โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

TFG ราคาพุ่งแรง ทำสถิติสูงสุดใหม่ 8.60 บาท โบรกฯ ชี้พื้นฐานเด่นสุดในกลุ่ม

Share2Trade

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 07.59 น. • Share2Trade
TFG ราคาพุ่งแรง_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

TFG ทะยานแรง ราคาหุ้นแตะ 8.60 บาท ทุบสถิตใหม่ โบรกฯ ราคาหุ้นสะท้อนข่าวร้ายไปแล้ว ด้านพื้นฐานดูดี ธุรกิจค้าปลีกลดความผันผวนอัตรากำไร-ราคาหมูในตลาด พร้อมชูแนวโน้มกำไรยังปรับตัวดีกว่ากลุ่ม

รายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG ในการซื้อขายช่วงเช้านี้ได้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงหรือ 6.83% ขึ้นมาแตะระดับ 8.60 บาท และยังเป็นระดับที่ทำจุดสูงสุดในประวัติการณ์

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของ TFG อยู่ที่โครงสร้างธุรกิจ ปัจจุบันประมาณ 40%ของรายได้รวมมาจากเครือข่ายค้าปลีกของบริษัทเอง อย่างร้าน Thai Foods Fresh Market ที่มีราว 600 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 850 สาขาภายในปี 2569

และปีนี้ TFG ได้ปรับกลยุทธ์ธุรกิจหมูจากเดิมที่จะขายในราคาหน้าฟาร์ม เป็นเข้าสู่ระบบค้าปลีกและการจัดจำหน่ายของตนเอง 100% และการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ TFG สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาสูงกว่าราคาตลาดประมาณ 10% ช่วยลดความผันผวนของอัตรากำไรและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหมูในตลาด

เมื่อสัดส่วนค้าปลีกเพิ่มขึ้นและจำนวนสินค้าขยายตัวโครงสร้างกำไร จึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากความผันผวนตามราคาเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์น้อยลง นอกจากนี้ ในแง่ของ Vertical integration ยังช่วยเสริมอำนาจต่อรองและเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอัตรากำไร

ในทางเปรียบเทียบ BTG มีรายได้จากค้าปลีกราว 15% และมีร้านประมาณ 220 สาขา TFG กำลังเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มอาหารแบบ vertically integrated ที่มีอำนาจด้านช่องทางจัดจำหน่ายการเปลี่ยนแปลงนี้สมควรได้รับ Valaution ที่ premium กว่าด้วยซ้ำไป

TFG ยังคงดำเนินธุรกิจโดยเน้นประเทศไทยเป็นหลัก (มีสัดส่วนรายได้จากเวียดนามเพียง 11%ของยอดขายรวม) ขณะที่ BTG มีการดำเนินงานในกัมพูชา ลาว และเมียนมา และ CPF มีรายได้จากต่างประเทศมากกว่าภายในประเทศ (ในประเทศ 38% เทียบกับต่างประเทศ 62%) ครอบคลุมมากกว่า 10 ประเทศ การกระจายตัวทั่วโลกอาจเป็นข้อได้เปรียบในช่วงขาขึ้นแต่ในช่วงขาลงอาจเพิ่มความผันผวนเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งปรับตัวได้ช้า อาจกดดันกำไรรวมอย่างมีนัยสำคัญ

โดยการที่ TFG มีโครงสร้างรายได้ในประเทศไทยเป็นหลักจะช่วยเพิ่มความชัดเจนของกำไรและลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ด้วย ในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินค้าโภคภัณฑ์ ความไม่ซับซ้อนอาจเป็นจุดแข็งก็ได้

นอกจากความเสถียรเชิงโครงสร้างที่มากขึ้นแล้ว โมเมนตัมกำไรก็กำลังปรับตัวดีขึ้น แนวโน้มการปรับประมาณการกำไรของ TFG จากตลาดมีทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และดูต่อเนื่องกว่ากลุ่มฯ ความแข็งแกร่งของอัตรากำไรค้าปลีก ราคาหมูในประเทศที่เป็นปัจจัยหนุน และ operating leverage ที่ดีขึ้น

กำลังสะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการปัจจัยฤดูกาลจะเริ่มเอื้ออำนวยโดยช่วงฤดูร้อนมักทำให้อุปทานปศุสัตว์ตึงตัวพยุงราคาขึ้นผู้บริหารคาดว่าราคาหมูไทยจะฟื้นตัวสู่ระดับ 65–70 บาทต่อกิโลกรัม จากระดับปัจจุบันราว 58 บาทต่อกิโลกรัม ที่ สำคัญปี 2569 คาดว่าจะเผชิญปรากฏการณ์เอลนิโญ่ที่รุนแรงขึ้นซึ่งอาจเพิ่มอากาศร้อนและความแล้งขึ้นราคาถูกกว่าที่ควรเป็น

ทั้งนี้ TFG ซื้อขายที่ระดับลดลงเมื่อเทียบกับ BTG และ CPF ทั้งที่มีความเสี่ยงในมุมมองการทำธุรกิจข้ามชาติต่ำกว่าอีกทั้งสัดส่วนค้าปลีกเพิ่มขึ้นและแนวโน้มการปรับตัวของกำไรที่ดีกว่า เมื่อสัดส่วนค้าปลีกเพิ่มขึ้นและความชัดเจนด้านอัตรากำไรดีขึ้น การ re-rate สู่ระดับ PER 8–9 เท่า ถือว่าสมเหตุสมผลภายใต้ปัจจัยพื้นฐานปัจจุบัน

ประเด็น ESG รับรู้ไปแล้วและกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวกรณี insider trading ได้สร้างแรงกดดันด้าน ESG ต่อ TFG และส่งผลให้มูลค่าหุ้นปรับลดลง (De-rate valuation) อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่าเมื่อความชัดเจนด้าน governance กลับมา หุ้นมักกลับมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานในกรณีของ TFG การดำเนินการแก้ไขได้เริ่มขึ้นแล้ว

โดยเมื่อวันที่ 19 ก.พ. บริษัทได้แต่งตั้ง CEO คนใหม่ สะท้อนการปรับโครงสร้างด้าน governance และการรีเซ็ตเชิงปฏิบัติการ การเปลี่ยนผ่านผู้บริหารถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตลาดเราเห็นตัวอย่างในตลาดไทยหลายกรณีที่เมื่อประเด็น ESG ได้รับการแก้ไขผ่านการปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผู้นำคะแนน ESG และมูลค่าหุ้นมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป มองว่า TFG กำลังอยู่ในช่วงปกติ

ก่อนหน้านี้นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เปิดเผยว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาเนื้อสัตว์ในช่วงนี้ มีปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศและอุปสงค์การบริโภคที่ฟื้นตัว แม้สถานการณ์สงครามจะส่งผลให้ต้นทุนบางส่วนปรับสูงขึ้น แต่ได้รับผลกระทบจำกัด จากการบริหารต้นทุนเชิงรุก และการล็อกราคาวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า

ขณะเดียวกัน ประเด็นความมั่นคงทางอาหารจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงคราม ยังเป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรมอาหารในระยะกลางถึงยาว โดยประเทศไทยมีศักยภาพในฐานะผู้ส่งออก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความต้องการสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น
สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 10–15% สร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่โมเดล Market Driven อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการขยายธุรกิจค้าปลีก “Thai Foods Fresh Market” เพิ่มเป็น 850 สาขา จากสิ้นปี 2568 ที่ 615 สาขา เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงและเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง
นอกจากนี้ มีแผนขยายฐานการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เสริมความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ควบคู่กับการรุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งวางเป็น Growth Engine ใหม่ ผ่านการก่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์ ขยายธุรกิจไก่ และเพิ่มฟาร์มสุกร คาดแล้วเสร็จปลายปี 2569 และเริ่มสร้างผลบวกต่อรายได้และต้นทุนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ จากปัจจัยหนุนด้านราคาสินค้า การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผน ทำให้ TFG มั่นใจศักยภาพการเติบโต หนุนรายได้ทำนิวไฮต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...