AI กำลังมาแย่งงาน หรือนายจ้างแค่ปั่นกระแส?
นับตั้งแต่ต้นปี เราก็เผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่หลายระลอก นอกจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่สร้างความปั่นป่วนในตลาดพลังงานแล้ว คือข่าวการปลดพนักงานจำนวนมากของบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์อย่าง Oracle บริษัทฟินเทคอย่าง Block หรือแม้กระทั่งแนวหน้าของตลาดอย่าง Amazon และ Meta ที่ตบเท้าออกมาประกาศ ‘ลดคน’ แม้ราคาหุ้นในตลาดจะบ่งชี้ว่าบริษัทเหล่านี้ต่างอยู่ในช่วงขาขึ้น แนวโน้มที่สำคัญคือ บริษัทเหล่านี้แทบไม่ได้เพิ่มการจ้างงานเลยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
หรือว่านี่คือสัญญาณการเริ่มต้นของ ‘หายนะ’ ที่บริษัทกำลังจะใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาแทนคนทำงาน เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งอธิบายการตัดสินใจปรับโครงสร้างครั้งนี้ว่าเกี่ยวข้องกับ AI
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลโดยเหล่านักวิจัยและหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ กลับฉายภาพตรงกันข้าม นักข่าว The New York Times ถึงขนาดแปะป้ายปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ฟอกเอไอ’ (AI Washing) ซึ่งหมายถึง การที่บริษัทไล่พนักงานออกโดยให้เหตุผลว่าจะใช้ AI ทดแทน แต่ความจริงแล้ว AI ในปัจจุบันยังไม่ได้มีศักยภาพในการทำงานเพียงพอ
ไม่ได้มีเพียงนักข่าวเท่านั้นที่สังเกตพบปรากฏการณ์ดังกล่าวแซม อัลตฺ์แมน (Sam Altman) ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท OpenAI เองก็ยังกล่าวในงาน India AI Impact Summit เมื่อต้นปีนี้ว่าการเลิกจ้างพนักงานที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเพียงการ ‘ฟอกเอไอ’ โดยอ้างว่า AI เป็นเหตุผลให้ลดจำนวนพนักงาน แต่ความจริงแล้วบริษัทวางแผนดังกล่าวไว้เนิ่นนาน เนื่องจากแรงกดดันทางการเงิน อัลต์แมนย้ำว่า AI มาแทนที่คนทำงานบางส่วนจริง แต่ยังไม่ใช่ส่วนใหญ่ และการแทนที่พนักศึกษากงานด้วย AI จะยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้
การศึกษาที่สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และออสเตรเลียกว่า 6,000 คนพบว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทราว 7 ใน 10 ใช้งาน AI แบบเชิงรุก โดยส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งไม่นานนักและมีผลิตภาพสูง นอกจากนี้ ผู้บริหารราว 2 ใน 3 ยังใช้งาน AI เป็นประจำเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1.5 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากมองในอีก 3 ปีข้างหน้า เหล่าผู้บริหารคาดว่า AI จะนำไปสู่การลดจำนวนพนักงานเพียง 0.7% เท่านั้น ขณะที่เหล่าพนักงานมองว่า ในอนาคต AI อาจทำให้บริษัทเพิ่มการจ้างงานด้วยซ้ำ
ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอชวนไปทำความเข้าใจว่า เทรนด์เลิกจ้างมีสาเหตุจากอะไรกันแน่ พร้อมทั้งกล่าวถึงนโยบาย AI ฉบับที่ไม่ทำร้ายคนทำงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์เสนอไว้ว่าอย่างไร
4 ปัจจัยเบื้องหลังเทรนด์เลิกจ้าง
เราทุกคนคงยังไม่ลืมการระบาดของโควิด-19ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจแปลกประหลาด เมื่อกิจกรรมในโลกจริงต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากมาตรการจำกัดการระบาด โลกออนไลน์จึงเฟื่องฟูเป็นพลุแตก นี่คือสาเหตุที่เหล่าบริษัทเทคโนโลยีหว่านจ้างพนักงานจำนวนมหาศาลในช่วงเวลาไม่กี่ปี เช่นแอมะซอน ที่จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว โดยบางช่วงเวลาจ้างพนักงานเฉลี่ยถึง 2,800 คนต่อวันแต่เมื่อโลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติ บริษัทก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะต้องเลี้ยงดูพนักงานที่จ้างมาเกินความจำเป็น เมื่อผนวกเข้ากับอีกปัจจัยหนึ่ง คืออัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่ขยับมาเป็นขาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มจาก 0% ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เป็นราว 5% ในปี 2023 แรงกดดันเหล่านี้เองที่ทำให้บริษัทปรับโครงสร้างองค์กร เนื่องจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในอดีต
อีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนอย่างชัดเจนว่า การเลิกจ้างนั้นไม่ได้เกิดจาก AI คือการเติบโตของตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีในประเทศอินเดีย ซึ่งรับงานจ้างจากบริษัทในสหรัฐฯ อีกทอดหนึ่ง บทความจากหนังสือพิมพ์ The Economist เปิดเผยว่า ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของอินเดียต่างขยายกำลังคนอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา สอดคล้องกับการนำเข้าบริการดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลแบบคลาวด์หรือการจัดเก็บข้อมูลของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นงานสายเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกแทนที่ด้วย AI แต่อย่างใด เพียงแค่ย้ายถิ่นฐานสู่มือพนักงานไอทีในอินเดีย
ปัจจัยสุดท้ายที่บริษัทต้องเลิกจ้างพนักงานก็คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับ การลงทุนที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่า AI สามารถมาทำงานต่างๆ แทนที่พนักงานได้ แต่เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณมหาศาล ภายใต้งบประมาณของบริษัทที่มีอยู่อย่างจำกัด เหล่าบริษัทเทคโนโลยีจึงเลือกหั่นงบประมาณด้านบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การฝึกอบรม รวมถึงงบประมาณสนับสนุนต่างๆ เพื่อนำมาลงทุนกับ AIนี่คือหนึ่งในประเด็นที่มักถูกมองข้ามและจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของบริษัทเอง
อ่านถึงตรงนี้เราก็พอจะสรุปได้ว่า การปลดพนักงานครั้งใหญ่ของเหล่าบริษัทเทคโนโลยี ยังไม่นับเป็นสัญญาณเตือนว่า AI กำลังจะมาแย่งงานเรา แต่เป็นเพียงการ ‘ฟอกเอไอ’ ที่เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ใช้ข่าวเรื่อง AI มาบังหน้าการตัดสินใจปลดคนงาน เนื่องจากการจ้างงานที่ล้นเกินความจำเป็นและสถานการณ์ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ออกแบบนโยบาย AI ให้เป็นมิตรกับพนักงาน
แม้ว่าเราจะพอสบายใจได้บ้างว่า AI ในปัจจุบันจะยังไม่มาแย่งงานในมือเราไปแบบฉับพลันทันที อย่างไรก็ตาม AI ก็ใช่ว่าจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการจ้างงานการศึกษาเบื้องต้นโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบ ‘สัญญาณเตือน’ ถึงการจ้างงานในกลุ่มพนักงานจบใหม่ (อายุ 22 ถึง 25 ปี) ที่ลดลงราว 16% โดยเปรียบเทียบในขณะที่การจ้างงานพนักงานที่มีประสบการณ์ยังค่อนข้างคงที่ สอดคล้องกับการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ใช้ข้อมูลการประกาศจ้างงานผ่านแพลตฟอร์ม LinkedIn พบว่า บริษัทที่เริ่มใช้งาน AI แบบรู้สร้าง (Generative AI) มีแนวโน้มประกาศรับพนักงานระดับเริ่มต้นน้อยลง 8-10%เมื่อเทียบกับบริษัทที่ไม่ใช้งาน AI ดังกล่าว
โจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือ คือการออกแบบนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนา AI ให้เป็นมิตรกับคนทำงาน
กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่วางรากฐานแนวคิดด้าน AI คือ ดารอน อาเซโมกลู (Daron Acemoglu) เดวิด ออเตอร์ (David Autor) และไซมอน จอห์นสัน (Simon Johnson) นักเศรษฐศาสตร์สถาบันชั้นแนวหน้าของโลก ที่หันมาศึกษาเกี่ยวกับ AI อย่างเข้มข้นโดยชี้แนวทางAI ที่เป็นมิตรกับคนทำงาน (Pro-Worker AI)คือเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทักษะและความเชี่ยวชาญของมนุษย์ โดยขยายศักยภาพของแรงงาน
เส้นทางการพัฒนาดังกล่าวเหมาะสมกับ AI มากที่สุด เนื่องจาก AI แตกต่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะเอไอเรียนรู้จากตัวอย่าง โดยสามารถสังเคราะห์ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน แล้วนำไปพัฒนาสมรรถนะที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในโค้ดตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม AI ยังประสบปัญหาสำคัญคือ มันมีอาการ ‘หลอน’ จึงนับว่าขาดความแม่นยำและไม่เหมาะที่จะปล่อยให้ทำงานเพียงลำพังแบบอัตโนมัติ แต่มีคุณค่าในฐานะผู้ร่วมงาน ซึ่งจะช่วยให้มนุษย์สามารถตัดสินใจได้ดีและทำงานมีประสิทธิภาพกว่าในอดีต
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการพัฒนา AI ในปัจจุบันดูจะไม่เป็นเช่นนั้น นักวิจัยในแวดวง AI ต่างเดินหน้าคิดค้นปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในทุกมิติ โดยมองการที่มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการทำงานเป็น ‘ปัญหาที่ต้องแก้ไข’ แทนที่จะพัฒนา AI ให้มาเพิ่มศักยภาพมนุษย์ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่หลายคนจะกังวลกับทิศทางการพัฒนาดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวในการทดแทนแรงงานค่าแรงสูงด้วยระบบอัตโนมัติ เนื่องจากการลดพนักงานจะสร้างผลประโยชน์เข้ากระเป๋าบริษัท แต่ผลักภาระอื่นๆ คืนสู่สังคม ที่สำคัญ เม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ กลับได้รับประโยชน์ทางภาษีมากกว่าการจ้างงาน โดยบริษัทต้องแบกรับภาระ ทั้งเรื่องภาษี ประกันสุขภาพ สวัสดิการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอีกสารพัดสำหรับการจ้างงานบุคลากรหนึ่งคน ขณะที่แทบไม่เสียอะไรเพิ่มเติมในการลงทุนกับระบบ แรงจูงใจดังกล่าวทำให้บริษัทแทนที่มนุษย์ด้วยเครื่องจักร แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วมนุษย์จะยังทำงานดังกล่าวได้ดีกว่าก็ตาม
ประการสุดท้ายคือ รัฐต้องเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิแรงงาน กระบวนการทำงานของมนุษย์คือความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญที่ไม่ควรถูกช่วงชิงไปแบบฟรีๆ แต่ปัจจุบันข้อมูลดังกล่าวถูกป้อนเพื่อนำไปฝึกฝน AI แบบไร้กรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่ง เช่นMeta ติดตั้งซอฟต์แวร์ติดตามการเคลื่อนไหวของเมาส์และรูปแบบการทำงานของพนักงานแล้วนำข้อมูลไปป้อนเพื่อฝึกฝนพนักงาน AI (AI Agents)โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ระบบอัตโนมัติจัดการงานทั่วไป นี่คือการช่วงชิงทักษะความรู้ความสามารถของมนุษย์และทลายแรงจูงใจที่พนักงานคนหนึ่งจะฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รัฐจึงต้องเข้ามากำกับดูแลให้สิทธิพนักงานในการครอบครองข้อมูล ขีดความสามารถ และผลผลิตสร้างสรรค์ของตนเอง โดยควรมีสิทธิปฏิเสธหรือได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม หากบริษัทจะนำข้อมูลของเราไปใช้ฝึกฝน AI
เทรนด์การปลดพนักงานครั้งใหญ่ในปัจจุบันนับเป็นการ ‘ฟอกเอไอ’ ก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ในอนาคต AI จะไม่สามารถพัฒนาจนมาแทนที่พวกเราได้ นี่คือเหตุผลที่รัฐไม่ควรอยู่เฉยโดยไม่เข้ามาคุ้มครองแรงงาน เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าการพัฒนาของเทคโนโลยี คือแรงจูงใจในระบอบทุนนิยมที่หวังจะทดแทนแรงงานด้วยเครื่องจักร แล้วกวาดผลกำไรเข้ากระเป๋า
เอกสารประกอบการเขียน
Did A.I. Take Your Job? Or Was Your Employer ‘A.I.-Washing’?
The tech jobs bust is real. Don’t blame AI (yet)
Why AI won’t wipe out white-collar jobs
New Frontiers: The Origins and Content of New Work, 1940–2018
ควรกลัว AI หรือกลัวทุนนิยม? ข้อตกลงของเหล่าแรงงานและแนวทางกุมบังเหียน AI