โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต แสดงภาพชิ้นเอกและหุ่นกระบอกของปรมาจารย์ภาพพอร์เทรตพร้อมโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทย

Sarakadee Lite

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 01.29 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 08.26 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

ย้อนไปใน พ.ศ. 2551 หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงนั้นคือโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม 32 ชั้น ติดกับบ้านไม้สองชั้นในซอยเอกมัย กรุงเทพฯ ของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี 2543 ซึ่งบ้านหลังนั้นเป็นทั้งสถานที่ทำงาน แหล่งเรียนรู้ศิลปะหลากแขนง และยังเป็นสถานที่ซ้อมการแสดงหุ่นกระบอกที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรี จึงเกิดกรณีพิพาทว่าการก่อสร้างดังกล่าวอาจก่อความเสียหายต่อโครงสร้างบ้านและภาพเขียน หุ่นกระบอก ฉากละคร ต้นแบบประติมากรรม และต้นแบบร่างจิตรกรรมฝาผนังที่ล้วนประเมินค่าไม่ได้ จนนำไปสู่การระดมทุน เช่น การจัดสร้างพระพุทธรูปองค์จำลองที่อาจารย์จักรพันธุ์ออกแบบ เพื่อนำรายได้จากการให้เช่ามาซื้อที่ดินที่จะก่อสร้างดังกล่าว

อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ขณะเขียนฉากการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก ภายในบ้านซอยเอกมัย (ไฟล์ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)

แม้ในที่สุดโครงการก่อสร้างได้ถูกระงับไปด้วยกระแสต่อต้านที่ขยายวงกว้าง อาจารย์จักรพันธุ์และลูกศิษย์เห็นพ้องกันว่าควรหาพื้นที่แห่งใหม่เพื่อจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรในการเก็บรักษาและจัดแสดงผลงานพร้อมกับโรงละครแสดงหุ่นกระบอก จนนำมาสู่การซื้อที่ดินขนาด 5 ไร่ บริเวณถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2554 และหลังจากใช้เวลา 10 กว่าปี ในที่สุด พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจและทุนทรัพย์ส่วนตัวด้วยงบประมาณทั้งหมดราว 130 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ โดยในเบื้องต้นจะเปิดทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

นอกจากส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว ด้านในยังมีโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทยขนาด 300 ที่นั่ง ด้วยระบบเวที แสง สี เสียงเต็มรูปแบบ และคาดว่าจะเปิดม่านการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในช่วงต้นปี 2570 เรื่องตะเลงพ่าย นี้มีการเขียนบทในปี 2532 และซ้อมการแสดงมาตั้งแต่ปี 2533 ที่บ้านของอาจารย์ในซอยเอกมัย และเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมการซ้อมทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนจนกระทั่งหยุดชะงักไปภายหลังอาจารย์ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือสโตรกในปี 2558

โรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทยขนาด 300 ที่นั่ง

“ช่วงที่เกิดปัญหากับโครงการตึกสูงนั้น ในช่วงแรกก็มีแนวคิดจะหาเงินมาขอซื้อที่ดินตรงที่เขาจะก่อสร้าง พวกเราในนามมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต จึงได้สร้างพระองค์จำลองของพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย หรือเรียกย่อๆ ว่า พระตะเลงพ่าย ที่อาจารย์ออกแบบเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเพื่อใช้เป็นพระประธานในการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่าย และนำมาให้คนเช่าบูชาก็ได้เงินมาพอสมควร แต่ก็ไม่มากพอที่จะขอซื้อที่ดินผืนนั้นในราคา 100 กว่าล้านบาท ยังไม่ได้มีการเจรจาซื้อขายกันหรอก เพราะคิดว่าลองไปหาที่อื่นดูก่อน จนมาเจอที่แห่งนี้เป็นสวนรกร้างมีบึงบัวขนาดใหญ่ มีนก อาจารย์ชอบเลยตัดสินใจซื้อในราคา 30 ล้านบาทในปี 2554 ต่อมาไม่นานก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ กว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ก็ในปี 2559 เพราะต้องหาทุนไปด้วยโดยใช้งบก่อสร้างอาคารอีกราว 100 ล้านบาท” ต๋อง-วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ผู้เป็นทั้งศิษย์เอกและมือขวาที่ทำงานกับอาจารย์จักรพันธุ์มายาวนานกว่า 50 ปี กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

เปิดประตูสู่พิพิธภัณฑ์หลังใช้เวลากว่า 10 ปี

ตัวอาคาร พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ออกแบบเป็น 3 ชั้นบนพื้นที่ 1 ไร่ และมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,000 ตารางเมตร ชั้นล่างเป็นใต้ถุนสูงสำหรับจัดกิจกรรมด้านศิลปะ ชั้น 1 เป็นโรงละครหุ่นกระบอกเพดานสูง 7 เมตรเพื่อรองรับฉากขนาดใหญ่ ร้านขายของที่ระลึก และคาเฟ่ชื่อกระท่อมรจนา ส่วนชั้น 3 เป็นห้องจัดแสดงภาพสเกตช์และภาพจิตรกรรมเรียงตามไทม์ไลน์ประมาณ 100 ชิ้น จำนวน 2 ห้อง และคอลเลกชันหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ตอน “โจโฉแตกทัพ” และ ตะเลงพ่าย

ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ผู้ชมจะได้เห็นตั้งแต่ภาพสเกตช์บนกระดาษในปี 2493 สมัยเรียนที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ภาพสเกตช์รูปเหมือนตนเองในปี 2507 ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบในปี 2509 ขณะเป็นนักศึกษาที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาพเหมือนหรือพอร์เทรตบุคคลต่างๆ ด้วยบรรยากาศและแสงเงาอันเป็นเอกลักษณ์ ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2549 ซึ่งต่อมาได้นำไปเป็นต้นแบบเพื่อขยายเป็นภาพขนาดใหญ่ประดับพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารในพระบรมมหาราชวัง และภาพชิ้นเอกอย่าง “พระลอเสี่ยงน้ำ” และ “พระสุพรรณกัลยาไปพม่า” ในปี 2551 รวมถึงภาพประกอบหนังสือเรื่องพายุพิโรธ (The Tempest) และแมคเบธ (Macbeth) ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ แปลโดย นพมาส แววหงส์ ในปี 2554

ภาพสเกตช์รูปเหมือนตนเองในปี 2507

นอกจากนี้ยังจัดแสดงอุปกรณ์เขียนรูปนอกสถานที่และภาพทิวทัศน์ในจังหวัดจันทบุรีที่ท่านได้ซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักไว้เนื่องจากศรัทธาในพระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย แห่งวัดเขาสุกิม และเริ่มเขียนจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถให้กับวัดเพื่อเป็นพุทธบูชาในปี 2547 และการจำลองมุมทำงานของอาจารย์จักรพันธุ์ที่บ้านในซอยเอกมัยด้วยอุปกรณ์ที่ใช้งานจริงกับรูปวาดที่เขียนค้างไว้

“ทุกรูปมีความผูกพันกับชีวิตและที่นำมาจัดแสดงเป็นประมาณ1 ใน 3 ของคอลเลกชันที่เก็บไว้ที่บ้านในซอยเอกมัย จะมีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนผลงานมาให้ชม เรายังไม่ได้สำรวจและทำทะเบียนผลงานทุกชิ้นอย่างจริงจัง เพราะหลายชิ้นอยู่ในพื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์การแพทย์ เมื่อตอนท่านป่วยด้วยสโตรกด้านขวาก็ทำกายภาพบำบัดด้วยการหัดเขียนและวาดด้วยมือซ้ายแทนซึ่งภาพที่เขียนด้วยมือซ้ายสวยมาก แต่ตอนนี้ท่านมีอาการเกร็งทั้งตัว เขียนรูปไม่ได้แล้ว ตาก็ไม่ค่อยลืม แต่ในวันพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ (16 มีนาคม 2569) ท่านลืมตาและรับรู้ได้” วัลลภิศร์ ผู้เรียนวิชาศิลปะไทยกับอาจารย์จักรพันธุ์ตั้งแต่ปี 2515 ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และติดตามทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์เรื่อยมาจนปัจจุบันกล่าว

ภาพเขียนงดงามแบบ “สกุลช่างจักรพันธุ์”

ในช่วงปี 2508-2517 อาจารย์จักรพันธุ์นิยมวาดภาพเหมือนบุคคลในลักษณะกึ่งนามธรรมโดยใช้ทิวทัศน์ด้านหลังสะท้อนอารมณ์บุคคลในภาพซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในยุคนั้น หนึ่งในภาพชิ้นเอกคือภาพชื่อ “คนนั่ง” ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติในปี 2517 และผู้ชายในภาพที่นั่งในทุ่งเวิ้งว้างสีหม่นนั่นคือ วัลลภิศร์ ซึ่งอาจารย์ให้เขาเป็นแบบในอีกหลายๆ ภาพรวมไปถึงงานมาสเตอร์พีซอย่างงานชุดตัวละครในวรรณคดีไทยเช่นภาพชื่อ “พระลอเสี่ยงน้ำ”

ภาพ “คนนั่ง” ปี 2517 ที่วัลลภิศร์เป็นแบบในภาพ

ภาพเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์นั้นมีส่วนผสมของภาพแบบเรียลลิสติก (realistic) และไอเดียลลิสติก (idealistic) ด้วยการใช้สีที่สะอาด ลวดลายอ่อนช้อย องค์ประกอบและบรรยากาศมีลักษณะกึ่งฝันกึ่งจริงที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวจนได้รับการขนานนามว่าเป็นรูปแบบ “สกุลช่างจักรพันธุ์”

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ มือขวาของอาจารย์จักรพันธุ์ที่ทำงานร่วมกันมากว่า 50 ปี

“ท่านพูดเสมอว่าการเขียนภาพพอร์เทรตให้เหมือนอย่าดูเครื่องหน้า แต่ให้ดูโครงหน้าก่อน ท่านจะลงแบ็กกราวนด์ก่อนและค่อยกลั่นเป็นหน้าคน จากนั้นค่อยๆ เก็บรายละเอียดข้างใน ท่านไม่ใช้ดินสอร่าง แต่จะร่างด้วยสีน้ำมันเลย เพราะหากจะลบหรือปรับแก้สามารถใช้ผ้าเช็ดออกตอนสียังไม่แห้งจะเกลี้ยงกว่าลงด้วยดินสอเสียอีก ท่านเป็นบุคลากรที่ยิ่งใหญ่ แต่อนิจจังไม่มีเวลาให้ความรู้แล้ว ไม่มีใครสืบทอดงานพอร์เทรตได้แม้แต่ตัวผมเอง เพราะผมถนัดงานจิตรกรรมไทย งานออกแบบ และงานช่างมากกว่า”

หุ่นกระบอกสามก๊ก สุดวิจิตรกับกลไกอัศจรรย์

ห้องแรกจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก ตอน “โจโฉแตกทัพ” ราว 50 ตัว และฉากที่อาจารย์จักรพันธุ์และทีมงานในนามมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่า 12 ปี และเป็นการแสดงหุ่นกระบอกอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกของอาจารย์ในปี 2532 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับ 15 รอบการแสดง

หุ่นเล่าปี่

“เวลาจะทำอะไรท่านจะเรียนจริงจัง ไม่ทำส่งเดช ตอนทำเรื่อง สามก๊ก ท่านเชิญครูจีนที่เป็นหัวหน้าคณะหุ่นจากปักกิ่งซึ่งมาเปิดการแสดงที่กรุงเทพฯ พอดีมาช่วยสอนท่ารำ แล้วก็ยังไปดูการแสดงของคณะหุ่นจีนที่มาเล่นตามที่ต่างๆ สมัยก่อนการแสดงหุ่นกระบอกไทยจะนั่งเชิด แต่เมื่อได้ไปดูการแสดงของคณะหุ่นไหหลำแล้วพบว่าเขายืนเชิดทำให้หุ่นเดินสวนกันได้อย่างคล่องตัว เราก็เปลี่ยนมายืนเชิดทำให้ทำฉากพิสดารได้เยอะขึ้นแล้วก็มีการใช้ท่าทางการแสดงแบบงิ้วมาประกอบการเชิดด้วย คุณอำพัน เจริญสุขลาภ (หรือที่รู้จักในชื่อ “เม้ง ป.ปลา”) และภรรยาซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านงิ้วมาช่วยสอน เราก็มาดัดแปลงการเชิดให้หุ่นหันหลังออกเวลาเข้าโรงคล้ายการแสดงงิ้ว” วัลลภิศร์ ผู้ประพันธ์บทหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก อธิบาย

หุ่นจิวยี่สามารถขยับนิ้วเพื่อใช้จับขนหางไก่ฟ้าที่ประดับบนหมวกได้

ในขณะที่หุ่นกระบอกแบบโบราณนั้นไม่สามารถขยับมือได้และไม่มีกลไกซับซ้อนมากนัก แต่อาจารย์จักรพันธุ์สร้างสรรค์หุ่นกระบอกที่สามารถจีบ กำ และจับอุปกรณ์อย่างดาบ พัด และแส้ม้า ได้อย่างสมบูรณ์โดยการร้อยเชือกไขว้สลับคล้ายหุ่นหลวง และกระเดื่องที่ข้อมือหุ่นยังเอื้อให้ข้อมือกระดกได้ทำให้ทำท่าทางต่างๆ ได้ดูสมจริง เช่น หุ่น “จิวยี่” สามารถขยับนิ้วเพื่อใช้จับขนหางไก่ฟ้าที่ประดับบนหมวกได้ หรือมือถือพัดที่ติดกลไกสามารถคลี่และหุบได้ด้วย นอกจากนี้หุ่นกระบอกยังมีสัดส่วนสวยงามสมจริงในทางกายวิภาค หันคอและขยับปากได้พร้อมเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่วิจิตรงดงาม

หุ่นนางบิฮูหยินมีต้นแบบมาจากตุ๊กตาจีนในวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

หุ่นกระบอกจัดแสดงอยู่ภายในตู้กระจกที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น โดยมีหุ่นตัวละครเอกที่อาจารย์จักรพันธุ์ปั้นและเขียนหน้าเอง เช่น หุ่นจิวยี่ หุ่นโจโฉ หุ่นเล่าปี่ หุ่นซุนกวน และหุ่นนางบิฮูหยินที่ได้รูปแบบโครงหน้าและหมวกมาจากตุ๊กตาจีนในวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและเป็นหุ่นตัวแรกที่สร้างขึ้นสำหรับเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีฉากซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปกรรมจีนและไทยผสมกัน เช่น ฉากทิวเขาและแม่น้ำวาดโดยอาจารย์จักรพันธุ์ซึ่งภาพของแม่น้ำมีการวาดลายคลื่นอย่างจิตรกรรมไทย และฉากไหว้ครูเป็นภาพจิตรกรรมไทยประเพณีสีอะคริลิกบนผืนผ้าใบออกแบบวัลลภิศร์

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

จากหุ่นหลวงและหุ่นวังหน้าสู่หุ่นมีชีวิตของจักรพันธุ์

ในปี 2526 อาจารย์จักรพันธุ์และทีมงานได้รับเชิญให้ซ่อมแซมหุ่นหลวงจำนวน 5 ตัว ซึ่งเป็นหุ่นไม้ขนาดใหญ่สูงประมาณ 1 เมตร ใส่เครื่องประดับและแต่งกายเช่นเดียวกับตัวละครในการแสดงโขน ภายในโครงตัวหุ่นมีสายเชือกโยงใยเป็นกลไกสำหรับเชิดหุ่นทำให้เคลื่อนไหวได้คล้ายท่ารำของโขน การที่ได้เรียนรู้ระบบกลไกเคลื่อนไหวของหุ่นหลวงในครั้งนั้นทำให้อาจารย์นำมาปรับใช้กับการทำหุ่นเรื่อง สามก๊ก ได้สมจริงแตกต่างกับหุ่นกระบอกแบบโบราณ

ต่อมาในปี 2536 ได้ซ่อมหุ่นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ หรือ หุ่นวังหน้า ชุดรามเกียรติ์ จำนวน 100 ตัว ซึ่งมีความคล้ายกับหุ่นหลวง แต่มีขนาดเล็กกว่า คือสูงประมาณ 1 ฟุต โดยทั้งหุ่นหลวงและหุ่นวังหน้าปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

อาจารย์จักรพันธุ์เชิดหุ่นพระสุพรรณกัลยา (ไฟล์ภาพ : มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต)

อาจารย์จักรพันธุ์ชื่นชอบหุ่นกระบอกตั้งแต่ในวัย 12 ขวบ เมื่อได้เห็นการแสดงหุ่นกระบอกของ คณะนายเปียก ประเสริฐกุล เป็นครั้งแรกทางโทรทัศน์ ต่อมาในปี 2517 ได้มีโอกาสรู้จักกับ ครูชื้น (ประเสริฐกุล) สกุลแก้ว เจ้าของหุ่นกระบอกคณะนายเปียก ผู้ถ่ายทอดวิชาเชิดหุ่นให้พร้อมกับขายหุ่นกระบอกชุดแรกให้อาจารย์จักรพันธุ์ ท่านได้นำมาซ่อมแซมและสร้างหุ่นเพิ่มจนครบพอเปิดการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณี ตอน “หนีผีเสื้อสมุทร” ในปี 2518 ที่โรงละครแห่งชาติซึ่งนับเป็นการแจ้งเกิดหุ่นกระบอกของอาจารย์จักรพันธุ์และคณะ ตามมาด้วยเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “นางลอย” ในปี 2520 ที่วังสวนผักกาด

“ในช่วงแรกหุ่นเป็นโครงไม้และปั้นด้วยปูนขาวและปูนปลาสเตอร์ จากนั้นปิดกระดาษและเขียนสีและประดับลายด้วยรักทำให้ตัวหุ่นมีน้ำหนักมาก ต่อมามีการพัฒนาใช้อีพ็อกซีผสมผงชันและปิดกระดาษและทาสีรองพื้นเพื่อเขียนหน้าในขั้นตอนต่อไปด้วยสีฝุ่นสำหรับหุ่นชุดสามก๊ก ทำให้หุ่นมีน้ำหนักเบา เชิดได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น ส่วนหุ่นชุดปัจจุบันเรื่องตะเลงพ่าย ทำจากเรซินและมีการสร้างกลไกที่ซับซ้อนมากขึ้นเพื่อทำให้การเคลื่อนไหวสมจริง”

ชุดหุ่นตะเลงพ่าย เพื่อเชิดชูบูรพกษัตริย์ไทยและวีรชน

ส่วนอีกห้องจัดแสดงหุ่นกระบอกราว 200 ตัวเรื่องตะเลงพ่าย เพื่อเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงให้แก่พม่าเมื่อปี 2112 เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเหล่าบรรพชนในอดีต วัลลภิศร์ใช้เวลาเขียนบทเรื่องนี้เพียงแค่ 1 เดือนในปี 2532 และเริ่มซ้อมการแสดงมาตั้งแต่ปี 2533 ที่บ้านของอาจารย์ในซอยเอกมัยและเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมการซ้อมทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนจนกระทั่งหยุดชะงักไปภายหลังอาจารย์ป่วยด้วยโรคสโตรกในปี 2558

หุ่นพระสุพรรณกัลยาประดับด้วยทับทิมสยาม

หุ่นที่สร้างเป็นตัวแรกของชุดนี้คือ “หุ่นพระสุพรรณกัลยา” ในปลายปี 2545 ดวงตาหุ่นทำจากแก้วและใช้วิธีฝังดวงตาลงไปทำให้หุ่นดูราวกับมีชีวิต อาจารย์จักรพันธุ์ออกแบบเครื่องประดับหัวมีลักษณะแบบรัดเกล้าและสร้างจากเงินแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ชุบด้วยทองคำขาวและประดับทับทิมสยาม และยังเขียนหุ่นตัวละครเอกอื่นๆ เช่น หุ่นพระนเรศวร หุ่นพระเอกาทศรถ และหุ่นพระมหาอุปราชา และเป็นผู้เชิดเอง

กลไกของมือหุ่นสามารถเคลื่อนไหวได้ดูสมจริง

กลไกของมือหุ่นยังเคลื่อนไหวได้ดูสมจริง เช่น ฉากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพด้วยการหลั่งน้ำทักษิโณทกนั้นมีการเทน้ำจริงจากภาชนะในมือหุ่น มือหุ่นยังสามารถดึงดาบออกจากฝักได้ทำให้ฉากสู้รบดูสมจริง นอกจากนี้ยังมีกลไกพิเศษที่ประดิษฐ์เป็นครั้งแรกคือกลไกพ่นควันเมื่อมีฉากสูบกล้องยาสูบหรือบ้องกัญชา ส่วนหุ่นช้าง ม้า จระเข้ และไก่ชน ติดตั้งกลไกให้เคลื่อนไหวได้เช่นกัน เช่น ช้างศึกมีเชือกผูกที่หู งวง หาง และขาทั้ง 4 จากนั้นร้อยกับกลไกด้านล่างของตัวช้างมีลักษณะคล้ายรถเข็นทำให้เคลื่อนไหวได้คล่อง

“หลังจากแสดงเรื่อง สามก๊ก จบ อาทิตย์ต่อมาอาจารย์ก็ให้ไปหาเรื่องใหม่มาเล่นอีกแล้ว บอกว่าไม่ใช่ว่าอยากได้ตังค์นะ แต่มันสนุกดี ส่วนตัวผมไม่อยากให้เล่นหุ่นหรอก เพราะกว่าจะทำแต่ละเรื่องเหนื่อยมาก อย่างเรื่องสามก๊ก ใช้เวลา 10 กว่าปีกว่าจะเสร็จ พอทำเรื่องใหม่ก็ต้องศึกษาใหม่และทำทุกอย่างใหม่หมด เขียนเรื่อง ตะเลงพ่าย ผมก็ต้องไปเรียนภาษาพม่า นี่ทำมา 30 กว่าปียังไม่ได้เล่นแบบเต็มรูปแบบเลย”

การแสดงรอบระดมทุนเรื่อง ตะเลงพ่าย ในปี 2562

ทางมูลนิธิเคยเปิดการแสดงเรื่องตะเลงพ่าย ที่โรงละครในพิพิธภัณฑ์เมื่อปี 2562 อย่างไม่เต็มรูปแบบเพื่อระดมทุน ส่วนการแสดงเต็มรูปแบบครั้งแรกจะเปิดม่านได้ในช่วงต้นปี 2570 ในขณะนี้เริ่มมีการซ้อมบ้างแล้วโดยจะใช้คนเชิดทั้งหมดราว 100 คน มีคนเชิดหลัก 30 คน สร้างฉากใหม่เพิ่มอีก 2 ฉาก และใช้เวลาเล่นประมาณรอบละ 3 ชั่วโมงครึ่ง

การจัดสร้างและการแสดงหุ่นกระบอกเป็นการรวมตัวของช่างฝีมือหลายแขนงทั้งงานเขียน งานปั้น ปักผ้า ดนตรีไทย และนาฏศิลป์ จึงใช้เวลานานกว่า 10 ปี กว่าจะเปิดการแสดงสักเรื่องหนึ่ง เพราะแค่ขั้นตอนการสร้างหุ่นตั้งแต่ปั้น เขียนหน้า ทำกลไก ปักดิ้นเลื่อมเครื่องแต่งตัว ก็ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะสำเร็จ ยังไม่รวมการซ้อมเชิดหุ่นและการแต่งเพลงประกอบใหม่ขึ้นมาอีก

อาจารย์จักรพันธุ์เป็นผู้ที่เชิดหุ่นได้งดงามมากและได้รับการฝึกสอนจากปรมาจารย์หลายแขนง ท่านได้เรียนการทำหัวโขนจากครูชิด ดวงใหญ่ เรียนการเชิดหุ่นกับครูชื้น สกุลแก้ว และ ครูวงษ์ รวมสุข เรียนรำละครกับ ครูบุญยัง เกตุคง เรียนปักดิ้นเลื่อมกับครูเยื้อน ภาณุทัต เรียนการบรรจุเพลงประกอบสำหรับแสดงหุ่นกับครูบุญยงค์-ครูบุญยัง เกตุคง และ ครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

สานต่อเจตนารมณ์ในวันที่ผู้นำทัพอ่อนล้า

นอกจากจัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลกชันหุ่นกระบอกแล้ว พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็น “พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้” มีโครงการจะจัดทำกิจกรรมเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้แก่ผู้สนใจ เช่น รำไทย เชิดหุ่น ดนตรีไทย และจิตรกรรมไทย บริเวณรอบอาคารพิพิธภัณฑ์ยังสร้างเป็นสวนเต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติอีกด้วย

“การสร้างและดูแลพิพิธภัณฑ์มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ต้องทำ เพราะเป็นของมีค่าของแผ่นดินทำให้อนุชนได้ดู ท่านเป็นครูและพูดเสมอก่อนเขียนรูปไม่ไหวว่าจะไม่ยอมขายรูป เพราะถ้าขายหมดรูปก็จะไปอยู่ที่บ้านคนรวย นักเรียนนักศึกษาไม่มีโอกาสได้เห็น บางคนว่ารูปท่านแพงมาก เพราะท่านงกเงิน แต่การสร้างหุ่นนั้นต้องใช้เงินเยอะมากทั้งการประดับด้วยเพชรพลอยและผ้าที่ใช้ทำเครื่องแต่งกาย ท่านพูดว่าหุ่นไม่มีวันแก่ ดังนั้นต้องทำให้สวยงามเสมอเพื่อเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ”

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

“ผมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับอาจารย์มานาน แต่เมื่อผู้นำไม่ไหว เราก็ต้องสานต่อให้จบ ผมสนิทกับท่านก็เพราะหุ่น ตอนเรียนที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเรียนหนังสือไม่เก่ง ฐานะทางบ้านก็ไม่ดี ท่านทักผมว่า ‘ทำไมหนูหน้าตาไม่มีความสุขเลย’ ตอนนั้นท่านมักพกหุ่นกระบอกตัวเล็กๆ ติดตัวแล้วก็กล่าวต่อว่า ‘อย่าทุกข์ใจไปเลย ไปเชิดหุ่นกันเถอะ’ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ติดตามทำงานกับท่านเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2515 จนทุกวันนี้ผมอายุ 75 ปีแล้ว”

ผู้มีความประสงค์สนับสนุนพิพิธภัณฑ์สามารถร่วมสมทบทุนผ่านมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต หรือร่วมเช่าพระองค์จำลองของพระพุทธมหาปารมีนุภาพพิสุทธิ์อนุตตรสังคามวิชัย (พระตะเลงพ่าย) หรือสนับสนุนของที่ระลึกต่างๆ เช่น ภาพพิมพ์ หนังสือรวมผลงานจิตรกรรม และหนังสือรวมบทความของอาจารย์ในฐานะคอลัมนิสต์นามปากกา “ศศิวิมล” ที่ร้านขายของที่ระลึกภายในพิพิธภัณฑ์

Fact File

  • พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ตั้งอยู่ที่ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพฯ เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น.
  • ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 300 บาท นักศึกษา 150 บาท นักเรียน 100 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ไม่เสียค่าเข้าชม
  • สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่ โทร.0-2392-7754 หรือ www.facebook.com/chakrabhand

The post เปิด พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต แสดงภาพชิ้นเอกและหุ่นกระบอกของปรมาจารย์ภาพพอร์เทรตพร้อมโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทย appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...