“จีนต้อนรับผู้นำต่างชาติหัวกระไดไม่แห้ง”
“จีนต้อนรับผู้นำต่างชาติหัวกระไดไม่แห้ง”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
ตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานการณ์สู้รบนับวันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อเมริกาถล่มอิหร่านอย่างไม่ปรานีถึงขนาดประกาศอย่างโหดเหี้ยมว่า จะทำให้อิหร่านกลับไปมีสภาพเหมือนอยู่ในยุคหิน การสู้รบที่อเมริกาใช้อิสราเอลเป็นตัวแทนในการก่อสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ แม้จะจำกัดขอบเขตความรุนแรงอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ผลของมันขยายตัวไปทั่วโลก เพราะอิหร่านแก้เผ็ดด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุส ไม่ให้เรือขนส่งน้ำมันจากทั่วโลกแล่นผ่าน ส่งผลให้ทั่วโลกขาดแคลนน้ำมัน ความเสี่ยงขยายตัวออกไปเกินพื้นที่ความขัดแย้ง แล้วย้อนกลับมากระทบต่อประเทศที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงทั่วโลก
ภาวะดังกล่าวบีบบังคับให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ จากการพึ่งพามหาอำนาจอเมริกาเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การกระจายความสัมพันธ์ให้กว้างออกไปเพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ให้กับประเทศของตน
การสู้รบที่รุนแรงและยืดเยื้อ ทำให้อเมริกาเริ่มเผชิญกับเสียงคัดค้านภายในประเทศ ความนิยมแม้แต่ในพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์เองก็นับวันตกต่ำ เสียงเรียกร้องให้ทรัมป์ลาออกดังขึ้น ๆ เรื่อย ๆ .. ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ “จีน” มหาอำนาจอันดับที่ 2 ก็เริ่มขยับบทบาทขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการทูตเชิงรุกและบทบาทที่เป็นกลาง วางตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง อยู่นอกการเผชิญหน้า และการใช้กำลังทหาร ประเทศต่าง ๆ จึงเริ่มประเมินใหม่ว่าการยึดติดอยู่กับวอชิงตันฝ่ายเดียว เป็นการสร้างความมั่นคงหรือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับตนกันแน่
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ประเทศต่าง ๆ เริ่มเปิดพื้นที่ให้กับมหาอำนาจใหม่ ที่มีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ของความขัดแย้ง ยืนหยัดใช้การเจรจาเป็นทางออก ประคับประคองเสถียรภาพโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้กับโลกมากขึ้น นี่เป็นจุดที่ทำให้สายตาของหลาย ๆ ประเทศเริ่มหันไปหา “ปักกิ่ง” ซึ่งได้เสนอแนวทางที่แตกต่างจากวอชิงตันอย่างสิ้นเชิง ยืนหยัดอยู่ภายในกรอบการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเคารพอธิปไตยของกันและกัน ยึดกติกาสากลเป็นฐานของการบริหารจัดการ ซึ่งหลักการเหล่านี้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศทั้งหลาย ที่ต้องการลดแรงกดดันของความขัดแย้ง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศตนและของโลกเป็นหลัก
ในทางปฏิบัติ จีนกลายเป็นจุดหมายของการหารือในระดับผู้นำ ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ มีผู้นำหลากหลายประเทศ และตัวแทนจากเขตแคว้นต่าง ๆ เดินทางเข้าพบสีจิ้นผิงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพันธมิตรนาโต้ของสหรัฐฯ และตัวแทนจากตะวันออกกลาง เช่น มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ดแห่งอาบู ดาบี สเปน อังกฤษ แคนาดา ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ฯลฯ แม้แต่โดนัลด์ ทรัมป์เอง ก็เร่งวันเร่งคืนให้ถึงวันที่จะได้เดินทางไปปักกิ่งตามที่นัดไว้กับสีจิ้นผิง ซึ่งจะตกอยู่ในระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่ง Economist Intelligence Unit (EIU) วิเคราะห์ว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้ ไม่ได้แสดงถึงการเปลี่ยนขั้วการเมืองไปหาจีนเต็มตัว แต่เป็นการ “ปรับกลยุทธ์ด้วยความรอบคอบ” เนื่องจากนโยบายของทรัมป์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามีความผันผวนสูง ทั้งการตั้งกำแพงภาษีกับพันธมิตร และการสร้างปรากฏการณ์อันเลวร้ายไม่เกรงกลัวกฎหมายกับประเทศเวเนซูเอลา รวมทั้งการทำร้ายผู้นำอิหร่าน ซึ่งเป็นชนวนสงครามในครั้งนี้ หลายประเทศจึงมองว่า การรักษาช่องทางการสื่อสารกับ “จีน” เอาไว้ เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยซึ่งจะต้องยึดเอาไว้ก่อน
อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาเยือนจีนของบรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ ในช่วง 2-3 เดือนมานี้ ไม่ได้มาเจรจาเรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่มีคณะผู้แทนธุรกิจขนาดใหญ่ร่วมเดินทางมาด้วย การพบปะกันครั้งนี้ จึงมีทั้งการเจรจาทางการเมือง และการเจรจาทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลพ่วงมาด้วย โดยเฉพาะเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าของจีน อังกฤษมีตัวแทนจากองค์กรกว่า 60 แห่ง รวมทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ AstraZeneca ที่ประกาศมีแผนมาลงทุนในจีนถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่า ก่อนหน้านี้คนทั่วโลกต่างประหลาดใจที่จีนไม่ได้มีบทบาทแข็งขันในสงครามอิหร่าน ทำให้คิดกันไปว่า ที่แท้จีนอาจแอบส่งอาวุธให้อิหร่านอย่างลับ ๆ เพราะจีนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเตหะรานมานาน ทั้งยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านด้วย
แต่สื่อต่างชาติบางสื่อกลับมองว่า จีนใช้โอกาสนี้นอกเหนือจากการปลุกปลอบใจให้ทุกประเทศยับยั้งชั่งใจ นั่งลงเจรจาอย่างสันติแล้ว ที่สำคัญ จีนฉลาดพอที่จะใช้โอกาสในการพบปะกับผู้นำประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ เรียนรู้จุดยืนและทัศนะของแต่ละประเทศว่า ประเทศไหนมีความพอใจไม่พอใจสหรัฐอเมริกามากน้อยขนาดไหน และกำลังมองหาทางลดการพึ่งพาวอชิงตันให้น้อยลงบ้างหรือไม่
นีล โทมัส นักวิจัยด้านการเมืองจีน สถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี้กล่าวว่า “หลายคนต้องการให้ปักกิ่งมีบทบาทมากขึ้นในฐานะผู้พิทักษ์ความมั่นคง การทูต และเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้าง”