โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ว่าด้วยปฐมบทแห่ง'หงสาวดี'เปิดพงศาวดารพม่าหาสาเหตุที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ต้องชิงแผ่นดิน'โยดะยา'

The Better

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 13.16 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 11.41 น. • THE BETTER

ในบันทึกประวัติศาสตร์'มหาราชวงศ์ ฉบับใหม่' (Yazawin Thit) กล่าวถึงเขตแดนของเมียนมาเอาไว้ว่า

"ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโนรธาถึงพระเจ้านรสีหบดี อาณาเขตของอาณาจักรเมียนมาคือ รัฐยะไข่ ธันยวดี มิตสาคีรี เตต มโรทางทิศตะวันตก เมืองพะโค ซึ่งมีเจ้าเมืองคือ พระเจ้าตราพระยา มีชื่ออีกว่า นักปะโมน เมืองเมาะตะมะ มีเจ้าเมืองคือ วาริยุ (พระเจ้าฟ้ารั่ว), โยดะยา (อยุธยา), ตะนาวศรี, ทวาย, สุโขทัย, พิษณุโลก, ละคร (ลำปาง), สีมา, อะจอ, เมืองซาน, ล้านช้าง, ล้านช้างละแวก, อาซี, มยินตนาเมล (เวียดนาม?), ยอ, เชียงใหม่, เขิน, เชียงตุง, ลื้อ, เชียงฮุ่ง, เมืองมาว, สีเควน, โฮตา, ลาตา, โมนา, เมืองยิน และอีกเก้าประเทศทางตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน" (อ้างอิง 1)

ชื่อของเมืองขึ้นที่เมียนมาอ้างเหล่านี้ผมถอดได้บ้างไม่ได้บ้าง ต้องขออภัยท่านผู้รู้ด้วย เพราะแม้จะพยายามเทียบชือเมืองปัจจุบันแล้วก็ยังมีบางเมืองที่ไม่ทราบที่มาที่ไปจริงๆ

แต่สาระที่จะเสนอก็คือ นี่เป็นดินแดนที่เมียนมาอ้างเป็นดินแดนของตนระหว่างปี ค.ศ. 1044-1287

เช่นเดียวกับแว่นแคว้นอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ เมียนมาก็อ้างดินแดนของตนครอบคลุมไปทั่วถึงล้านนา (ตอนเหนือของไทย) ล้านช้าง (ประเทศลาวและอีสานของไทย) อยุธยา (ตอนกลางของไทย) ตะนาวศรี (ตอนล่างของไทย) แม้แต่ละแวก (กัมพูชา) ไปจนถึงมยินตนาเมลที่เชื่อว่าคือเวียดนาม และไปจนถึงเมืองชนชาติไททางตอนใต้มณฑลยูนนานของจีน

การอ้างแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์ของไทยเช่นกัน จนกระทั่งแม้แต่กัมพูชายุคใหม่ก็พยายามอ้างว่า 'จักรวรรดิ' ของตนมีดินแดนครอบคลุมประเทศต่างๆ แบบนี้เหมือนกัน

เพียงแต่นี่เป็นการอ้างเพียงฝ่ายเดียว หากอีกฝ่ายยอมรับก็ดีไป แต่ไม่เจ้าเอกราชคนใดที่จะยอมเป็นประเทศราชของอีกฝ่ายง่ายๆ

การอ้างของเมียนมา (และเพื่อนบ้าน) แบบนี้ย่อมนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความขัดแย้งนี้กลายเป็นศึกชิงเมืองในรัชกาลพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้แห่งกรุงหงสาวดีและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา

ต้องเท้าความก่อนว่า ในสมัยศตวรรษที่ 13 อาณาจักรพุกามของเมียนมาถูกมองโกลตีแตก ทำให้แผ่นดินแตกเป็นอาณาจักรต่างๆ ตั้งตัวเป็นใหญ่และแย่งชิงอำนาจกันเอง มีทั้งอังวะทางเหนือ เมืองแปรและตองอูตอนกลาง พะโคตอนล่าง และยะไข่ทางตะวันตก

แต่หลังจากศตวรรษที่ 15 แล้ว ตองอูเถลิงอำนาจขึ้นมาเหนืออาณาจักรอื่นๆ ทั้งหมด และสถาปนาจักรวรรดิอันแข็งแกร่งขึ้นมาในรัชกาลพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะรวมแผ่นดินเมียนมาที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง แต่ยังทรงต้องการดินแดนที่บรรพบุรุษเมียนมาอ้างกรรมสิทธิ์ด้วย ซึ่งดินแดนเหล่านั้นอยู่ในอาณัติของ 'โยดะยา'

'โยดะยา' คือคำเรียกประเทศไทยหรืออาณาจักรอยุธยา (หรือที่คนไทยเรียกเพี้ยนไปว่าโยเดีย) โยดะยาหรือโยทะยานั้นมีเมืองหลวงคือกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเมียนมาเรียกว่า 'ทวารวดี'

กรุงตองอูและกรุงทวารวดีศรีอยุธยานั้นมีดินแดนคาบเกี่ยวกันคือพื้นที่ที่มีเทือกเขาตะนาวศรีกั้นไว้ ฝั่งตะวันออกคือกาญจนบุรีของไทย อีกฝั่งคือเมืองทวายซึ่งเป็นเมืองของชนชาติพม่าแต่บางครั้งก็ขึ้นกับไทย ใต้ลงไปเป็นเมืองตะนาวศรีซึ่งเป็นเมืองของไทยมาแต่โบราณ

เลยจากทวายขึ้นไปคือเมืองเย เมืองมะละแม่ง และเมืองเมาะตะมะ ดินแดนเหล่านี้คือเมืองของชนชาติมอญ บางครั้งก็ขึ้นกับอยุธยาบางครั้งก็เป็นอิสระ จนกระทั่งท้ายที่สุดถูกตองอูกลืนไปเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ

แม้จะทรงตีเมืองมอญได้ทั้งหมด ตั้งแต่หงสาวดีมาจนถึงเมืองเมาะตะมะ มะละแหม่ง และเมืองเย แต่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงไว้พระทัยชาวมอญมาก ช่วงใช้ชาวมอญในราชการอย่างกว้างขวาง ทั้งยังทรงย้ายเมืองหลวงจากตองอูมายังหงสาวดีอันเป็นเมืองหลวงของชาวมอญ

เมื่อได้รัฐของชาวมอญแล้ว เหลือแค่สองแผ่นดินที่พระองค์หมายตา คือ ยะไข่และอยุธยา

'มหาราชวงศ์ ฉบับใหม่' กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

"ในสมัยตองอู มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรเพื่อนบ้านอยู่สองแบบ คือ ความสัมพันธ์กับโยดะยา (อยุธยา) ทางทิศตะวันออก และความสัมพันธ์กับอารกัน (ยะไข่) ทางทิศตะวันตก ความสัมพันธ์กับโยดะยาเริ่มต้นในสมัยพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เมื่อพระองค์ทรงพิชิตเมืองเมาะตะมะและชายฝั่งทางใต้ คือ เมาะตะมะ มะละแหม่ง และทวาย โยดะยาถือว่าดินแดนเหล่านี้เป็นของตน และมองว่าการพิชิตครั้งนี้เป็นการรุกรานดินแดนของตน พวกเขาได้กำหนดดินแดนเหล่านี้เป็นของตนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1350 แล้ว ดังนั้น นับตั้งแต่ที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้พิชิตเมืองชายฝั่งเหล่านี้ ชาวโยดะยาจึงรอคอยโอกาสอันดีที่จะยึดคืนดินแดนเหล่านั้น โอกาสนั้นมาถึงในไม่ช้าเมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงยกทัพไปรบกับรัฐยะไข่ ชาวไทยฉวยโอกาสที่กองกำลังพม่าอยู่ห่างไกลจากทางทิศตะวันออกเข้าโจมตีเมืองท่าต่างๆ ของตะนาวศรี"

"เมื่อพระมหากษัตริย์แห่งโยดะยาทรงทราบว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงยกทัพไปยะไข่ พระองค์จึงทรงส่งกาญบุรีซาและดอกะตะซา (ผู้ว่าราชการกาญบุรีและตาก) พร้อมช้าง 200 เชือก ม้า 1,000 ตัว และทหาร 60,000 นาย ไปโจมตีเมืองทวาย แต่กองทัพทวายถอยทัพกลับไปยังเมืองเย เมื่อพญาอูทรงแจ้งแก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระองค์จึงทรงส่งลคุนพยินเป็นแม่ทัพเรือนำกองเรือขนาดใหญ่ 100 ลำ เรือขนาดเล็ก 300 ลำ และทหาร 40,000 นาย ไปยังเมืองทวาย กองทัพเยซา ('ซา' หมายถึงเจ้าเมือง) เมาะละแหม่งซา ไตกะลาซา สะโตงซา อาคกซา ละกุนพยินซา และจัตมโยซา ถูกส่งทางบกพร้อมช้าง 200 เชือก ม้า 20,000 ตัว และทหาร 80,000 นาย กองทัพภาคสนามของโยดะยาไม่กล้าอยู่ในเมืองทวาย จึงถอยทัพไปยังเมืองตะนาวศรี ดเวซา (เจ้าเมืองทวาย) ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทวายอีกครั้ง หลังจากนั้นกองทัพพม่าก็ยกทัพไปยังเขตทองผาภูมิ เมื่อไปถึงที่นั่น เจ้าเมืองกาญจนบุรีได้เผชิญหน้ากับเจ้าเมืองเย ชื่อตินกะยา พวกเขาประลองฝีมือกันโดยใช้ช้าง ช้างของเจ้าเมืองกาญจนบุรีหันหลังวิ่งหนี แต่ก็ถูกไล่ตาม เจ้าเมืองกาญจนบุรีถูกหอกของกลางช้าง (พนักงานนั่งกลางช้างคอยส่งอาวุธให้ผู้ควบคุมช้างที่นั่งส่วนหัว) แต่เขาก็ขี่ม้าหนีไปได้ ตะเมงตันไลก์ (นักรบพม่าอีกคนหนึ่ง) ขี่ช้างที่กำลังเป็นตกมัน เผชิญหน้ากับข้าราชการของโยดะยาชื่อออกพญานคร (?) ผู้ซึ่งโจมตีด้วยช้างของตนเอง ช้างของโยดะยารับรู้ถึงอาการตกมันของช้างพม่าและวิ่งหนี แต่ก็ถูกไล่ตามและออกพญาถูกจับได้ กองทัพทั้งหมดของโยดะยาจึงล่มสลายและเชลยจำนวนมาก รวมถึงช้างและม้าถูกจับ หลังจากเอาชนะ (ศัตรูที่) ทองผาภูมิแล้ว เจ้าเมืองทองผาภูมิก็รั้งตำแหน่งเดิมไว้เพื่อเฝ้ารักษาพื้นที่ เมื่อกษัตริย์ทรงทราบว่ากองทัพของพระองค์ขับไล่พวกโยดะยาได้แล้ว พระองค์จึงทรงเรียกกองกำลังกลับและพระราชทานรางวัลแก่ผู้ที่ทำคุณงามความดี" (อ้างอิง 1)

"เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงทราบข่าวการรุกรานตะนาวศรีของโยดะยา พระองค์จึงรีบเสด็จกลับจากยะไข่ไปยังหงสาวดี แล้วทรงวางแผนรบกับไทย จากนั้น พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงมีพระราชดำรัสให้ยกทัพไปยังทวาย เมื่อโยดะยาทราบว่ากองทัพพม่ากำลังยกทัพมา จึงละทิ้งทวายที่ยึดครองอยู่ และถอยทัพกลับไปยังตะนาวศรี เนื่องจากกำลังพลไม่เท่ากัน หลังจากยึดทวายคืนได้แล้ว กองทัพพม่าก็ไล่ตามกองทัพไทยไปจนถึงค่ายทองผาภูมิ ซึ่งโยดะยาพ่ายแพ้ในการรบ ดูเหมือนว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จะทรงดูหมิ่นโยดะยา เพราะกองทัพของพวกเขาพ่ายแพ้อย่างยับเยิน นี่จึงเป็นเหตุผลที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงยกทัพไปปราบปรามโยดะยา หลังจากได้รับชัยชนะที่ทวายแล้ว พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็ไม่ทรงคำนึงถึงไทยอีกต่อไป และทรงวางแผนที่จะผนวกโยทะยาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนพระองค์ จากนั้นพระองค์จึงยกทัพจากหงสาวดีไปยังโยดะยาในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1548 กองทัพพม่าเข้ายึดโยดะยาผ่านช่องเขาเจดีย์สามองค์ เนื่องจากกองทัพโยดะยาต่อสู้ป้องกันกรุงศรีอยุธยาอย่างแข็งขัน กองทัพพม่าจึงไม่สามารถยึดเมืองได้ อย่างไรก็ตาม ในการรบครั้งหนึ่ง พระอนุชาของกษัตริย์โยดะยาถูกจับตัวไปพร้อมกับพระโอรสและพระราชบุตรเขยดังนั้น กษัตริย์โยดะยาจึงขอให้ปล่อยตัวพระอนุชา พระโอรส และพระราชบุตรเขย แลกกับการได้รับช้าง 30 เชือก เงิน 300 ชั่ง และภาษีจากท่าเรือตะนาวศรีเป็นประจำทุกปี" (อ้างอิง 1)

ข้อเสนอนั้นอยู่ในพระราชสาส์นไปถึงพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งอยุธยา ใน 'มหาราชวงศ์ ฉบับใหม่' กล่าวว่า "ขณะที่พระมหากษัตริย์ [พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้] กำลังเตรียมยกทัพไปพิษณุโลกและสุโขทัยหลังจากเสด็จถึงกำแพงเพชร พระมหากษัตริย์แห่งอยุธยาได้ส่งคำร้องขอต่อไปนี้"

ทวารวดี (หมายถึงกรุงศรีอยุธยา) ผ่านทางเมียวซาของโยดะยา (เจ้าเมืองอยุธยา) กล่าวกับพระเป็นเจ้า [พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้] ว่า

“ข้าพเจ้าได้เตรียมกองทัพ ช้าง และม้าไว้เพื่อประลองกับพระองค์ หลังจากได้ยินว่าพระองค์กำลังยกทัพมา [แต่] เพราะอำนาจของพระองค์ ข้าพเจ้าจึงไม่กล้าประลอง จึงส่งโอรส น้องชาย และลูกเขยไปแทน แต่ (กองทัพ) พวกเขาทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ราชสำนักของท่านทำลาย โปรดเถิด พระเป็นเจ้าผู้ทรงอำนาจ โปรดเมตตาและปล่อยตัวบุตรชาย ลูกเขย และน้องชายของข้าพเจ้า หากท่านปล่อยตัวบุตรชายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะแสดงความจงรักภักดีโดยการส่งช้างศึก 30 เชือก และรายได้จากภาษีศุลกากรของท่าเรือตะนาวศรีทุกปี” ในขณะนี้ ข้าพเจ้าขอส่งช้างชื่อบยัต-จี และบยัต-เง เป็นของขวัญแห่งการถวายความเคารพ" (อ้างอิง 1)

'มหาราชวงศ์ ฉบับใหม่' กล่าวว่า "พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงยอมรับข้อเสนอ และด้วยวิธีนี้ทั้งสองพระองค์จึงบรรลุข้อตกลงกัน แม้ว่าพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จะไม่ได้ยึดเมืองอยุธยาตามพระประสงค์ แต่ดูเหมือนว่าการได้รับช้าง 30 เชือก เงิน 300 ชั่ง และภาษีจากท่าเรือตะนาวศรีทุกปีนั้นไม่ใช่เรื่องที่ขัดกับพระประสงค์ของพระองค์"

พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ทรงปฏิบัติตามคำขอของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและยังปฏิบัติต่อพระราชวงศ์โยดะยาที่จับตัวมาด้วยความกรุณา 'มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า' (Maha Yazawin) ฉบับแปลของนายต่อ กล่าวไว้ว่า

"พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจึงตรัสให้เอาช้างปลาดน้อยปลาดใหญ่แต่งเครื่องอานลายทอง แล้วทรงตรัสให้เลือกคัดเอาช้างที่มีลักษณะงามอีก ๒ ช้าง รวมเป็น ๔ ช้าง กับเครื่องราชบรรณาการแลสาตราอาวุธเป็นอันมาก แล้วทรงมอบให้กับออกญาพิษณุโลก กับออกญาสวรรคโลก ซึ่งเป็นพระราชอนุชาของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยานั้นไปถวาย ทรงให้ถือน้ำพิพัฒน์สัจจาแทนพระองค์ที่พระเจ้าตะบิงสอยตี (พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้) ครั้นออกญาพิษณุโลกกับออกญาสวรรคโลกคุมเครื่องราชบรรณาการเสด็จมาถึงก็เข้ามาถวายแก่พระเจ้าตะบิงสอยตีๆ ก็ทรงรับเครื่องราชบรรณาการไว้ แล้วรับสั่งให้ออกยาพิษณุโลกครับออกญาสวรรคโลกถือน้ำพิพัฒน์สัจจา ครั้นถือน้ำพิพัฒน์สัจจาเสร็จแล้ว พระองค์มีรับสั่งให้ผู้คุมปลดเครื่องราชพันธนาการที่พระราชบุตรเขยแลพระอนุชาแลพระราชบุตรของพระเจ้าอยุธยาออกแล้วรับสั่งให้นุ่งห่มเครื่องทรงตามเดิม แล้วให้มาเฝ้าที่พลับพลาในขณะนั้นพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แลเครื่องอุปโภคให้กับพระราชบุตรแลพระราชบุตรเขยแลพระอนุชาพระเจ้ากรุงศรีเป็นอันมาก ซึ่งพระราชทานให้กับพระราชบุตรของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยานั้นคือกล่องหมากเสวยแปดเหลี่ยมประดับทับทิม ๓ แถว ๑ พระเต้าสุวรรณภิงคาร ๑ กาพระสุธารศประดับทับทิม ๑ อานลายทองกับช้างพลาย ๑ ช้าง อานช้างลายทองประดับทับทิม ๑ อานลายทองกับช้างพัง ๑ ช้าง กลองรบลายทอง ๙ ใบเถาหนึ่ง ปี่เงิน ๒ คัน แตรเงิน ๒ คัน สัปทนทอง ๔ คัน"

ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงพระราชทานเครื่องอิสริยยศแก่พระอนุชาและพระราชบุตรเขยของพระเจ้ากรุงทวารรวดีศรีอโยธยาอย่างเต็มที่ ข้อมูลส่วนนี้บางท่านอาจจะเห็นว่าฟุ่มเฟือยเกินกว่าที่จะบันทึกไว้ในพงศาวดาร แต่เครื่องยศเหล่านี้แหละที่เป็นเครื่องบอก "น้ำใจกษัตริย์" ของพระเจ้ากรุงหงสาวดี ดังนั้นควรที่เราจะกล่าวถึงเพื่อให้เข้าใจความนัยของประวัติิาสตร์ ดังต่อไปนี้

"แล้วพระราชทานให้กับพระอนุชาของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยานั้นคือ กล่องหมากเสวย ๖ เหลี่ยมประดับทับทิม ๑ แถว ๑ พระเต้าสุวรรณภิงคารประดับทับทิม ๑ แถว ๑ กาพระสุธารศประดับทับทิม ๑ แถว ๑ บ้วนพระโอษฐนาก ๑ ช้างพลาย ๑ อานลายทอง ๑ ช้างพัง ๑ สัปทน ๒ คัน กลองรบ ๗ ใบเถา ๑ ปี่เงิน ๓ คัน แตร ๓ คัน"

"แล้วพระราชทานให้กับพระราชบุตรเขยของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาคือ กล่องหมากเสวย ๖ เหลี่ยมประดับทับทิม ๑ แถว ๑ พระเ ต้าพระสุวรรณภิงคารประดับทับทิม ๑ แถว ๑ กาพระสุธารสประดับทับทิม ๑ แถว ๑ บ้วนพระโอษฐนาก ๑ ช้างพลายกับอานลายทอง ๑ ช้างพังกับอานลายทอง ๑ สัปทน ๒ คัน กลองรบ ๗ ใบเถา ปี่เงิน ๓ คัน แตรเงิน ๓ คัน เมื่อพระองค์พระราชทานเสร็จแล้วมีรับสั่งให้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา"

"ในขณะนั้นพระองค์พระราชทานเครื่องยศและเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับออกญาพิษณุโลกและออกญาสวรรคโลกซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าอยุธยาตามสมควร แล้วพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับท้าวพระยาสามนต์ของพระเจ้าอยุธยาซึ่งเมื่อครั้งจับไว้ได้ในคราวรบกันนั้นเป็นอันมาก แล้วปล่อยให้กลับไปกรุงศรีอยุธยาสิ้น"

"ครั้นขุนนางข้าราชการฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยากลับไปได้ ๒ วัน พระองค์ทรงเสด็จกลับพระนครหงษาวดี แต่ช้างม้ารี้พลที่ตามไม่ทันนั้นพระองค์ทรงมอบให้กับพระยาอู (พญาอู) ผู้รักษาเมืองมรแมง (มะละแหม่ง) คุมตามเสด็จไป แต่พระองค์เสด็จถึงกรุงหงษาวดี (หงสาวดี) ณ เดือนห้า ขึ้น ๓ ค่ำ" (อ้างอิง 2)

พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ไม่ได้ทรงพิชิตโยดะยา ทรงกลับไปยังหงสาวดีแล้วทรงไม่ได้กรำศึกอีก ทั้งยังทรงโปรดเสวยน้ำจันทร์จนเสียราชการ กระทั่งทรงเลิกคิดที่จะแผ่แสนยานุภาพ ทั้งหมดนี้เพราะลุ่มหลงคำเพ็ดทูลของฝรั่งชาวโปรตุเกส

ในหนังสือ History of Burma ของ G. E. Harvey นักการทูต นักประวัติศาสตร์ และนักวิชาการชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์พม่า กล่าวถึงช่วงปลายรัชกาลของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เอาไว้ว่า

"แต่เมื่อเสด็จกลับจากสยาม พระองค์ทรงคบหากับชายหนุ่มชาวโปรตุเกส และทรงสูญเสียคุณธรรมแห่งกษัตริย์ ฟรังคีผู้นี้เป็นนักผจญภัยที่ออกเดินทางจากมะละกาพร้อมเรือเจ็ดลำและเรือสำเภาจำนวนมากเพื่อโจมตีสุลต่านแห่งอาเจะ เมื่อพ่ายแพ้ เขาจึงหนีไปพร้อมกับเรือสำเภาที่เหลือและทหาร 300 นายไปยังเมืองเมาะตะมะ ซึ่งเจ้าเมืองได้ส่งเขาไปเข้าเฝ้าในราชสำนักภายใต้การนำของกษัตริย์ (พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้) เขาได้รับความโปรดปรานอย่างสูงจากความสามารถในการล่าสัตว์ด้วยอาวุธใหม่ที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่ง นั่นคือ ปืนไฟ กษัตริย์เสด็จไปล่าสัตว์กับพระองค์ และด้วยความชื่นชมจึงพระราชทานนางกำนัลหลวงให้เจ้าฝรั่งคีเป็นพระมเหสี เจ้าฝรั่งคีสอนเมียให้ปรุงอาหารเจ้าฝรั่งคีถวายกษัตริย์ และถวายน้ำองุ่นให้พระองค์ดื่ม น้ำองุ่นนั้นทำให้กษัตริย์พอพระทัยมาก จนพระองค์เรียกเจ้าฝรั่งคีมายังที่ประทับและดื่มด้วยกัน พวกคนเถื่อนเตรียมสุราด้วยเหล้าหวาน และกษัตริย์ก็ดื่มจนเสียพระสติ ไม่เคารพภรรยาของคนอื่น ฟังคำสั่งให้ส่งคนไปประหารชีวิต บุเรงนองกล่าวคัดค้านพระองค์กล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่เหมาะสมกับกษัตริย์ สมควรจะปรับปรุงพระองค์เสีย” กษัตริย์ทรงตอบว่า “ข้าได้ผูกมิตรกับสุราแล้ว ข้าไม่คิดว่าข้าจะจัดการเรื่องการปกครองได้ อย่านำคำร้องใดๆ มาให้ข้า ปล่อยให้ข้าสนุกสนานเถอะ” บางครั้งพระองค์ก็เสด็จไปร่วมงานเลี้ยง แต่บางครั้งก็ไปไม่ได้ บุเรงนองจึงตั้งคณะขุนนางที่ดีที่สุดให้คอยจับตาดูพระองค์ และเมื่อมีคำสั่งประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็จะคอยกำกับไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ เหล่าเสนาบดีชาวพม่า ไทใหญ่ และมอญ เข้าเฝ้าบุเรงนอง ขอให้บุเรงนองขึ้นครองบัลลังก์ บุเรงนองตอบว่า "ความกตัญญูในฐานะพี่น้องและความจงรักภักดีเป็นสิ่งที่เรามีต่อพระมหากษัตริย์ ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายได้กล่าวไว้แล้ว จงบอกแก่ข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว อย่าบอกแก่ผู้อื่น" (อ้างอิง 2)

จากนั้นบุเรงนองก็จับกุมเจ้าฝรั่งคีผู้เป็นทหารรับจ้างคนสนิทของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ จ่ายเงินชดเชยให้ แล้วส่งออกตัวนอกประเทศ

แต่ชะตาของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นั้นขาดเสียแล้ว History of Burma เล่าต่อมาว่า

"พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เสเด็จไปประทัยอยู่ที่ปันตะเนาง์ ในเขตมะอูบิน ในการดูแลของขุนนางมอญ ส่วนบุเรงนองไปจัดการกับการกบฏที่นำโดยพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นบุตรนอกสมรสของราชวงศ์มอญหงสาวดี ซึ่งถอดจีวรออกและสวมตำแหน่งสมิงทอ และเข้ายึดครองตะโกง (ย่างกุ้ง) และเมืองทะละ บุเรงนองก็ไล่ล่าเขาไปในมองเมียะและแม่น้ำพะสิม ในไม่ช้า แต่ขุนนางมอญได้ส่งคนของตนไปทูลพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เพื่อเชิญพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ออกจากปันตะเนาง์เข้าไปในป่าโดยอ้างว่าแกะรอยพบช้างเผือกตัวหนึ่ง และในเย็นวันหนึ่ง มหาดเล็กเชิญดาบก็ได้บั่นพระเศียรจนขาด และพวกมอญสังหารข้าราชบริพารชาวพม่า ยกทัพมาตั้งรกรากที่สะโตง ขับไล่ข้าราชบริพารของบุเรงนองออกจากพะโค และตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ชื่อสมิงสอตุต" (อ้างอิง 2)

การสวรรคตของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้มีเกร็ดที่น่าอัศจรรย์บันทึกไว้ใน'มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า' กล่าวคือ "เวลายามเศษน้องสมิงจอทุดก็ฟันที่พระศอ พระเศียรขาดตกลงไปอยู่ใต้พระแท่น ครั้นย่ำรุ่งก็ดูพระศพเห็นพระเนตรยังกลอกไปมาอยู่แต่เช้าจน ๓ โมงเช้าเศษพระเนตรจึงนิ่งปรกติ ในเวลานั้นสมิงจอทุดเห็นเป็นมหัศจรรย์ จึงนำความไปถามกับโชติการามพระอาจารย์ๆ ทำนายว่านิมิตอันนี้สืบไปข้างหน้า พวกพม่าจะได้ครองราชสมบัติกรุงหงษาวดีต่อไป ครั้นพระอาจารย์ทำนายแล้วก็ขอพระศพของพระเจ้าตะบิงสอยตีมาทำเมรุ ครั้นทำเมรุแล้วก็เอาพระอัฐินั้นใส่หม้อทองคำแล้วไปฝังไว้ที่ทิศชอบกล"

นี่คือจุดจบของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ผู้ที่เกือบจะได้เป็น 'พระจักรพรรดิราช' ปกครองจตุรทิศ ทรงสวรรคตอย่างที่คนทั่วไปเรียกว่า "ตายโหง"

แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิที่พระองค์วางรากฐานไว้ ซึ่งจะมีผู้สานต่อให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม คือบุรุษที่มีชื่อว่า 'บุเรงนอง'

และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิชิตโยดะยาของหงสาวดีเท่านั้น

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

หนังสืออ้างอิง

  • Tenasserim History Project, References To Tenasserim, Mergui And Dawei In Myanmar Chronicles, vol. 1, 2024, opensource.
  • นายต่อ (แปล), มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า.
  • Harvey, G.E., History of Burma: from the earliest times to March 1824, 1925, Longmans Green, London.

Photo - (ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา) ขุนนางพม่าสมัยราชวงศ์คองบอง สมัยศตวรรษที่ 19 แต่งกายในเครื่องแบบทหาร ภาพจาก Colgate University Libraries

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...