โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

AI กำลังมาแย่งงาน หรือนายจ้างแค่ปั่นกระแส?

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 09 พ.ค. เวลา 08.55 น. • THE MOMENTUM

นับตั้งแต่ต้นปี เราก็เผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่หลายระลอก นอกจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่สร้างความปั่นป่วนในตลาดพลังงานแล้ว คือข่าวการปลดพนักงานจำนวนมากของบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์อย่าง Oracle บริษัทฟินเทคอย่าง Block หรือแม้กระทั่งแนวหน้าของตลาดอย่าง Amazon และ Meta ที่ตบเท้าออกมาประกาศ ‘ลดคน’ แม้ราคาหุ้นในตลาดจะบ่งชี้ว่าบริษัทเหล่านี้ต่างอยู่ในช่วงขาขึ้น แนวโน้มที่สำคัญคือ บริษัทเหล่านี้แทบไม่ได้เพิ่มการจ้างงานเลยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

หรือว่านี่คือสัญญาณการเริ่มต้นของ ‘หายนะ’ ที่บริษัทกำลังจะใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาแทนคนทำงาน เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งอธิบายการตัดสินใจปรับโครงสร้างครั้งนี้ว่าเกี่ยวข้องกับ AI

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลโดยเหล่านักวิจัยและหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ กลับฉายภาพตรงกันข้าม นักข่าว The New York Times ถึงขนาดแปะป้ายปรากฏการณ์นี้ว่า ‘ฟอกเอไอ’ (AI Washing) ซึ่งหมายถึง การที่บริษัทไล่พนักงานออกโดยให้เหตุผลว่าจะใช้ AI ทดแทน แต่ความจริงแล้ว AI ในปัจจุบันยังไม่ได้มีศักยภาพในการทำงานเพียงพอ

ไม่ได้มีเพียงนักข่าวเท่านั้นที่สังเกตพบปรากฏการณ์ดังกล่าวแซม อัลตฺ์แมน (Sam Altman) ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท OpenAI เองก็ยังกล่าวในงาน India AI Impact Summit เมื่อต้นปีนี้ว่าการเลิกจ้างพนักงานที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นเพียงการ ‘ฟอกเอไอ’ โดยอ้างว่า AI เป็นเหตุผลให้ลดจำนวนพนักงาน แต่ความจริงแล้วบริษัทวางแผนดังกล่าวไว้เนิ่นนาน เนื่องจากแรงกดดันทางการเงิน อัลต์แมนย้ำว่า AI มาแทนที่คนทำงานบางส่วนจริง แต่ยังไม่ใช่ส่วนใหญ่ และการแทนที่พนักศึกษากงานด้วย AI จะยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้

การศึกษาที่สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และออสเตรเลียกว่า 6,000 คนพบว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทราว 7 ใน 10 ใช้งาน AI แบบเชิงรุก โดยส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งไม่นานนักและมีผลิตภาพสูง นอกจากนี้ ผู้บริหารราว 2 ใน 3 ยังใช้งาน AI เป็นประจำเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1.5 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากมองในอีก 3 ปีข้างหน้า เหล่าผู้บริหารคาดว่า AI จะนำไปสู่การลดจำนวนพนักงานเพียง 0.7% เท่านั้น ขณะที่เหล่าพนักงานมองว่า ในอนาคต AI อาจทำให้บริษัทเพิ่มการจ้างงานด้วยซ้ำ

ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอชวนไปทำความเข้าใจว่า เทรนด์เลิกจ้างมีสาเหตุจากอะไรกันแน่ พร้อมทั้งกล่าวถึงนโยบาย AI ฉบับที่ไม่ทำร้ายคนทำงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ระดับปรมาจารย์เสนอไว้ว่าอย่างไร

4 ปัจจัยเบื้องหลังเทรนด์เลิกจ้าง

เราทุกคนคงยังไม่ลืมการระบาดของโควิด-19ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจแปลกประหลาด เมื่อกิจกรรมในโลกจริงต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากมาตรการจำกัดการระบาด โลกออนไลน์จึงเฟื่องฟูเป็นพลุแตก นี่คือสาเหตุที่เหล่าบริษัทเทคโนโลยีหว่านจ้างพนักงานจำนวนมหาศาลในช่วงเวลาไม่กี่ปี เช่นแอมะซอน ที่จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว โดยบางช่วงเวลาจ้างพนักงานเฉลี่ยถึง 2,800 คนต่อวันแต่เมื่อโลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติ บริษัทก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะต้องเลี้ยงดูพนักงานที่จ้างมาเกินความจำเป็น เมื่อผนวกเข้ากับอีกปัจจัยหนึ่ง คืออัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่ขยับมาเป็นขาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มจาก 0% ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เป็นราว 5% ในปี 2023 แรงกดดันเหล่านี้เองที่ทำให้บริษัทปรับโครงสร้างองค์กร เนื่องจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในอดีต

อีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนอย่างชัดเจนว่า การเลิกจ้างนั้นไม่ได้เกิดจาก AI คือการเติบโตของตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีในประเทศอินเดีย ซึ่งรับงานจ้างจากบริษัทในสหรัฐฯ อีกทอดหนึ่ง บทความจากหนังสือพิมพ์ The Economist เปิดเผยว่า ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของอินเดียต่างขยายกำลังคนอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา สอดคล้องกับการนำเข้าบริการดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลแบบคลาวด์หรือการจัดเก็บข้อมูลของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นงานสายเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกแทนที่ด้วย AI แต่อย่างใด เพียงแค่ย้ายถิ่นฐานสู่มือพนักงานไอทีในอินเดีย

ปัจจัยสุดท้ายที่บริษัทต้องเลิกจ้างพนักงานก็คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แต่อย่าเข้าใจผิดนะครับ การลงทุนที่ว่านี้ไม่ได้แปลว่า AI สามารถมาทำงานต่างๆ แทนที่พนักงานได้ แต่เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณมหาศาล ภายใต้งบประมาณของบริษัทที่มีอยู่อย่างจำกัด เหล่าบริษัทเทคโนโลยีจึงเลือกหั่นงบประมาณด้านบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การฝึกอบรม รวมถึงงบประมาณสนับสนุนต่างๆ เพื่อนำมาลงทุนกับ AIนี่คือหนึ่งในประเด็นที่มักถูกมองข้ามและจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของบริษัทเอง

อ่านถึงตรงนี้เราก็พอจะสรุปได้ว่า การปลดพนักงานครั้งใหญ่ของเหล่าบริษัทเทคโนโลยี ยังไม่นับเป็นสัญญาณเตือนว่า AI กำลังจะมาแย่งงานเรา แต่เป็นเพียงการ ‘ฟอกเอไอ’ ที่เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ใช้ข่าวเรื่อง AI มาบังหน้าการตัดสินใจปลดคนงาน เนื่องจากการจ้างงานที่ล้นเกินความจำเป็นและสถานการณ์ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ออกแบบนโยบาย AI ให้เป็นมิตรกับพนักงาน

แม้ว่าเราจะพอสบายใจได้บ้างว่า AI ในปัจจุบันจะยังไม่มาแย่งงานในมือเราไปแบบฉับพลันทันที อย่างไรก็ตาม AI ก็ใช่ว่าจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการจ้างงานการศึกษาเบื้องต้นโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบ ‘สัญญาณเตือน’ ถึงการจ้างงานในกลุ่มพนักงานจบใหม่ (อายุ 22 ถึง 25 ปี) ที่ลดลงราว 16% โดยเปรียบเทียบในขณะที่การจ้างงานพนักงานที่มีประสบการณ์ยังค่อนข้างคงที่ สอดคล้องกับการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ใช้ข้อมูลการประกาศจ้างงานผ่านแพลตฟอร์ม LinkedIn พบว่า บริษัทที่เริ่มใช้งาน AI แบบรู้สร้าง (Generative AI) มีแนวโน้มประกาศรับพนักงานระดับเริ่มต้นน้อยลง 8-10%เมื่อเทียบกับบริษัทที่ไม่ใช้งาน AI ดังกล่าว

โจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือ คือการออกแบบนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนา AI ให้เป็นมิตรกับคนทำงาน

กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่วางรากฐานแนวคิดด้าน AI คือ ดารอน อาเซโมกลู (Daron Acemoglu) เดวิด ออเตอร์ (David Autor) และไซมอน จอห์นสัน (Simon Johnson) นักเศรษฐศาสตร์สถาบันชั้นแนวหน้าของโลก ที่หันมาศึกษาเกี่ยวกับ AI อย่างเข้มข้นโดยชี้แนวทางAI ที่เป็นมิตรกับคนทำงาน (Pro-Worker AI)คือเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทักษะและความเชี่ยวชาญของมนุษย์ โดยขยายศักยภาพของแรงงาน

เส้นทางการพัฒนาดังกล่าวเหมาะสมกับ AI มากที่สุด เนื่องจาก AI แตกต่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะเอไอเรียนรู้จากตัวอย่าง โดยสามารถสังเคราะห์ข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน แล้วนำไปพัฒนาสมรรถนะที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในโค้ดตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม AI ยังประสบปัญหาสำคัญคือ มันมีอาการ ‘หลอน’ จึงนับว่าขาดความแม่นยำและไม่เหมาะที่จะปล่อยให้ทำงานเพียงลำพังแบบอัตโนมัติ แต่มีคุณค่าในฐานะผู้ร่วมงาน ซึ่งจะช่วยให้มนุษย์สามารถตัดสินใจได้ดีและทำงานมีประสิทธิภาพกว่าในอดีต

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการพัฒนา AI ในปัจจุบันดูจะไม่เป็นเช่นนั้น นักวิจัยในแวดวง AI ต่างเดินหน้าคิดค้นปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในทุกมิติ โดยมองการที่มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการทำงานเป็น ‘ปัญหาที่ต้องแก้ไข’ แทนที่จะพัฒนา AI ให้มาเพิ่มศักยภาพมนุษย์ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่หลายคนจะกังวลกับทิศทางการพัฒนาดังกล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวในการทดแทนแรงงานค่าแรงสูงด้วยระบบอัตโนมัติ เนื่องจากการลดพนักงานจะสร้างผลประโยชน์เข้ากระเป๋าบริษัท แต่ผลักภาระอื่นๆ คืนสู่สังคม ที่สำคัญ เม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ กลับได้รับประโยชน์ทางภาษีมากกว่าการจ้างงาน โดยบริษัทต้องแบกรับภาระ ทั้งเรื่องภาษี ประกันสุขภาพ สวัสดิการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และอีกสารพัดสำหรับการจ้างงานบุคลากรหนึ่งคน ขณะที่แทบไม่เสียอะไรเพิ่มเติมในการลงทุนกับระบบ แรงจูงใจดังกล่าวทำให้บริษัทแทนที่มนุษย์ด้วยเครื่องจักร แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วมนุษย์จะยังทำงานดังกล่าวได้ดีกว่าก็ตาม

ประการสุดท้ายคือ รัฐต้องเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิแรงงาน กระบวนการทำงานของมนุษย์คือความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญที่ไม่ควรถูกช่วงชิงไปแบบฟรีๆ แต่ปัจจุบันข้อมูลดังกล่าวถูกป้อนเพื่อนำไปฝึกฝน AI แบบไร้กรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่ง เช่นMeta ติดตั้งซอฟต์แวร์ติดตามการเคลื่อนไหวของเมาส์และรูปแบบการทำงานของพนักงานแล้วนำข้อมูลไปป้อนเพื่อฝึกฝนพนักงาน AI (AI Agents)โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ระบบอัตโนมัติจัดการงานทั่วไป นี่คือการช่วงชิงทักษะความรู้ความสามารถของมนุษย์และทลายแรงจูงใจที่พนักงานคนหนึ่งจะฝึกฝนจนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รัฐจึงต้องเข้ามากำกับดูแลให้สิทธิพนักงานในการครอบครองข้อมูล ขีดความสามารถ และผลผลิตสร้างสรรค์ของตนเอง โดยควรมีสิทธิปฏิเสธหรือได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม หากบริษัทจะนำข้อมูลของเราไปใช้ฝึกฝน AI

เทรนด์การปลดพนักงานครั้งใหญ่ในปัจจุบันนับเป็นการ ‘ฟอกเอไอ’ ก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ในอนาคต AI จะไม่สามารถพัฒนาจนมาแทนที่พวกเราได้ นี่คือเหตุผลที่รัฐไม่ควรอยู่เฉยโดยไม่เข้ามาคุ้มครองแรงงาน เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าการพัฒนาของเทคโนโลยี คือแรงจูงใจในระบอบทุนนิยมที่หวังจะทดแทนแรงงานด้วยเครื่องจักร แล้วกวาดผลกำไรเข้ากระเป๋า

เอกสารประกอบการเขียน

Did A.I. Take Your Job? Or Was Your Employer ‘A.I.-Washing’?

The tech jobs bust is real. Don’t blame AI (yet)

Why AI won’t wipe out white-collar jobs

Firm Data on AI

New Frontiers: The Origins and Content of New Work, 1940–2018

ควรกลัว AI หรือกลัวทุนนิยม? ข้อตกลงของเหล่าแรงงานและแนวทางกุมบังเหียน AI

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...