฮนด์จากเดิมก็เปลี่ยนเป็นแฮนด์ตะเกียบ เบรคก้ามปูก็เปลี่ยนเป็นเบรคจาน ต้องโรยทรายใส่จานเบรค เพื่อให้มีเสียง เอี๊ยดดดด เวลาเบรค ดูเท่ในแก็งค์จักรยานแถวบ้าน แต่แล้ว…วันหนึ่ง!!
.
"ลั้น..นั่นเพื่อนหรือเปล่าที่ขี่จักรยานไป" เสียงช่างทำผมคนนึงที่กำลังทำผมให้ลูกค้า หันมาถาม ตอนนั้นผู้เขียนนั่งเล่นอยู่ที่โต๊ะทำผมตัวหนึ่ง ถึงกับกระโดดตัวลอย ตรงซอกข้างประตูเหล็กที่เสียบจักรยานคันเก่งไว้ อันตรธานไป ออกมายืนกลางซอยหันซ้ายหันขวาหน้าซีดเผือด เห็นหัวขโมยกำลังปั่นจักรยานของผู้เขียนไปทางท้ายซอยทางไปสนามศุภฯ วิ่งตามก็ไม่ทันซะแล้ว
.
แทบทรุดตัวร้องไห้เลยทีเดียว แหมยัยช่างนั่นก็กระไร แทนที่จะรีบบอกแต่แรก
คันที่ 2 จำที่มาไม่ได้อีกเหมือนกัน แต่ทรงคล้ายๆคันแรก รู้สึกว่าจะเปลี่ยนแฮนด์เป็นแฮนด์ตะเกียบยกสูง เพื่อนชื่อเทียน 天 Tiān เด็กแถวบ้าน(ที่มีน้องสาวสวยชื่อ เตียง) ยืมไป คือเพื่อนโดนหลอกจากผู้ใหญ่ให้เอารถไปให้ยืมอีกที เรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถึงขั้นขึ้นโรงพัก แต่พ่อเพื่อนก็ชดใช้ให้อาแหมะ(แม่)ผู้เขียน จบลงด้วยดี
.
หลังจากนั้นก็ไม่มีจักรยานคู่ใจอยู่พักใหญ่ จนเพื่อนแถวบ้าน เส็ง 盛 Shèng เพื่อนหุ่น สัง โป้ว หรือผอมแห้ง บ้านเป็นโรงพิมพ์ใหญ่โต เยื้องบ้านผู้เขียน เอาจักรยานเสือหมอบ single speed ตัวถังอลูมิเนียมสีเงินเงาวับจับตา มาบอกขายในราคา 400 บาท นี่จะเป็นการอัพเกรด up grade จากจักรยานธรรมดา มาเป็นจักรยานเสือหมอบแบบผู้ใหญ่เลยนะนั่น
.
ผู้เขียนหยุดคิดนิดนึง จึงตอบตกลงทันที เพราะมีเงินเก็บจากจักรยานคันเก่าที่เพื่อนชดใช้มาเป็นเงิน กับเงินส่วนตัวอีกจำนวนหนึ่ง แต่พอขี่กลับมาบ้าน อาแหมะเห็นเข้าเท่านั้นแหละ บ้านแทบแตก อาแหมะสั่งให้เอารถไปคืนเพื่อนในบัดนั้นทันที หัวใจของเด็กน้อยคนหนึ่งแทบแตกแหลกสลาย ที่อาแหมะไม่ยอมอนุญาต
.
เพราะเวลามีเด็กขี่จักรยานโดนรถชนหน้าตลาด(สวนหลวง) ข่าวจะมาถึงหูอาแหมะไวมากอาแหมะก็จะตกใจทิ้งลูกค้าที่กำลังทำผม รีบเดินจ้ำไปหน้าตลาดทันที พอไม่ใช่เราก็โล่งอกกลับมา และด้วยความห่วง อาแหมะก็จะพูดถึงสาเหตุนี้ในการไม่ยอมให้ซื้อจักรยาน แต่ผู้เขียนก็ลั้น(สมชื่อ) ได้แต่ก้มหน้างุดๆบ่นพึมพำในเชิงปฎิเสธอยู่ในลำคอ น้ำตาไหลพราก พลันก็เกิดความมุ่งมั่นบางอย่างแว่บเข้ามาในห้วงความคิด จึงรีบตอบรับกับแม่ว่าพรุ่งนี้จะเอาไปคืนเพื่อน แต่.. ปฏิบัติการ ทัวร์ เดอ สระบุรี กำลังจะเริ่มขึ้น
.
Day 1 แผนการณ์ใหญ่มากๆ ที่เด็กผู้ชายตัวน้อยๆคนนึงพึงกระทำได้ ก็คือแผนฝากจักรยานสะท้าน 2 ปฐพี คือ ปฐพีที่ 1 ปั่นไปฝากที่บ้าน โซ้ย กู๋ 细舅 Xì jiù (น้องชายแม่) ที่สะพานควาย หรือ 牛橋 Niú qiáo หงู่กี๊-ออ ในภาษาแต้จิ๋ว แล้วกลับไปบอกอาแหมะว่าขายไปแล้ว คืนนั้นนอนแทบไม่หลับ เพราะแผนฝากจักรยานสะท้าน 2 ปฐพี มาถึง ปฐพีที่ 2 ซึ่งเป็นบ้านของ ตั่ว กู๋ 大舅 Dà jiù (พี่ชายแม่) ซึ่งอยู่ไกลถึง ปั๊ก เพียว 北标 Běi biāo จ.สระบุรี ราว 100 กิโลนิดๆ
.
Day 2 ตื่นแต่ไก่โห่ ราวหกโมง ใส่ชุดเก่งเสื้อยืดกางเกงบอลเขียวทั้งชุด นั่งรถสีเขียวอ่อนสาย 67 (บ.ศรีนคร)ไปถึงบ้าน โซ้ย กู๋( ปฐพีที่ 1) แต่เช้า ประมาณ 7.00 น.ตั้งใจปั่นไปบ้าน ตั่ว กู๋ ที่สระบุรี ( ปฐพีที่ 2)ไม่รู้ทำไมถึงกล้าหาญขนาดนี้กับเด็กประถมปลายสมัยนั้น อายุประมาณ 14-15 ขวบ เดี๋ยวนี้แค่ปั่นไปสะพานควายก็อันตรายแล้ว
.
ผู้เขียนปั่นไปตามถนนวิภาวดีซึ่งสมัยนั้นเรียกถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ถึงแค่ดอนเมืองยังรู้สึกเหนื่อยและเหมือนไกลมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและรักจักรยานคันนี้มาก เลยฮึดขี่ต่อไปเรื่อยๆ สมัยนั้นถนนพหลโยธิน ยังมีแค่ 4 เลน ฝั่งละ 2 เลนไป-กลับ มีไหล่ถนนขรุขระเล็กน้อยเพราะราดด้วยยางมะตอยหยาบ เราก็จะปั่นอยู่ไหล่ถนนนี้ แต่พอรถโล่งก็จะซ่าออกมาขี่ฉวัดเฉวียนไปมากลางถนนซักทีนึงให้สะใจโก๋ แบบปลดปล่อย
.
ตลอดทางจะแวะตามปั๊มน้ำมันซื้อน้ำแข็งใส่น้ำชาถุงใหญ่ ดูด 2-3 จ๊วบ แล้วก็เอามาราดหัวจนเปียกเพราะร้อนมาก แล้วขี่ต่อไปรู้สึกร้อนแดดเผาจนไหม้เกรียมแต่ใจกลับมีความสุขและอิสระอย่างประหลาด ผู้เขียนแวะกินก๋วยเตี๋ยวที่วังน้อย
.
สมัยนั้น..วังน้อยเป็นชุมชนที่ใหญ่มากและคึกคักด้วยร้านค้ามากมาย รถบรรทุก รถโดยสาร บขส จอดให้ผู้โดยสารลงกินข้าวกินน้ำซื้อของจุกจิกกัน ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ถนนมีถึง 10 เลน มีเลนในเลนนอกทำให้ระบบการค้าตามข้างทางซบเซา เงียบเหงา
.
ร้านที่แวะกินก๋วยเตี๋ยวอาแจ้ 阿姐 Ā jiě เจ้าของร้านสังเกตุเห็นผู้เขียนเป็นเด็กน้อยแปลกหน้า ขี่จักรยานมาคนเดียว ตัวดำคล้ำแดด และชุ่มไปด้วยเหงื่อ จึงถามว่า หนูมาจากไหนและจะไปไหน ผู้เขียนเล่าให้ฟังอาแจ้แกถึงกับเอามือทาบอก ร้องออกมาอย่างตกใจว่า ไอ๊หยา ม่อนา ไม่ได้นะอันตรายมาก รีบบอกให้ผู้เขียนเอาจักรยานขึ้นหลังคารถ บขส แกบอกทำได้นะ กระเป๋าเขาจะยกขึ้นให้
.
ตอนนั้นก็เริ่มไม่ไหว เลยคล้อยตามคำแนะนำด้วยความหวังดีของแก แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะกระเป๋าบอกตรงข้ามเลย คือปฏิเสธ แล้วบอกเป็นเชิงเย้ยนิดๆว่า " สระบุรีแค่นี้เองเดี๋ยวก็ถึงแล้ว " คำนี้ก้องในหู พอผู้เขียนได้สติจึงรวบรวมพลังในร่างกายก๊อกสอง เหลือระยะทางอีกกว่า 40 กม. เกินครึ่งทางมานิดนึง และแล้วความพยายามก็ประสบความสำเร็จ
.
ปั่นมาถึงบ้านอาตั่วกู๋ซึ่งอยู่ริมทางรถไฟกลางเมืองสระบุรี เป็นร้านตัดผมชาย ชื่อ คิงส์ ผู้เขียนจอดจักรยานหน้าร้าน แล้วเดินดุ่มๆเข้าไปเปิดตู้เย็นแบบคุ้นเคย เปิดช่องฟรีซ ที่มีกระบอกน้ำและขันใส่น้ำเย็นเจี๊ยบแช่อยู่ ยกดื่มอย่างกระหายเหมือนมาจากทะเลทราย ตัวดำไหม้เกรียม หนังลอกเป็นแผ่นๆ
.
ตั่ว กู๋ 大舅 Dà jiù กับ ตั่ว กิ๋ม 大妗 Dà jìn ถึงกับจำไม่ได้ ช่างและคนที่มารอตัดผมก็งงๆ ตั่ว กู๋ ตกใจมากพอทราบว่าผู้เขียนขี่จักรยานมาจากกรุงเทพ ผู้เขียนรีบบอก ตั่ว กู๋ ว่าอย่าโทรบอกอาแหมะนะ ผู้เขียนเริ่มรู้สึกกลัวความผิด แต่อาแหมะยังไม่เท่าไร อาป๊า(พ่อ)นี่สิ โดนฟาดด้วยเข็มขัดเนื้อแตกแน่ ตั่ว กู๋ ยิ้มและมองมาด้วยสายตาอบอุ่น " ไม่บอกหรอก"
.
การเดินทางไกลวันนี้ ออกจากสะพานควาย 07.00 น. ถึงสระบุรีบ่าย 2 ใช้เวลาปั่นจักรยานแบบชมนกชมไม้ไปถึง 7 ชั่วโมง กับระยะทางตีไปตัวเลขกลมๆ 100 กม. คืนนั้นเลยนอนบ้าน อา ตั่วกู๋ ที่ผู้เขียนคุ้นเคย เพราะมาอยู่ทุกปิดเทอมใหญ่ แต่พอรุ่งเช้าเท่านั้นแหละ ผู้เขียนตื่นนอนลงมาข้างล่าง ก็เจออาแหมะกำลังนั่งสนทนา ต้า อ่วย 呾话 Dá huà อย่างยิ้มแย้มกับพี่ชายคือ ตั่ว กู๋
.
และแปลกอาแหมะไม่ว่าอะไรผู้เขียนเลยสักคำ มีแต่ไถ่ถามเรื่องราวด้วยความห่วงใย วันนั้นเลยฝากรถคันโปรดไว้ที่บ้าน ตั่ว กู๋ และกลับกรุงเทพกับอาแหมะ มาเรียนหนังสือตามปกติ และนับนิ้วนับวันรอเวลาปิดเทอมใหญ่ จะได้มาอยู่บ้านอาตั่วกู๋เหมือนทุกปี ได้มาขี่จักรยานเสือหมอบสีเงินวาววับ กับแก็งค์เพื่อนๆที่นั่นอย่างสนุกสนาน อวดสาวๆสระบุรี
.
จนถึงวันอำลาอาลัย เพราะใกล้เปิดเทอม จึงตัดสินใจขายไปเนื่องจากอาแหมะขอไว้ให้ขี่ที่สระบุรีแล้วพอเปิดเทอมกลับบ้านให้ขายเสียที่นั่นเลย ผู้เขียนตัดใจขายไป 410 บาท ได้กำไรมาตั้ง 10 บาท กับกำไรขี่ถึง 2 เดือน และแผนฝากจักรยานสะท้าน 2 ปฐพี อันสะเทือนเลือนลั่นอยู่ในความทรงจำมาถึง ณ บัดนี้ก็ได้จบลงแบบรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา ในวันลาจากที่จะไม่มีวันลืมเจ้า จักรยานเสือหมอบ ตัวถังอลูมิเนียมสีเงินเงาวับจับตา อันเป็นที่รักคันนั้น
.
มีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ และวีรกรรมนี้ เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ลูกๆหลานๆอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จะทำให้พ่อแม่เป็นห่วง ปัจจุบัน อาป๊า อาแหมะ และ ตั่ว กู๋ โซ้ย กู๋ ต่อ ที เต้ง 在天堂 Zài tiāntáng อยู่บนสวรรค์ กันหมดแล้ว ยามใดที่คิดถึงพวกท่าน ได้แต่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า จะแลเห็นแววตาและรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของพวกท่านเสมอ
.
*มีภาษาจีนกลาง ตัวสะกด pin-yin และคำอ่านแต้จิ๋ว ประกอบเนื้อเรื่อง
ป.ล.เรื่องราวต่างๆมาจากเหตุการณ์จริง หากพาดพิงถึงใครขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ผู้เขียนมิได้มีเจตนาอื่นใด นอกจากเล่าย้อนอดีตความทรงจำในวัยเด็กอันสดใสและมีความสุข
.
"เรากลับไปแก้ไขอดีต..ไม่ได้ แต่ เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด..ได้" อาลั้นเด็กหลังตลาด/เตี่ยงหม่อโผ่วเกี้ย