โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผวาไทยล้มละลายซ้ำรอยเวเนฯ-อาร์เจน “กรณ์” ห่วงรัฐบาลไร้วินัยคลัง สะกิด “อนุทิน” หยุดนิสัยโยนลูก เน้นทำงานเป็นทีมเวิร์ค

THE ROOM 44 CHANNEL

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ผวาไทยล้มละลายซ้ำรอยเวเนฯ-อาร์เจน “กรณ์” ห่วงรัฐบาลไร้วินัยคลัง สะกิด “อนุทิน” หยุดนิสัยโยนลูก เน้นทำงานเป็นทีมเวิร์ค พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านเข้าเงี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กบัทาง The Room 44 ถึงการบริหารงานของรัฐบาลที่ครบ 1 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของทีมเศรษฐกิจและรัฐบาลว่า ใช่ เพราะโครงสร้างของทีมที่ไปดึงคนที่คิดว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญมา แต่สุดท้ายยุทธศาสตร์และนโยบายองค์รวม ไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพไปพร้อมกัน มันก็ยากสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่จะทำงานและประสบความสำเร็จในการทำงานได้ ทั้งนี้ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 52-53 สาเหตุสำคัญ เพราะมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่เข้าใจปัญหา ใส่ใจในปัญหา ช่วยคิด ไม่ใช่มีอะไรก็โยนให้ตนหมด นายกฯไม่เคยโยนมาให้ ทุกอย่างทำด้วยกัน รวมถึงมีรองนายกฯด้านเศรษฐกิจอีกด้วย อาจมีเรื่องที่กระทบต่อประชาชน ก็ต้องปรึกษารัฐมนตรีคนอื่น ไม่ได้ทำงานแบบเป็นไซโล รวมถึงรัฐมนตรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย ทำงานใกล้ชิดกันมาก ต้องทำงานร่วมกับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม หรือนายเนวิน ชิดชอบ บ้าง เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา ตนไม่ได้มีความรู้สึกว่ารัฐบาลนี้ทำงานแบบนั้น เหมือนกับโยนความรับผิดชอบให้คนโน้นคนนี้ ทั้งที่โดยลำพังตัวรัฐมนตรีทำไม่ได้ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่แบกรับภาระแบบนั้นได้

เมื่อถามว่าพ.ร.ก.เงินกู้4แสนล้าน เกิดแรงเสียดทานต่อรัฐบาลในระยะยาวอย่างไร นายกรณ์ตอบว่า ทำงานในสภามาเกือบเดือน แต่รู้สึกเรื่องมันเยอะมากเลย ยังไม่นับกรณีปัญหาผลผลิตทางเกษตรราคาตกต่ำ ในที่ประชุมสภาพยายามเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา(กมธ.) สุดท้ายสส.ฝ่ายรัฐบาลปฏิเสธ ประชาชนคงค่อยๆสะสมความรู้สึกว่า ทำไมราคาพืชผลเกษตรไม่สำคัญหรือ ตั้งกมธ.ขึ้นมาช่วยติดตามปัญหาให้กับเกษตรกร ทำไมแค่นี้ทำไม่ได้ อารมณ์แบบนี้ไม่ควรที่ปล่อยให้สะสมมากเกินไป ไม่เช่นนั้นทำให้ประชาชนไว้วางใจลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้รัฐบาลทำงานยากขึ้น เมื่อถามว่าพ.ร.ก.เงินกู้จุดไหนที่มีน้ำหนักที่สุดขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะหยิบขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงประกอบกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นายกรณ์ตอบว่า มีหลายประเด็น ในฐานะเคยบริหารคลังมาก่อนขอบอกว่า พ.ร.บ.หนี้สาธารณะมีเพดานเปิดช่องให้กู้เงินมาใช้ในงบประมาณปกติได้มากพอสมควร งบประมาณปี 70 รัฐบาลกู้ได้ถึง 8 แสนล้านบาท ไม่มีรัฐบาลไหนกู้มากเท่านี้มาก่อน แต่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้กรณีกู้ต้องจำเป็นจริงและฉุกเฉิน มีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง หลีกเลี่ยงไม่ได้ เงินในงบประมาณไม่เพียงพอ ถึงออกพ.ร.ก.เงินกู้ได้ ไม่ใช่กู้พร่ำเพรื่อ อ้างประชาชนเดือดร้อน ทั้งที่ใช้งบประมาณปกติได้

“รัฐบาลระบุว่าปรับงบประมาณปี 70 ไม่ทัน การโอนงบปี 69 เดิมที่ระบุมีถึงแสนล้าน พอทอดเวลาออกไปข้าราชการแต่ละกระทรวงรีบใช้เงินรีบเบิกจ่าย เพื่อไม่ต้องเอาเงินคืน สุดท้ายอาจได้แค่ 2 หมื่นล้าน แบบนี้ไม่ใช่การบริหารในยามวิกฤติ เพราะปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามกลไกปกติ ไม่เป็นอะไร สุดท้ายรัฐบาลออกพ.ร.ก. มันไม่ใช่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สมมติปล่อยให้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ใช้เงินเท่าไหร่ เอาไปแจกประชาชน เอาไปทำโครงการนี้ หากคิดแบบนี้ไม่ต้องมีกรอบเพดานการกู้เงิน ไม่ต้องมีเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาจำกัด เราพร้อมอยู่กันแบบนี้หรือไม่ เราเชื่อใจนักการเมืองหรือไม่ว่า จะไม่มีรัฐบาลหรือนักการเมืองที่สุดท้ายกู้เยอะ กู้ได้จนประเทศเจ๊งกลายเป็นเวเนซุเอลา อาร์เจนตินา แล้วถึงมาพยายามกู้สถานการณ์กันทีหลัง”นายกรณ์ระบุ

เมื่อถามว่ารัฐบาลโอนงบประมาณปี 69 รีดไขมันงบประมาณ ออกพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ในฐานะที่เป็นขุนคลังคงเห็นภาพวิกฤติซ้อนวิกฤติ ในอนาคตประเทศไทยมีโอกาสเกิดวิกฤติการเงิน การคลังและหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้นอย่างไร นายกรณ์ตอบว่า มันเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เพราะงบประมาณต้องเป็นงบขาดดุลไปอีกนานเท่านั้น ยังมองไม่เห็นกลับไปสู่งบสมดุลเมื่อไหร่ เพราะโครงสร้างค่าใช้จ่ายของประเทศเพิ่มมากขึ้น เพดานหนี้สาธารณะอีก 1ปีก็ทะลุ ประเด็นคือทะลุแล้วไม่หยุดด้วย ฝ่ายที่ประเมินความเสี่ยง นักลงทุนที่จะมาลงทุนระยะยาวต้องมองอนาคต ถ้าอย่างนั้นอีก 10 ปีหนี้สาธารณะทะลุ 100 % ถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศไทยจะเอาอยู่หรือไม่ ดังนั้นวินัยทางการคลัง ไม่ใช่คำพูดที่ไกลตัว จับต้องไม่ได้ วินัยทางการคลังกับทุกข์สุขของประชาชน สุดท้ายมันเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าไม่มีวินัยการคลังสุดท้ายประชาชนจะเดือดร้อนมาก

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...